รักที่แท้จริง ไม่คิดที่จะทอดทิ้งกัน ! ตาเก็บของเก่าขาย เข็นยายพิการเคียงคู่ข้างกาย ดูแลกันไปไม่ห่าง (ชมคลิป)

0
52

รักที่แท้จริง ไม่คิดที่จะทอดทิ้งกัน ! ตาเก็บของเก่าขาย เข็นยายพิการเคียงคู่ข้างกาย ดูแลกันไปไม่ห่าง

รักที่แท้จริง ไม่ทิ้งกันแม้ยามลำบาก พบตาเก็บของเก่าขาย เข็นยายพิการเคียงคู่ดูแลกันไม่ห่าง ชาวโซเชียลแห่แชร์โพสต์ อยากช่วยเหลือ เฟซบุ๊ก Tanakrit Mers Meepromt โพสต์ภาพและความข้อความระบุว่า ในเมืองหลวงที่วุ่นวาย จุดหมายของ ตายาย อยู่แห่งใด ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวที่ผ่านมาของตากับยายคู่นี้เป็นอย่างไร แต่ก็มีคำถามเกิดขึ้นมามากมาย

คลิป

ทำไม…คุณตาต้องให้ยายที่ดูเหมือนไม่สบายนั่งบนรถเข็น แล้วพาไปไหนต่อไหนแบบนี้
ทำไม…ข้าวของบนรถเข็นถึงได้ดูรุงรังขนาดนั้น หรือนี่เป็นเหมือนบ้านของตากับยาย
ทำไม…ถ้ายายไม่สบาย ทำไมคุณตาไม่พาคุณยายไปหาหมอ

และอีกหลายๆ คำถาม ระคนไปกับความไม่เข้าใจ ถึงความหมายของ “ชีวิต” แต่อย่างน้อย สิ่งที่ผมได้ยินและได้เห็นในวันนี้ ทำให้ผมเข้าใจความหมายของคำว่า “คู่ทุกข์คู่ยาก” อย่างแท้จริง พิกัดคลองถมเซนเตอร์ 2/5/61 เวลา 15.40 น. ทั้งนี้ มีชาวโซเชียลต่างเข้ามาถามไถ่เรื่องราวดังกล่าวเป็นจำนวนมา โดยมีคนระบุว่า “ตากับยายอยู่ตรงวัดบวร และยายโดนรถชนมาหลายปีแล้ว ไม่มีตังค์รักษา คุณตาเล่าให้ฟัง”

เดี๋ยวเรามาดูกันต่อเลยนะค่ะสำหรัฐผู้สูงวัยที่ถูกทอดทิ้งผ่านพ้นไปแล้วสำหรับวันแม่แห่งชาติ ซึ่งดูเหมือนจะคึกคักฉลองกันอย่างน่าอบอุ่น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลายครอบครัวมีความสุขกับวันแม่ แต่บางมุมของสังคมไทยกลับมีผู้สูงวัยถูกทอดทิ้งตามลำพัง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

นายพฤฒินันท์ เหลืองไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค เผยให้ทราบถึงตัวเลขของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งเฉพาะในบ้านพักฯ นั้น มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี ปีละประมาณ 50 คน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิง ส่วนหนึ่งเพราะประชากรผู้หญิงของโลกนั้นมีจำนวนมากกว่าประชากรผู้ชาย

โดยจะสังเกตเห็นได้จากจำนวนผู้สูงอายุทั้ง 260 คนที่เข้ามาพักอาศัยที่บ้านพักคนชราบางแคนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงในอัตรา 1 ต่อ 3 หรือคิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิง 200 คน และผู้สูงอายุที่เป็นผู้ชายจำนวน 60 คน ขณะเดียวกันผู้หญิงก็มักจะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย จึงทำให้ผู้สูงอายุที่เป็นผู้หญิงมีอัตราการถูกทอดทิ้งเพิ่มสูงกว่าผู้ชายนั่นเอง

นอกจากนี้การที่สังคมไทยในปัจจุบันนั้น ขาดการปลูกฝังเรื่องของความกตัญญูต่อบิดามารดา ตลอดจนสภาพสังคมเดี่ยว หรือสังคมที่ทุกคนต้องพึ่งพาตนเองเป็นหลัก พูดง่ายๆ ว่าทุกคนต้องขวนขวายเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงตน จึงทำให้ขาดการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งมากขึ้นด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม นายพฤฒินันท์กล่าวว่า ทางออกหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งได้นั้น คือการที่สังคมไทยต้องเร่งสร้าง ปลูกจิตสำนึกเพื่อให้ลูกๆ ทุกคนตระหนักในเรื่องของการกตัญญูรู้คุณบิดามารดาให้มากขึ้น เพราะท่านทั้งสองเป็นผู้ที่เลี้ยงเรามาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้นในยามที่ท่านแก่ชราเราก็ต้องตอบแทนบุญคุณท่าน โดยการเลี้ยงดูท่านให้ดีที่สุดเหมือนที่ท่านได้เลี้ยงดูเรามา

นอกจากนี้ก็ควรดูแลจิตใจของผู้สูงอายุด้วย เช่น การสอบถามสารทุกข์สุกดิบของผู้สูงอายุอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ควรหาโอกาสพาผู้สูงอายุไปท่องเที่ยวในสถานที่ที่ผู้สูงอายุอยากไป เช่น วัด หรือทะเลต่างๆ เพื่อสร้างความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้แก่ท่าน สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาการถูกทอดทิ้งได้ทางหนึ่ง เพราะหากครอบครัวอบอุ่นและดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุอยู่ตลอดเวลา

ก็จะทำให้ปู่ย่าตายายนั้นอยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับลูกหลานตลอดไป มากกว่าต้องไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่เข้ามาพักอาศัยที่บ้านพักคนชราบางแคนั้น นอกจากไร้ญาติขาดมิตรแล้ว ก็มักจะเข้ามาด้วยการไม่มีความสุขเมื่ออยู่กับครอบครัว รวมถึงไม่มีลูกหลานคอยดูแลเอาใจใส่ ดังนั้นการอยู่พร้อมหน้าครอบครัวนอกจากจะทำให้ผู้สูงอายุมีอายุยืนยาวแล้ว

ยังช่วยให้ผู้สูงอายุได้ทำหน้าที่ในการเป็นที่พึ่งทางจิตใจ หรือร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับลูกหลานได้เช่นกัน ท้ายนี้ นายพฤฒินันท์กล่าวว่า หากครอบครัวไหนที่มีผู้สูงอายุอาศัยที่บ้านพักคนชราบางแค หรือสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุต่างๆ นั้น ก็ควรหาโอกาสไปเยี่ยมท่านบ้าง โดยสามารถเลือกใช้วันพิเศษ เช่น วันแม่แห่งชาติ หรือวันปีใหม่ ฯลฯ ที่ทางสถานสงเคราะห์ต่างๆ ได้จัดให้กับคนชรา เพราะจะสังเกตเห็นได้ว่าในปัจจุบันนั้น

ลูกหลานมักไม่ค่อยมาหาหรือมาพบผู้สูงอายุเลย แม้จะเป็นวันสำคัญๆ ต่างๆ ก็ตาม จะมีเพียงผู้สูงอายุที่อยู่ร่วมกัน หรือผู้สูงอายุในชุมชนเท่านั้นที่มาร่วมงาน พูดง่ายๆ ว่าลูกหลานส่วนใหญ่มักผลักภาระให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุ โดยมองเพียงแค่ภาพรวมภายนอกว่า ปู่ย่าตายายของตนนั้นมีความเป็นอยู่ที่ดี จึงละเลยที่จะมาเยี่ยมเยือนผู้สูงอายุ ในขณะที่ความเป็นจริงแล้วผู้สูงอายุเหล่านี้รอคอยที่จะให้ลูกหลานมาเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สังคมโลก กำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” (Aging Society) โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ระบุว่า ทั่วโลกมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอย่างรวดเร็ว จาก 600 ล้านคนในปี 2543 คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 ล้านคนในปี 2568 และเป็น 2,000 ล้านคนในปี 2593 และประมาณ 2 ใน 3

ของประชากรผู้สูงอายุจะอาศัยอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งการที่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และการบริการทางการแพทย์มากกว่ากลุ่มอื่น สำหรับประเทศไทย นอกจากการมีประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังพบว่า ปัจจุบันครอบครัวไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายมาเป็นครอบครัวเดี่ยว ที่มีพ่อ แม่ และลูก เพิ่มมากขึ้น

ทำให้ผู้สูงอายุไทยอยู่ตามลำพังมากขึ้นตามไปด้วย นพ.เจษฎา กล่าวว่า โดยจากข้อมูลของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย พบว่า ในปี 2557 สัดส่วนของผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังคนเดียวได้เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ที่มีอยู่ ร้อยละ 6 มาเป็นเกือบร้อยละ 9 เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพังกับคู่สมรสก็เพิ่มขึ้น จากร้อยละ 16 ในปี 2545 มาเป็นร้อยละ 19 ในปี 2557 ทำให้ผู้สูงอายุดังกล่าวไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร

โดยเฉพาะผู้สูงอายุในชนบทจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งให้รับภาระเลี้ยงดูหลาน เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปประกอบอาชีพต่างถิ่น สภาพปัญหาปัจจุบัน เมื่อดัชนีผู้สูงอายุได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สภาพของผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้งอยู่กันตามลำพังขาดผู้ดูแล ต้องหาเลี้ยงชีพให้กับตนเองย่อมมีมากขึ้น ในอดีตครอบครัวยอมรับว่าผู้สูงอายุเป็นเรื่องส่วนบุคคลภายในครอบครัวที่ต้องดูแล

ทุกวันนี้จำนวนผู้สูงอายุที่มีปัญหาและความต้องการเหมือนกันในด้านการดูแลสุขภาพ ที่อยู่อาศัย และอาหาร เพิ่มจำนวนมากขึ้นซึ่งดูเหมือนว่ากำลังจะเปลี่ยนไปเป็นปัญหาสังคมที่รัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดบริการสวัสดิการสังคมให้ นักวิเคราะห์ทางสังคมวิทยาได้เสนอความเห็นให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการทำงานด้านผู้สูงอายุได้ร่วมกันหาหนทางส่งเสริมและพัฒนา โดยยึดแนวคิดวิเคราะห์จากส่วนต่างๆ ของระบบสังคม หรือตามบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานทางสังคม ดังนี้

1. หน่วยธุรกิจเอกชจัดระบบบำนาญและผลประโยชน์เมื่อเกษียณอายุ ส่งเสริมรายได้ให้ผู้สูงอายุ จัดกิจกรรมสันทนาการ จัดหาแหล่งงานที่เหมาะสมกับวัย
2. หน่วยงานของรัฐ จัดระบบประกันสังคม กำหนดรายได้ที่มั่นคงและเหมาะสม ให้การดูแลช่วยเหลือกลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจน
3. หน่วยบริการแพทย์และสาธารณสุข จัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ ลดค่าใช้จ่ายของระบบประกันสังคมให้ถูกลงจัดบริการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพ
4. หน่วยครอบครัวให้ความเกื้อกูลดูแลให้กำลังใจ และร่วมมือกับสถาบันที่จัดบริการรักษาให้กับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันนี้ บริการสวัสดิการสังคมให้กับผู้สูงอายุได้จัดให้ไว้หลายแนวทาง เช่น การจัดหาที่พักพิง การจัดเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การจัดบริการให้คำแนะนำปรึกษา การดูแลสุขภาพ สันทนาและอื่นๆ ที่นักวิชาการได้ตั้งข้อคำถามไว้ว่าการจัดบริการให้ผู้สูงอายุเป็นการสร้างคุณค่าให้กับสังคมหรือเป็นบริการที่จัดให้อย่างมากเกินไปจนเกิดความไม่สมดุลในการใช้ทรัพยากรของประเทศที่กลุ่มด้อยโอกาสอื่นๆ อาจไดรับการจัดสรรอย่างไม่พอเพียง ตามที่ปรากฎให้เห็นเป็นนโยบายรัฐสวัสดิการในหลายประเทศในสังคมอุตสาหกรรม แต่สำหรับประเทศไทย เช่น จังหวัดพิษณุโลกที่ยังคงมีผู้สูงอายดังเช่น ยายอ่อนและตาใสอีก

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here