ชาวจีนแซะแรง ! อัดคลิปล้อเลียนสาวชุดไทยคล้องพวงมาลัย ยิ้มให้แค่กล้อง ก่อนทำหน้าเซ็งเบื่อโลก (ชมคลิป)

0
391

ชาวจีนแซะแรง ! อัดคลิปล้อเลียนสาวชุดไทยคล้องพวงมาลัย ยิ้มให้แค่กล้อง ก่อนทำหน้าเซ็งเบื่อโลก

กลายเป็นคลิปที่ได้รับการแชร์โลกออนไลน์ของชาวจีนอย่างหนัก เมื่อมีการถ่ายคลิปสาวไทยที่ทำหน้าที่คล้องพวงมาลัยให้กับนักท่องเที่ยวชาวจีน ก่อนที่จะขึ้นรถทัวร์ โดยมีการถ่ายรูปกับสาวใส่ชุดไทยเป็นที่ระลึก แต่พบว่า สาวคนดังกล่าว มีสีหน้าที่มึนตึง ไม่ยิ้มแย้ม แต่จะยิ้มเหมือนเป็นคนละคนตอนถ่ายรูปเท่านั้น เหมือนคล้องพวงมาลัยไปแกนๆ

แบบไม่อยากจะทำ โดยนอกจากคลิปดังกล่าวจะได้รับการแชร์ในสื่อออนไลน์ของชาวจีนแล้ว ยังพบว่า มีการทำคลิปล้อเลียน โดยนำไม้แขวนเสื้อและที่คล้องบัตรมาทำเป็นพวงมาลัย แล้วทำหน้าเบื่อโลก ก่อนยิ้มตอนถ่ายรูปเท่านั้น ซึ่งคลิปดังกล่าวได้รับการแชร์ และแสดงความคิดเห็นอย่างหนัก เดี๋ยวเรามาดูกันต่อเลยนะค่ะว่าชาวจีนเริ่มเข้ามาดูในประเทศไทยของเราได้อย่างไร

ชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาพำนักอาศัยในแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า สมัยนั้นจีนได้ส่งคณะทูตมายังราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัย ขณะที่ราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัยก็ส่งคณะทูตไปเยือนจีนเช่นกัน สำหรับคนจีนที่อพยพเข้ามาเมืองไทย ครั้งอยู่แผ่นดินจีนมักเป็นชาวบ้านที่อาศัยตามเมืองชายทะเล การเดินทางทางเรือเป็นไปโดยสะดวก

ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาจึงมักมาจากมณฑลทางใต้ของแผ่นดินใหญ่ที่ติดทะเล เช่น กวางตุ้ง ไหหลำ ฮกเกี้ยน (ปัจจุบันเรียกชื่อมณฑลฝูเจี้ยน) เป็นต้น กลุ่มใหญ่อย่างชาวมณฑลกวางตุ้งยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามเมืองและภาษา เช่น กวางโจว แต้จิ๋ว ซัวเถา จีนแคะ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ามาในเมืองไทยแบบ “เสื่อผืนหมอนใบ” หนีภัยธรรมชาติมาบ้าง หนีภัยสงครามบ้าง การทำมาหากิน

ฝืดเคืองบ้าง มีพื้นที่ทำกินไม่เพียงพอ หรือครอบครัวมีลูกมาก ฐานะยากจนบ้าง กล่าวโดยสรุป ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยมี 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ จีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนแคะ จีนไหหลำ และจีนกวางตุ้ง จีนไหหลำส่วนใหญ่ขึ้นบกบริเวณพื้นที่ทางภาคใต้ของไทย ส่วนจีนฮกเกี้ยนขึ้นบกที่สงขลาแล้วขึ้นเหนือไปพังงา ภูเก็ต หรือลงใต้ไปมลายู ขณะที่จีนแต้จิ๋วกระจายอยู่ทั่วไป เช่น จันทบุรี สงขลา หรือไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ

บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่า ชาวจีนที่เดินทางมาไทยในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน แต่หลังสมัยอยุธยา กลับเป็นชาวจีนแต้จิ๋วที่อพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังปี พ.ศ.2310 เนื่องจากกลุ่มจีนแต้จิ๋วเป็นเชื้อสายเดียวกับพระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทั้งยังมีบทบาทร่วมสู้รบกอบกู้เอกราช จีนแต้จิ๋วส่วนใหญ่อพยพมาทางเรือแล้วตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย

เช่น ตราด จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมทั้งในกรุงเทพฯ ต่อมาภายหลังในศตวรรษที่ 19 จึงขยับขยายออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อื่นๆ เช่น อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก สวรรคโลกชาวจีนอพยพเข้ามาทำงานหลากหลาย เป็นกุลี ค้าขาย ทหาร รับราชการ หลายคนเติบโตในหน้าที่การงานเป็นใหญ่เป็นโต ที่เป็นหญิงก็แต่งงานออกเรือนไปกับคนไทย อย่างในสมัยสมเด็จพระเพทราชา

แม้จะออกกฎหมายห้ามหญิงไทยมีสามีต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงคนจีน ในสมัยนั้นชาวจีนที่อพยพเข้ามาร่ำลือกันปากต่อปากว่า บ้านเมืองนี้เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง ทั้งอาหารการกิน ดินฟ้าอากาศ โอกาสมีงานทำ ทรัพย์ในดินสินในน้ำก็ดีไปหมด และคนไทยใจกว้าง โอบอ้อมอารี ไม่กีดกันคนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ถ้าอดทน อดกลั้น อดออม ขยันขันแข็ง ไม่มีวันอดตาย

เสียงร่ำลืออย่างนี้เองที่นำชาวจีนเข้ามากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า จนบัดนี้มีชาวจีนโพ้นทะเลหรือชาวไทยเชื้อสายจีนหลายพันตระกูลแซ่ ชาวจีนอพยพในแผ่นดินไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ โรงเรียนจีนเอกชนแห่งแรกก่อตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา กระทั่ง พ.ศ. 2535 รัฐบาลไทยประกาศว่า ทุกๆ โรงเรียนในประเทศไทยสามารถสอนภาษาจีนได้

เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และภาษาต่างชาติอื่นๆ หลังจากนั้นภาษาจีนกลางก็ได้กลายเป็นวิชาเลือกของหลักสูตรการศึกษาในชั้นประถม มัธยมและอุดมศึกษา ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นคนขยันขันแข็ง ตั้งใจทำงาน พัฒนาธุรกิจของตนเองให้รุ่งเรือง ส่วนคนไทยเองปฏิบัติต่อชาวจีนอย่างอบอุ่นด้วยน้ำใสใจจริง

เมื่อครั้นเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2310 – พ.ศ. 2312 จักรวรรดิจีนได้ถูกรุกรานพม่าที่กำลังขยายแสนยานุภาพ จักรพรรดิจีนในสมัยนั้นได้ส่งกองกำลังไปปราบปรามพม่าถึง 4 ครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ แต่ฝ่ายจีนก็ได้เบนความสนใจมาที่กองทัพพม่าในอาณาจักรอยุธยา ซึ่งกำลังถูกพม่ายึดครอง ขุนพลไทยนาม “สิน” ซึ่งมีบิดาเป็นคนจีน และมารดานาม นกเอี้ยง

ซึ่งเป็นชาวสยาม ได้ใช้สถานการณ์ที่ได้เปรียบนี้ทำให้สามารถกอบกู้เอกราชให้สยามได้สำเร็จ ขุนพลท่านนั้นต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี แห่งกรุงธนบุรี หรือที่ชาวจีนขนามนามว่า แต้อ๊วง ด้วยความที่ว่าบิดาสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นคนจีน เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ทรงขึ้นครองราชย์แล้ว ชาวจีนแต้จิ๋วได้เข้ามาทำการค้า และอพยพมายังกรุงธนบุรีเป็นจำนวนมาก

ทำให้ประชากรชาวจีนโพ้นทะเลในไทย เพิ่มขึ้นจาก 230,000 คนใน พ.ศ. 2368 เป็น 792,000 คนใน พ.ศ. 2453 และใน พ.ศ. 2475 ประชากรไทยถึง 12.2% เป็นชาวจีนโพ้นทะเล] การอพยพของชาวจีนยุคแรก ส่วนมากเป็นผู้ชาย เมื่อเข้ามาตั้งรกรากแล้วก็จะแต่งงานกับผู้หญิงไทย และกลายเป็นค่านิยมในสมัยนั้น ลูกหลานจากการแต่งงานข้ามเชื้อชาตินี้เรียกว่า “ลูกจีน” แต่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้

กระแสการอพยพเริ่มเปลี่ยนไป ผู้หญิงจีนอพยพเข้ามาในสยามมากขึ้น จึงทำให้การแต่งงานข้ามเชื้อชาติลดลง การคอรัปชั่น ในรัฐบาลราชวงศ์ชิง และการเพิ่มขึ้นของประชากรในประเทศจีน ประกอบกับการเก็บภาษีที่เอาเปรียบ ทำให้ชายชาวจีนจำนวนมากมุ่งสู่สยามเพื่อหางานและส่งเงินกลับไปให้ครอบครัวในประเทศจีน ขณะนั้นชาวจีนจำนวนมากต้องจำยอมขายที่ดินเพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีเพาะปลูกของทางการ

ในรัชสมัยปลายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ประเทศไทยต้องระวังผลกระทบจากการที่ฝรั่งเศสได้ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง และอังกฤษได้มลายูเป็นอาณานิคม ในขณะเดียวกัน ชาวจีนจากมณฑลยูนนานก็เริ่มไหลเข้าสู่ประเทศไทย กลุ่มชาวไทยชาตินิยมจากทุกระดับจึงได้เกิดความคิดต่อต้านชาวจีนขึ้น หลายร้อยปีก่อนหน้านี้ ชาวจีนกุมเศรษฐกิจการค้าส่วนใหญ่ไว้

และยังได้รับอำนาจผูกขาดการค้าและรวมถึงการเป็นนายอากรเก็บภาษีซึ่งเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 3 ด้วย ในขณะนั้นอิทธิพลทางการค้าของชาติตะวันตกก็สูงขึ้น ทำให้พ่อค้าขาวจีนหันไปขายฝิ่นและเป็นนายอากรมากขึ้น นอกจากนี้ เจ้าของโรงสีและพ่อค้าข้าวคนกลางชาวจีนยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในสยามในปีซึ่งกินเวลาเกือบ 10 ปี หลังปี พ.ศ. 2448 ด้วย

คลิป

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here