ด่วน!! “รัสเซีย” ออกทีวีเตือนปชช.เตรียมพร้อม รับมือสงครามโลกครั้งที่ 3!! (ชมคลิป)

0
214

สำนักข่าวเนชั่นรายงาน “รัสเซีย” ออกทีวีเตือนปชช.เตรียมพร้อม รับมือสงครามโลกครั้งที่ 3

อเล็กซย์ ซาคาคอฟ พิธีกรของสถานีโทรทัศน์ รอสสิยา-24 พิธีกรสถานีโทรทัศน์ของทางการรัสเซีย ได้เตือนประชาชนให้เก็บของใช้ที่จำเป็นใส่กระเป๋าเพื่อเตรียมพร้อมรับสงครามโลกครั้งที่ 3

และเสนอหนทางเอาชีวิตรอดให้แก่ประชาชนในกรณีที่สงครามปะทุ โดยเฉพาะการตุนข้าว ที่สามารถอยู่ได้ถึง 8 ปี, ข้าวโอ๊ตบดอยู่ได้นาน 3-7 ปี ในขณะที่ธัญพืชที่ชาวรัสเซียชื่นชอบอย่าง “buckwheat” อยู่ได้แค่ปีเดียว

เนื้อกระป๋องอยู่ได้ราว 5 ปี แต่ปลากระป๋องอยู่ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนนมเก็บยากยกเว้นนมผง, น้ำตาลและเกลือ เขาบอกด้วยว่า ชีวิตในโลกใต้ดินอย่างหลุมหลบภัยไม่ได้ง่ายเหมือนอยู่ข้างบน กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานอันยิ่งใหญ่

และน้ำจะกลายเป็นแหล่งดับความกระหายที่สำคัญที่สุด ส่วนช็อคโกแลต, ขนมหวาน และนมข้นหวาน จะต้องถูกทิ้งไว้ข้างบน

ซาคาคอฟ ยังสัมภาษณ์เอดูอาร์ด คาลิคอฟ ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบอกผ่านสไกป์ด้วยว่า ยิ่งตุนน้ำก็ยิ่งดี เพราะคนเราสามารถขาดอาหารได้นาน 3 สัปดาห์แต่ขาดน้ำไม่ได้ และเตรียมไอโอดีนเพื่อปกป้องร่างกายจากรังสีอีกด้วย

คำเตือนนี้มีขึ้นในขณะที่กำลังเกิดความตึงเครียดในระดับสูงในประเด็นซีเรีย ขณะที่นักวิเคราะห์ทางทหารเตือนว่า โลกได้เข้าภาวะเดียวกับวิกฤตขีปนาวุธคิวบา และมันกำลังจะกลายเป็นสงครามเย็นครั้งที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และสื่อสหรัฐแพร่ภาพถ่ายดาวเทียม ที่ยืนยันว่าเป้าหมายการโจมตีในซีเรียได้รับความเสียหาย ในขณะที่สหรัฐคุยโวไม่มีขีปนาวุธลูกใดถูกยิงสกัดได้อย่างที่รัสเซียและซีเรียกล่าวอ้าง

พลโท เคนเนท แมคเคนซี แถลงเมื่อวานว่า สหรัฐและชาติพันธมิตรสามารถโจมตี3 เป้าหมายในโครงการอาวุธเคมีของซีเรียได้อย่างแม่นยำ และสัมฤทธิ์ผล ที่จะทำให้โครงการอาวุธเคมีของซีเรียถอยหลังไปอีกหลายปี เป้าหมาย 3 แห่งที่ถูกทำลายประกอบด้วย เขายืนยันด้วยว่า ไม่มีเครื่องบินหรือขีปนาวุธที่ใช้ในปฏิบัติการถูกซีเรียสกัดไว้ได้

1.ศูนย์พัฒนาและวิจัยอาวุธเคมีบาร์ซาห์ ใกล้กรุงดามัสกัส ถูกถล่มทำลายด้วยขีปนาวุธ 76 ลูก

2.คลังเก็บอาวุธเคมี ฮิมชุน ซาร์ ใกล้เมืองฮอมส์ ถูกโจมตี 22 ลูก

3.บังเกอร์อาวุธเคมีฮิมชุน ซาร์ ใกล้เมืองฮอมส์

ขณะเดียวกันสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เผยแพร่ภาพถ่ายดาวเทียมที่ได้จากบริษัทที่ให้บริการภาพถ่ายดาวเทียม 2 แห่ง ได้แก่ ดิจิตัลโกลบ และแพลเน็ต ดอต คอม

ปฏิบัติการถล่มซีเรียมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนรัฐบาลซีเรียว่าสหรัฐฯ “ล็อคเป้าและพร้อมยิง” โจมตีได้ทุกเมื่อ หากซีเรียจะใช้อาวุธเคมีอีก หลังจากที่สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ได้โจมตีเป้าหมาย 3 แห่งในซีเรีย โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้การที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีเมืองดูมาเมื่อหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา

ด้านรัฐบาลซีเรีย ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้อาวุธเคมี และระบุว่าเหตุการณ์ในดูมาเป็นการจัดฉากโดยกลุ่มกบฏ

ย้อนประวัติศาสตร์อาวุธเคมี

ข่าวการใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในเมืองดูมาของซีเรีย รวมทั้งข่าวการใช้สารทำลายระบบประสาทหวังลอบสังหารอดีตสายลับรัสเซียในอังกฤษ ทำให้เรื่องอาวุธเคมีกลายเป็นประเด็นที่โลกให้ความสนใจอีกครั้ง บีบีซีขอย้อนรอยประวัติศาสตร์การใช้อาวุธเคมีซึ่งเริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในโลกเมื่อกว่า 100 ปีที่แล้ว

นายฮามิช เดอ เบรต์ตอง-กอร์ดอง อดีตทหารอังกฤษ และเจ้าหน้าที่หน่วยอาวุธเคมี ชีวภาพ และนิวเคลียร์องค์การนาโต เล่าว่า อาวุธเคมีชนิดแรกของโลกคือ คลอรีน (Chlorine) เป็นสารทําลายระบบทางเดินหายใจ (Choking agent) แม้ในตอนแรกมันจะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้เหยื่อพิการมากกว่าทำให้เสียชีวิต แต่ที่ผ่านมาอาวุธชนิดนี้ก็คร่าชีวิตผู้คนไปจำนวนมาก

สารคลอรีนถูกใช้ครั้งแรกในสงครามเมืองอีเพรส์ครั้งที่ 2 ในเบลเยียม เมื่อปี 1915 และสร้างความหายนะครั้งใหญ่หลวง เพราะตอนนั้นยังไม่เคยมีการใช้สารคลอรีนเป็นอาวุธทางการทหารมาก่อน แม้จะเป็นสารเคมีพื้นฐานก็ตาม

ต่อมาก็มีการใช้แก๊สมัสตาร์ด ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองผิวหนังและเกิดแผลพุพอง (Blister agents) จากนั้นกองทัพนาซีเยอรมนีได้พัฒนาสารทำลายระบบประสาท (Nerve agents) ขึ้น โดยเป็นสารสังเคราะห์จากกรดฟอสฟอริก ซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืช และพบว่าสารทาบุน และโซมาน สามารถฆ่าคนได้มีประสิทธิภาพ

สารทำลายระบบประสาทถูกใช้อย่างแพร่หลายในสงครามอิหร่าน-อิรัก เมื่อปี 1984-1988 ซึ่งเหตุโจมตีเมืองฮาลับยาในอิรัก เมื่อวันที่ 16 มี.ค.1988 ยังติดอยู่ในความทรงจำของผู้คนจำนวนมาก เพราะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 5,000 คนในเหตุโจมตีวันนั้น

ปัจจุบันอาวุธเคมีกลายเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธเคมีในเมืองดูมาของซีเรียซึ่งจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างประเทศ นายฮามิช เดอ เบรต์ตอง-กอร์ดอง ชี้ว่า หากประชาคมโลกยังคงนิ่งเฉยและไม่ทำอะไรเพื่อต่อต้านอาวุธชนิดนี้ เราก็คงจะได้เห็นการใช้อาวุธเคมีแพร่หลายขึ้นทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประธานาธิบดีทรัมป์ จะทำอย่างไรต่อไป

บทวิเคราะห์ โดยพีเจ โครว์ลีย์ อดีตเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

การใช้กำลังทหารโจมตีในครั้งนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ยากยิ่ง นั่นคือการกำหนดขอบเขตให้กับสงครามที่ซีเรีย รัสเซีย และอิหร่านกำลังมีส่วนพัวพัน โดยทางสหรัฐฯ และพันธมิตรไม่ต้องการเปิดการสู้รบโดยตรง แต่ยังคงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อเอาชนะกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม ซึ่งเป็นภารกิจที่ใกล้จะสำเร็จแล้ว

เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ กล่าวถึงความตั้งใจที่จะนำทหารสหรัฐฯ ราว 2,000 คนกลับจากซีเรียให้เร็วที่สุด แต่ต้องมาเผชิญกับการโจมตีด้วยอาวุธเคมีในเมืองดูมาเสียก่อน

ประธานาธิบดีทรัมป์ ประกาศชัดเจนว่า จำเป็นต้องยับยั้งไม่ให้มีการใช้อาวุธเคมี เพื่อไม่ให้เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แต่ก็ยอมรับด้วยว่า สงครามกลางเมืองซีเรียไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว โดยเรียกตะวันออกกลางว่าเป็น “ดินแดนที่มีแต่ปัญหา” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ จะต้องเข้าไปมีบทบาทแก้ไข

อ้างอิง: http://www.nationtv.tv/main/content/378617816/

BBC: http://www.bbc.com/thai/international-43774050

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here