กังขาสังคม! ‘อัยการ’ สั่งไม่ฟ้อง ‘เปรมชัย’ 5 ข้อหา เปิดบทสรุป ‘รอด 6 ข้อ’ เรียกค่าเสียหาย 4.6 แสน (รายละเอียด)

0
79

อธิบดีอัยการภาค 7 แถลงความคืบหน้าพิจารณาคดีนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก โดยอัยการสั่งฟ้องเปรมชัย 6 ข้อกล่าวหา ไม่ฟ้อง 5 ข้อกล่าวหา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 4.6 แสนบาท ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนข้อหาที่สั่งไม่ฟ้องส่งสำนวนไปให้ผบช.ตำรวจภูธรภาค 7 พิจารณาความอาญามาตรา 145/1 หากไม่เห็นชอบจะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาด

เมื่อวันที่ 4 เม.ย. ที่ห้องประชุมสำนักงานอัยการภาค 7 จังหวัดราชบุรี นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 พร้อมด้วยนายสมเจตน์ อำนวยสัวสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 และนายทะนง ตะภา อัยการจังหวัดกาญจนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวความคืบหน้าในการพิจารณาคดีนายเปรมชัย กรรรณสูต กับพวก เมื่อวันที่ 20 มี.ค.61 สืบเนื่องจากสำนักอัยการจังหวัดทองผาภูมิได้รับสำนวนสอบสวนคดีระหว่างนายวิเชียร ชิณวงษ์ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี

ผู้กล่าวหานายเปรมชัย กรรณสูต ผู้ต้องหาที่ 1 นายยงค์ โดดเครือ ผู้ต้องหาที่ 2 นางนที เรียมแสน ผู้ต้องหาที่ 3 และนายธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาที่ 4 โดยกล่าวหาผู้ต้องหาทั้ง 4 คนว่า 1.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 2.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

3.ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 4.ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 5.ร่วมกันช่วยซ่อนเร้น ช่วยพา เอาไปเสียหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากของสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย

6.ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์หรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 7.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 8.ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

9.ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร 10.ร่วมกันกระทำการอันเป็นการทารุณกรรมสัตว์ป่าโดยไม่มีเหตุอันสมควร พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คนตามข้อกล่าวหา แต่เห็นสมควรไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 คือนายเปรมชัยในข้อหามีอาวุธปืนฯและเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 4 คนตามข้อหาในข้อ 10

ทั้งนี้ คณะทำงานตามที่นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 ประกอบด้วย นายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 เป็นหัวหน้าคณะทำงาน มีนายทะนง ตะภา อัยการจังหวัดทองผาภูมิ พ.ต.ท.อำนาจ สุจริตชัย รองอัยการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นคณะทำงาน และนายกฤษฎา ชูโต รองอัยการจังหวัดทองผาภูมิ เป็นคณะทำงานและเลขานุการ ร่วมกันพิจารณาและมีความเห็นเสนอให้นางสมศรี วัฒนไพศาล มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนเพิ่มเติม รวม 2 ครั้ง

โดยระหว่างการพิจาณาของคณะทำงานนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก ยื่นหนังสือ ร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการภาค 7 เมื่อวันที่ 26 มี.ค.61 และขอให้สอบสวนเพิ่มเติมพยานที่เกี่ยวข้องในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการซื้อซากสัตว์จากร้านอาหารของนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวกและประเด็นที่เกี่ยวกับพยานหลักฐานของซากสัตว์ที่พบในที่เกิดเหตุ และผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์และอื่นๆ

นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 พร้อมด้วยนายสมเจตน์ อำนวยสวัสดิ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 2 ภาค 7 ร่วมกันแถลงผลพิจารณาคดีของนายเปรมชัย กรรณสูตและพวก 1.คณะทำงานซึ่งมีนายสมเจตน์ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ร่วมกันตรวจพิจารณาสำนวนโดยละเอียดรอบคอบแล้ว มีความเห็นทางคดีเสร็จเรียบร้อยและเสนอให้นางสมศรี มีคำสั่งในคดี

ส่วนในประเด็นการร้องขอความเป็นธรรมของนายเปรมชัย กรรณสูต กับพวก คณะทำงานพิจารณาแล้วเห็นว่าตามประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว ได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามประเด็นที่ร้องขอความเป็นธรรมครบถ้วนแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสอบสวนเพิ่มเติม อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณามีคำสั่งฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต ข้อหา 1.ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

2.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 4.ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 5.ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย 6.ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้องนายเปรมชัย กรรณสูต ข้อหา 1.ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 2.ร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 3.ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ 4.ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และ 5.ร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ส่วนนายยงค์ โดนเครือ ผู้ต้องหาที่ 2 อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณามีคำสั่งฟ้องฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้องฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ด้านนางนที เรียมแสน ผู้ต้องหาที่ 3 ถูกสั่งฟ้อง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย

ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ และสั่งไม่ฟ้องฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ส่วนนายธานี ทุมมาศ ผู้ต้องหาที่ 4 ถูกสั่งฟ้อง ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยมิได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ร่วมกันล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันล่าสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ร่วมกันมีไว้ในครอบครองซึ่งซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันช่วยซ่อนเร้นช่วยพา เอาไปเสีย หรือ รับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งซากสัตว์ป่าอันได้มาโดยการกระทำความผิดกฎหมาย ร่วมกันเก็บหาของป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันพยายามล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

และสั่งไม่ฟ้องนายธานี ในข้อหา ฐานร่วมกันเข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ร่วมกันนำเครื่องมือสำหรับใช้ในการล่าสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรือจับสัตว์ป่าหรืออาวุธใดๆ เข้าไปในเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ และร่วมกันทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร

ทั้งนี้นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 พิจารณาแล้วให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวน 462,000 บาท ให้กับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ส่วนข่าวที่ออกมาก่อนหน้าที่ว่ามีการเรียกปรับในจำนวนหลักล้านบาทนั้นเป็นข่าวที่ไม่ได้กรอง หรือไม่ได้ออกมาจากการแถลงของทางสำนักงานอัยการภาค 7

เนื่องจากในเรื่องนี้เราฟ้องค่าเสียหายทางแพ่งไปกับอาญาได้ของพระราชบัญญัติสัตว์ป่าสงวนแห่งชาติเท่านั้น ส่วนที่เกี่ยวกับ พรบ.สิ่งแวดล้อมเกี่ยวข้องกับระบบนิเวศเป็นหน้าที่ที่ต้องไปติดตามเรียกร้องทางแพ่งต่างหาก เพราะฉะนั้นอย่าสงสัยว่าทำไมเราเรียกร้องค่าเสียหายได้เท่านี้

นางสมศรี วัฒนไพศาล อธิบดีอัยการภาค 7 ยังระบุว่า ในกรณีที่สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคน บางข้อหา ให้ส่งสำนวนไปให้กับทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1 เพื่อให้มีความเห็นทางคดีว่ามีความเห็นชอบกับคำสั่งที่ทางอธิบดีอัยการภาค 7 มีคำสั่งไปหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้ส่งสำนวนทั้งหมดไปให้ทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 แล้ว

ส่วนการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการฟ้องขณะนี้เราเตรียมความพร้อมไว้หมดแล้วเหลือเพียงความเห็นชอบของทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ว่ามีความเห็นชอบกับทางอธิบดีอัยการภาค 7 หรือไม่ ถ้าเห็นชอบเราก็จะยื่นฟ้องผู้ต้องหา ถ้ามาวันนี้เราก็ยื่นฟ้องได้ทันที แต่ถ้าทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มีความเห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีอัยการภาค 7 แล้ว ทางเราจะส่งสำนวนทั้งหมดไปยังท่านอัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในคดีนี้ถ้ากรณีเกิดการแย้งกัน แต่ถ้าไม่แย้งก็จะส่งเรื่องมาที่เราและจะยื่นเรื่องส่งฟ้องที่ศาลจังหวัดทองผาภูมิต่อไป

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here