จำแทบไม่ได้!? “โต-วงซิลลี่ฟูล” จากอดีตวงที่เคยดัง กลับรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความสุข หันมาเดินตามเส้นทางแห่งศรัทธา!! (คลิป-เปิดใจ-ภาพล่าสุด)

0
115

หลังจากหันหลังให้กับวงการเพลง และหันมาเดินตามเส้นทางแห่งศรัทธากับศาสนาอิสลาม ก็ไม่ค่อยเห็นข่าวคราวของหนุ่ม โต วีรชน ศรัทธายิ่ง (ชื่อเดิม ณัฐพล พุทธภาวนา) อดีตร็อคเกอร์ชื่อดังที่หลายคนรู้จักในชื่อ โต Silly Fools หรือ โต HANGMAN เท่าไรนัก โต วีรชน ก็ได้ออกมาเปิดใจกับรายการ เจาะใจ เกี่ยวกับชีวิตใหม่บนเส้นทางแห่งศรัทธาของ โต ซิลลี่ ฟูลส์

จากร็อคสตาร์ยอดนิยม กลายเป็นบุคคลที่ใช้การปฏิบัติตนและศรัทธาทั้งหมดเพื่อศาสนาอิสลาม โดย โต วีรชน เริ่มเล่าย้อนให้ฟังว่า เขาเกิดมาในครอบครัวมุสลิมที่สอนให้ลูกหัดคิด หัดใช้สมองตั้งแต่เด็ก เห็นอะไรต้องวิจารณ์ ต้องใช้สมองคิด อย่าให้คนชักจูงไปได้ และการคิดของเขาก็นำไปสู่การเขียนเพลง เพื่อจะถ่ายทอดข้อความและความคิดที่มีอยู่มากมายเต็มหัวของเขาให้คนหมู่มากได้รับรู้

กระทั่ง พี่ป้อม อัสนี มาเห็นเพลงของเขาก็รู้สึกชอบ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักร้องที่ชื่อว่า “โต ซิลลี่ ฟูลส์” โต บอกว่า บทเพลงของเขาพยายามแทรกเนื้อหาสาระความเป็นจริง ทั้งเรื่องการทรยศ หักหลัง การไว้ใจ เพราะความเป็นจริงคือ คนเราใช้สมองมากกว่าหัวใจ แต่หลัง ๆ จะมีแทรกเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ลงไปบ้าง เพื่อดึงคนฟัง

และในที่สุด บทเพลงของเขาก็เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่น ทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาทันที ในตอนนั้น โต รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่มีคนชอบงานเพลงของเขา แม้จะยังไม่ชินกับการที่ไปไหนมาไหนก็มีคนมอง เผลอเข้าใจไปว่า คนอื่นมองหน้าหาเรื่องซะอีก ชีวิตร็อคสตาร์ แม้จะดูมีความสุข แต่ก็ต้องแลกกับหลาย ๆ สิ่งที่สูญเสียไป

กระทั่งเริ่มดังมาก ๆ โต ซิลลี่ ฟูลส์ กลับรู้สึกว่าชีวิตของเขาเริ่มไม่มีความสุขเสียแล้ว เพราะวัน ๆ ต้องอยู่แต่ในห้องอัด หรือไม่ก็ได้แต่นั่งเฉย ๆ อยู่ในห้องนอน วันละ 8-9 ชั่วโมง เพื่อรอทีมงานโทร. มาเรียกไปซาวด์เช็ก และพอไปเล่นคอนเสิร์ต เขาก็ยังเจอคนมาตีกัน แทงกันเลือดสาดต่อหน้า ผู้หญิงผู้ชายมั่วกันตรงนั้น คนอื่นก็เมากันเละเทะ ขัดกับเจตนารมณ์ตั้งแต่แรกของเรา

“ผมเห็นอย่างนั้นเรื่อย ๆ ก็มานั่งคิดว่า เอ๊ะ ดนตรีมันดีจริงหรือ เพราะคนเขาไม่ได้ฟังที่ผมพูด เขาฟังดนตรี ไม่ได้ฟังคำพูดผมเลย ผมพยายามแทบบ้าอยู่ในห้องอัด พอมาเล่นคอนเสิร์ตก็เจอแบบนี้เกือบ 90% บางทีเล่นเพลงเดียวก็กลับบ้าน เรื่องนี้บวกกับเรื่องอื่น ๆ ที่มันเข้ามาในตอนนั้น ทำให้ผมมาคิดว่า ที่ผมคิดนั้นถูกจริงหรือ เรารู้มากจริงหรือ หรือมีความจริงตรงอื่นที่เรายังไม่รู้ที่เป็นความจริงแท้ ๆ”

หลังจากนั้น โต ก็นั่งคิดและตั้งคำถามอยู่ในห้องเงียบ ๆ ว่า คนเราเกิดมาได้อย่างไร เพราะธรรมชาติสร้างมา แต่ธรรมชาติมันก็มีระบบ ทุกระบบต้องมีคนออกแบบ แล้วผู้ที่ออกแบบระบบก็ต้องมีเป้าหมาย จากนั้น โต ก็เริ่มค้นหาผู้ที่ออกแบบระบบ และก็มาคิดว่า ทำไมคนทั่วไป หรือแม้แต่คนมุสลิมไม่กล้าจับความหมายของคัมภีร์อัลกุรอาน คล้ายกับคนท่องบทสวดมนต์ทั้งที่ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร

เขาจึงตัดสินใจเปิดคัมภีร์แล้วพบคำแรกที่เขียนว่า “ฉันคือผู้สร้างโลก” คำคำนี้ ได้ตอบคำถามทั้งหมดของ โต ซิลลี่ ฟูลส์ ได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่คัมภีร์อัลกุรอานเป็นเล่มเดียวที่เขาอ่านจบเป็นร้อย ๆ รอบแล้ว กระทั่งไปฝึกอ่านภาษาอาหรับ เพื่ออ่านต้นฉบับ การเปลี่ยนแปลงนี้ ทำให้ โต ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นมากมายเกี่ยวกับความจริงของชีวิต

พร้อมกับตอบคำถามได้แล้วว่า ใครคือผู้ที่ออกแบบระบบ และยังมีเรื่องชีวิตหลังความตายที่เขาเพิ่งได้รู้ ว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนกับการทำข้อสอบ ยังมีชีวิตหลังความตายอีก ดังนั้น ใครที่อยากสอบผ่าน ก็ต้องรีบทำข้อสอบให้เสร็จ ก่อนหมดเวลา “ทุกวันนี้ ถ้าเรารู้ว่า มีอีกห้องหนึ่งที่รอเราอยู่ เราจะไม่กล้าทำตัวเลวร้าย เพราะถ้าคุณทำตัวเลวร้าย เราจะไม่ได้ไปห้องนั้น แต่ทุกวันนี้ เราคิดว่ามันมีอยู่แค่ห้องเดียว ก็เลยเอาเปรียบกันเต็มที่เลย”

เมื่อ โต วีรชน รับรู้ว่า การเล่นดนตรีไม่ได้ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น เพราะวัยรุ่นก็ยังฆ่ากัน ท้องก่อนแต่ง เล่นยาเสพติด เมาเละเทะ นี่ไม่ใช่วิธีที่จะทำให้เขาได้รับชัยชนะในการเปลี่ยนคน เขาจึงเริ่มค้นหาวิธีใหม่ที่ไม่ใช่การเล่นดนตรี ซึ่งไม่ตรงตามหลักศาสนา ในที่สุด โต ก็เปลี่ยนวิธี จากการเขียนเพลงมาเป็น “การพูด” เพื่อหวังจะเปลี่ยนคนตามเจตนารมณ์ที่ตั้งใจไว้

เยาวชน คือ กลุ่มเป้าหมายหลักที่ โต อยากจะสื่อข้อความไปถึง เพื่อให้สังคมดีขึ้น เมื่อเห็นเช่นนั้น โต จึงเดินทางตระเวนไปบรรยายเรื่องปัญหายาเสพติดให้เยาวชนในพื้นที่สีแดง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้รับฟัง โดยที่เขาไปด้วยใจ ไม่มีค่าตัวใด ๆ และก็ทำให้เด็ก ๆ ที่ติดยาเสพติดหลายคนสามารถเลิกยา พร้อมกับเปลี่ยนความคิดได้ นี่จึงทำให้ โต รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ามากกว่าตอนมีชื่อเสียงเสียอีก

โต วีรชน บอกว่า เขาไม่เคยมีความสุขขนาดนี้มาก่อน ความผิดหวังในตัวมนุษย์ก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะสำหรับคนที่มีความเกรงกลัวพระเจ้า จะไม่มีการโกหกกันแม้แต่นิดเดียว แม้จะเพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นก็ตาม ไม่มีความแก่งแย่ง ไม่มีการใส่หน้ากากหลอกลวง เพราะทุกคนมีเป้าหมายคืออยากสอบผ่านเพียงอย่างเดียว การที่เขาได้เข้าไปในสังคมเช่นนี้ ทำให้เขารู้สึกดีมาก ต่อให้เงิน 10 ล้านก็ไม่สามารถแลกกับสิ่งนี้ได้

และล่าสุด (3 เมษายน 2561) ดราม่า ! โต ซิลลี่ ฟูลส์ ตอบชัดทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น… “ผมไม่ไหว้สิ่งที่ต่ำกว่า” โต ซิลลี่ ฟูลส์ ตอบชัดทำไมอิสลามไม่มีรูปปั้นของพระเจ้า เหมือนของชาวพุทธ “ผมไม่ไหว้สิ่งที่ต่ำกว่า” งานนี้เจอซัดเละ เป็นคลิปที่ถูกแชร์กันมากในขณะนี้ ช่วงกลางของรายการ ประมานชั่วโมงที่ 1:06:22 เป็นต้นไป

เมื่อ โต ซิลลี่ ฟูลส์ หรือ วีรชน ศรัทธายิ่ง อดีตนักร้องเพลงร็อกชื่อดังระดับตำนานของเมืองไทย ที่เคยประกาศหันหลังให้กับวงการเพลงและหันหน้าไปสู่บทบาทของครูสอนศาสนาอิสลาม ได้จัดรายการ “โต ตาล” คู่กับพิธีกรคู่หู โดยพูดคุยกันในประเด็นที่ว่า “ทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น เหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ”

ซึ่งทั้งคู่ได้อธิบายว่าเพราะเหตุใดถึงไม่นับถือรูปปั้นต่าง ๆ ที่คนสร้าง โดยมีตอนหนึ่งที่ โต ซิลลี่ ฟูลส์ บอกว่า “ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นเนี่ยผลักก็ตกแตกละ มันต่ำกว่าผมแล้ว มันไม่มีชีวิต จะไหว้ทำไมสิ่งไม่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้”

จึงทำให้ จุฬาราชมนตรี ออกแถลงการณ์เตือน หลังโต ซิลลี่ ฟูลส์ วิพากษ์เรื่องรูปปั้น ชี้ อิสลามมีคำสอนห้ามวิจารณ์ศาสนาอื่น เตือนให้ระวัง อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม จากกรณีดราม่าชั่วข้ามคืนเมื่ออดีตนักร้องชื่อดังของเมืองไทย โต ซิลลี่ ฟูลส์ หรือ วีรชน ศรัทธายิ่ง ที่หันหน้าเข้าสู่ศาสนาอิสลามจริงจังในฐานะผู้สอนศาสนา

และได้ทำรายการ “โต ตาล” คู่กับพิธีกรคู่หู โดยพูดคุยกันในประเด็นที่ว่า “ทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น เหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ” ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า “ผมไม่ไหว้สิ่งที่ต่ำกว่า” จนกลายมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมออนไลน์ กระทั่งคืนวันที่ 3 เมษายน 2561 เฟซบุ๊ก สำนักจุฬาราชมนตรี ได้โพสต์คลิปวิดีโอซึ่งเป็นคำชี้แจงจาก นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ต่อกรณีที่เกิดขึ้น โดยภายในคลิประบุว่า…

“วันนี้มีเรื่องไม่ค่อยสบายใจ เนื่องจากมีผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ศาสนา ได้ออกมาพูดเชิงวิพากษ์ หรือบริภาษศาสนาอื่น ทำให้เกิดความไม่สบายใจว่า ทำไมอิสลามถึงกล่าวร้ายอย่างนั้นหรือ ความจริงอิสลามห้ามการบริภาษ หรือวิจารณ์ศาสนาอื่น ดังความในอัลกุรอานว่า “พวกเจ้าจงอย่าได้บริภาษสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็จะหันมาบริภาษอัลลอฮฺ”

เพราะฉะนั้นอยากจะขอเตือนผู้รู้ หรือผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ศาสนา ทั้งบรรดานักเผยแพร่นั้น ให้ระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้ เพราะอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งทางสังคม และที่สำคัญคือ เป็นวิธีที่ขัดต่อหลักคำสอนในอัลกุรอานที่ห้ามบริภาษหรือวิจารณ์ศาสนาอื่น การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในสังคมไทยนั้น ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และเป็นไปด้วยความเคารพให้เกียรติคนอื่น

เพราะฉะนั้นขอทำความเข้าใจกับพี่น้องว่า สิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่บางคนทำไปนั้นไม่ใช่เป็นหลักคำสอนของอิสลาม แต่เป็นหลักปฏิบัติที่ฝ่าฝืนคำสอนของอิสลาม เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ขอฝากเตือนนักวิชาการที่พูดผ่านทางสื่อต่าง ๆ ในขณะนี้ จงระมัดระวัง จงปฏิบัติตนตามหลักคำสอนอัลกุรอาน เพราะคำพูดของท่านไม่กี่ประโยค

อาจจะนำไปสู่ความสูญเสียต่ออิสลามและมุสลิมในประเทศไทย จะนำไปสู่ความแตกแยก อิสลามห้ามไม่ให้บริภาษหรือวิจารณ์ศาสนาอื่น การเผยแพร่ศาสนาอิสลามในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสังคมไทย จะต้องมีความรอบคอบ สุขุม และมีความเคารพต่อคนอื่นและศาสนาอื่น ข้อเสนอและคำแนะนำที่คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย

หรือนักพูดนักบรรยายทั้งหลายต้องเก็บไปคิด จะได้เดินไปสู่แนวทางที่อิสลามสอนคือต้องเชิญชวนด้วยวิทยปัญญา ด้วยบทเรียนและคำสอนอันดีงาม ไม่ใช่ไปบริภาษ ไม่ใช่ไปกล่าวร้าย อันอาจจะนำไปสู่ความแตกแยกอย่างใหญ่หลวงทางสังคม จึงขอให้ตระหนักถึงความสำคัญ และความร้ายแรงของเรื่องนี้ด้วย” (ชมคลิป)

ด้าน พระมหาไพรวัลย์ โพสต์ข้อคิดถึง บังโต…เหตุผลการบูชา รูปปั้น-เจดีย์ “ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นเนี่ยผลักก็ตกแตกละ มันต่ำกว่าผมแล้ว มันไม่มีชีวิต จะไหว้ทำไมสิ่งไม่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้”

ข้อคิดเห็นดังกล่าวของ โต ซิลลี่ ฟูลส์ หรือ วีรชน ศรัทธายิ่ง อดีตนักร้องชื่อดังระดับตำนานของเมืองไทย ที่กล่าวเอาไว้ในรายการ “โต ตาล” กลายเป็นดราม่าขนานใหญ่ (มากกกก) เนื่องจากเป็นการพาดพิงถึงศาสนาอื่น และกระทบจิตใจของคนจำนวนมาก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมายในโลกออนไลน์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ล่าสุด (4 เมษายน 2561) เฟซบุ๊ก ไพรวัลย์ วรรณบุตร ของพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระชื่อดังแห่งวัดสร้อยทอง ก็ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีนี้ ระบุว่า การบูชารูปปั้น พระพุทธรูป หรือเจดีย์ต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องของวิธีคิดและเหตุผลในแต่ละศาสนา เรื่องแค่นี้เข้าใจได้ไม่ยากเลย ถ้ามองเห็นหัวใจของคนอื่นอย่างที่มองเห็นในตัวเอง…

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here