วิจารณ์ยับ! ‘โจ๊ก โซคูล’ โพสต์ขอโทษ สำนึกผิด หลังทวิตลวนลามใส่ ลิซ่า Blackpink-แบมแบม GOT7 (ภาพ-รายละเอียด)

0
81

ดราม่าเข้าซะอย่างนั้น เมื่อนักร้องหนุ่ม โจ๊ก โซคูล หลังโดนแฟนคลับของ 2 ไอดอลเกาหลีสัญชาติไทยอย่าง แบมแบม GOT7 และ ลิซ่า BLACKPINK เข้ามาถล่มยับ เกี่ยวกับโพสต์ที่หนุ่มโจ๊ก โพสต์ออกแนวขำๆ ต่อภาพวัยเด็กของ2ไอดอลในช่วงเทศกาลสงกรานต์ว่า “ถ้าย้อนเวลาได้ ผมจะไปประแป้งเด็กผู้หญิงคนนี้ แบบไม่ต้องเบียดคน ส่วนเสื้อเหลืองมีใครฝากจับห_มั้ย” ซึ่งกลายเป็นดราม่ามีชาวเน็ตรุมจวกยับเลยทีเดียวว่าคำพูดที่หนุ่มโจ๊กใช้นั้น หยาบคายและไม่เหมาะสมส่อไปในทางลวนลามทางเพศ!! หลังจากแฟนคลับหลาย ๆ คนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ และเตือนเรื่องการใช้คำพูดในเชิงลวนลามทางเพศ หนุ่มโจ๊กก็ได้ลบภาพดังกล่าวทิ้ง พร้อมกับทวีตข้อความขอโทษ แล้ว

โจ๊ก โซคูล เป็นอีกหนึ่งนักร้องสายฮา กับฉายา “บร๊ะเจ้าโจ๊ก” ที่ทุกวันนี้เค้าได้ผันตัวเองมาเป็นนักแสดงกับบทบาทที่เน้นความเป็นคอมเมดี้ และสาเหตุที่ต้องผันตัวเองมาเป็นนักแสดงก็เพราะเป็นผู้ชายที่รักครอบครัวมากๆ มากถึงขนาดประกาศยุบวงดนตรี อาชีพที่เค้ารักเพื่อให้เวลากับครอบครัว โดยโจ๊กก็ได้เปิดเผยว่า ชีวิตตนเองหลังแต่งงานกับภรรยา ฝน ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ พอภรรยาตั้งท้อง ก็มีแต่ปัญหาประเดประดังเข้ามา

แต่สุดท้ายตนเองก็คิดได้ ต่างคนต่างคิดได้ ก็ปรับตัวกันใหม่ โดยโจ๊กได้มาเปิดเผยเรื่องราวของชีวิตให้ฟัง ถามว่ากลัวเมียมั้ย ผมกลัวครับ กลัวมีปัญหา เกรงใจ ช่วงที่กลัวหนักๆ สามารถสะดุ้งได้เวลามีโทรศัพท์เข้า ช่วงนั้นบรรยากาศมันยังไม่ดีด้วย อาจจะยังเป็นพ่อที่ไม่ดีมากพอ เลยกลัวว่าเราจะทำผิด กลับบ้านไม่ตรงเวลา หรือไม่ใส่ใจครอบครัวได้ดีเท่าที่ควร เมียเป็นคนประเภทที่ถ้าทะเลาะกันต้องเคลียร์เลย

แต่ตัวผมมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ พอผมไม่เคลียร์เค้าก็จะเงียบไปเลย บรรยากาศมันอึมครึม เราก็คิดว่าไม่คุยกันแล้ว ฉันจะยอมง่ายๆ เหรอ สุดท้ายเราก็ต้องไปขอโทษเค้า ผมเชื่อว่าความรักมันจะมีความรักมากพอ เป็นคนที่บูชาความรักมาก ฝังใจมาก คือมันมีช่วงเวลาที่ผมเจ้าชู้ แต่ตอนบูชาความรัก ไม่เคยเจ้าชู้ครับ ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีแฟนเลย จนเป็นศิลปิน ส่วนใหญ่ที่ผ่านมาจะถูกหักอกมาตลอด เราไม่หล่อ ไม่รวย ไม่มีความสามารถ เรียนไม่เก่ง พูดจาไม่เหมือนคนทั่วไป ไม่ค่อยมีเพื่อนคบตั้งแต่ ม.4

เลยทำให้เป็นคนประหลาด คนเลยมองว่าเราเป็นคนแปลกแยก ชอบการอยู่คนเดียว มีความสุขกับการอยู่คนเดียว เพื่อนวัยรุ่นเค้าคุยกันไป แต่เรายังอยู่ในโลกของเรา โดยที่เราไม่รู้ว่า เค้าคุยกันเรื่องอะไร ช่วงที่อยู่คนเดียว เราก็ชอบนั่นชอบนี่ พอได้เล่นดนตรี ก็มีตัวตนขึ้นมา เวลาพูดจีบสาวก็ไม่เวิร์ก แต่เวลาร้องเพลงจะมีคนมาชอบ แฟนคนแรก เป็นรุ่นพี่ เค้าเป่าฟลุต เดินเป็นวงกลมอยู่รอบผม ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร

แล้วอยู่ดีๆ เค้าก็เดิมมาก้มตัวแล้วหอมแก้มผม เราก็หลงดิ ตอนนั้น ม.ปลาย แล้วครับ ตอนนั้นก็สตั๊นท์ไป คล้ายๆ ว่าจะเป็นแฟนกัน คบกันปีเดียวครับ เค้าทิ้ง มันจะเป็นอย่างนี้ เพราะว่าผมเป็นผู้หญิงผมก็ทิ้ง เราเด็กเกินไป นิสัยน่ารำคาญมาก แต่เราไม่รู้ตัว ก็ไม่รู้ว่าความรักต้องประกอบด้วยการวางตัว โง่ถึงขนาดที่ว่าพาผู้หญิงไปตลาดริมน้ำ ไปร้านเสื้อแล้วชี้ถามผู้หญิงว่าเสื้อตัวนี้สวยมั้ย เค้าบอกสวย เราก็ซื้อเลย แล้วพากลับบ้าน เรื่องพวกนี้เราก็ค่อยๆ รู้ไปเองด้วย และเพื่อนก็บอกด้วย เพราะที่ผ่านมาไม่เคยรู้ตัวเลย

พอมาเป็นศิลปิน เราจะเป็นหวัดศิลปิน มีอีโก้เยอะ จากคนที่จีบใครไม่ติด ก็จีบติดหมดเลย ออกเพลงชุดแรก ก็มีสาวมาชอบ จนกลายเป็นว่าเราจะเลือกผู้หญิงคนไหนก็ได้ เลยเหมือนเราใช้โควตาพวกนี้ จากนั้นมาก็เริ่มมีแฟนครับ เพราะว่าผู้หญิงเริ่มจีบง่ายละ มีแฟนสวยๆ กับเค้าบ้าง มันก็ไปต่ออีกสเต็ปหนึ่ง เหมือนกับว่าพอมีแฟนแล้ว ก็มีคนมาชอบเราอีกทีหนึ่ง ก็เริ่มมีการเป็นคนไม่ดีเกิดขึ้นละ ก็บอกเลิกผู้หญิง เพื่อที่จะได้ไปต่อในความไม่อิ่มของเรา ทำให้ผู้หญิงร้องไห้ เลยเลือกเส้นทางเป็นผู้หญิงไร้รัก ถ้าคุยกันแชตกัน อยากจะคบหา หรือถ้าเค้าแสดงเป็นคนดีให้เราได้เห็น เราก็บอกว่า ไม่เหมาะกับพี่แล้วถึงขั้นแบ่งกรุ๊ปที่เราคุยในเอ็มเอสเอ็น

เราทำเป็นกรุ๊ปเกิร์ล ผู้หญิงทั่วไป 40-50 คน คิวท์เกิร์ล 10 กว่าคน และแองเจิ้ลมี 5 คน แบ่งความสนใจเป็นพิเศษ ตอนที่มีแฟนคนแรก พวกกรุ๊ปพวกนี้มีมาแต่แรกแล้ว แต่เราไม่ได้สนใจมาก ตอนที่มีแฟนคนแรก ก็โทรไปบอกผู้หญิงที่เราคุยอยู่ว่าเลิกคุยกันนะ เรามีแฟนแล้ว เค้าก็ร้องไห้ พอมีแฟนแล้วเราเลิกกัน ก็หดหู่มาก เลยเลือกที่จะไม่มีความรักกับใคร มีครั้งที่มีแฟนอยู่แล้ว แล้วก็ไปจีบเพื่อนแฟน อันนั้นเป็นความเลวมาก ตอนนั้นภาพของตัวเอง คือดื่มเหล้าในร้านอาหารที่เป็นไพรเวท มีลูกน้องข้างๆ เหมือนเราเป็นมาเฟีย

ชีวิตตอนนั้นเป็นหวัดศิลปินหนักมาก เหมือนเราไม่ใช่มนุษย์แล้ว เคยคิดว่าผู้หญิงนี่สามารถอยู่ด้วยกันสองคนได้รึเปล่า ตอนนั้นแฟนเค้าพาเพื่อนเค้ามา เราก็รู้สึกชอบ เราก็ลองหยอดเพื่อนแฟน มันก็พัง สุดท้ายก็เสียทั้งคู่ เราก็ยังรู้สึกมึน ไม่ได้ผิดเท่าไหร่ ก็เลิกไปสิ ตอนนั้นไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นโรคหวัดศิลปิน รู้แค่ว่ามีความสุข เหมือนเป็นร็อกสตาร์ เดินขึ้นเวทีเหมือนไปรบ งานแน่น คนเอาใจ มีคนกันไม่ให้ถึงตัว เราสัมผัสสิ่งนี้ทุกวัน ตอนนั้นก็มีคนเสนอตัวมาให้นะ คนที่วิ่งตามนักร้อง ถึงขั้นเสนอตัว มันก็มีหลากหลายแบบ

“แบมแบม GOT7” หรือ “นายกันต์พิมุกต์ ภูวกุล” มาเปิดใจทุกเรื่อง ที่นี้ที่แรกแบบ อยากรู้ว่าแบมแบมทำไมถึงไปเป็นศิลปินเกาหลีสายเลือดไทยได้ แบมแบม “จริงๆ ต้องขอบคุณ คุณแม่ผม ที่ตอนเด็กๆ พาผมไปดูคอนเสิร์ตเกาหลีคนหนึ่งที่ชื่อ พี่เรน ตอนนั้นอยู่แถวหน้าสุด ดูพี่เขาเต้น เราก็มีความรู้สึกว่าพี่เขาเท่ห์จัง เป็นอะไรที่ทำให้ผมอยากเต้น อยากร้องเพลงขึ้นมา” จำได้มั้ยตอนนั้นอายุเท่าไหร่ แบมแบม “ตอนนั้นน่าจะอายุ 8-9 ขวบ พี่เรนเขาเป็นคนที่นำเคป๊อบเข้ามาเมืองไทย เหมือนเป็นการจุดประกายหนึ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งมีความฝัน ทำให้เราเลิกเล่นเกมส์ และไปขอแม่เรียนเต้น แต่ตอนนั้นไปโรงเรียนไหนก็ไม่มีใครรับ เพราะว่าเราอายุน้อยเกินไป”

สุดท้ายเข้าสู่การเป็นนักร้องที่เกาหลีได้ยังไง แบมแบม “หลังจากที่ผมชอบพี่เรนแล้ว ผมก็เต้นคอปเวอร์พี่เรน และไปประกวดแข่งเต้นของพี่เรน เพื่อที่จะชิงบัตรคอนเสิร์ต ตอนนั้นได้ที่ 1 แล้วทางการค่ายก็เรียกผมไปออดิชั่น ตอนนั้น 9 ขวบ เขาก็ขอให้ผมไปเกาหลี แต่เราก็ยังลังเลอยู่เพราะเรายังเด็ก ไม่รู้ว่าไปแล้วทำได้หรือเปล่า ไปคนเดียวและต้องหยุดเรียนไปเลย ตอนนั้นเรารู้ว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่เราก็ห่วงเรื่องเรียน ถ้าผมไปตอนนั้นก็ประมาณ ป.6 ถ้าไปแล้วไม่สำเร็จกลับมาเมืองไทยผมก็ต้องมาเรียน ป.6 ใหม่ ก็เลยปฎิเสธเขาไปรอบแรก”

เราเสียดายมั้ยตอนนั้นที่ต้องทิ้งโอกาสไป แบมแบม “เสียดายครับ ผมไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า ก็เลยปฎิเสธไป ส่วนครั้งที่ 2 อายุ 13 ปี ผมก็ไปแข่งอีกรายการหนึ่ง ซึ่งทาง JYP เขามาเป็นกรรมการในรอบตัดสิน เขาก็มาเห็นเราอีกแล้ว เขาก็เลยเข้ามาหลังเวทีแล้วถามว่าจำเขาได้มั้ย คุยกันสักพักหนึ่ง เขาก็บอกว่ายังสนใจอยู่นะ คราวนี้ไปไม่ต้องออดิชั่น มาได้เลยเซ็นสัญญาเลย ผมก็เลยคุยกับคุณแม่ ว่าค่ายเขาใหญ่ขนาดนี้มาเรียกเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเรียกตั้งสองรอบ เขาก็น่าสนใจในตัวเรา ตอนนั้นก็เลยเซ็นสัญญาเลย เซ็นที่ประเทศไทยแล้วก็บินไปเกาหลีครับ” เราไปใช้ชีวิตที่เกาหลียังไงคนเดียว

แบมแบม “ก็เริ่มจากการไปเป็นเด็กฝึกของค่ายเขาก่อน มีตารางเรียน จะเริ่ม 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม มีเรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนภาษา แรกๆ ที่ไปเอาจริงๆ ถามว่าเหงามั้ย ก็ไม่เท่าไหร่นะ เพราะเรามีเพื่อนเยอะ ด้วยความอยู่คนเดียวก็เหงาบ้าง แต่ด้วยที่เราเป็นเด็ก ยังมีความสนุก ตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ทำ” ขอย้อนไปตอนที่เขาขอเราเซ็นสัญญาตอนนั้นเขามีนโยบานที่จะทำ GOT7 หรือยัง แบมแบม “ไม่มีครับ เราก็ลองไปฝึกก่อน ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ทั้งหมดที่ไปฝึกก็ประมาณ 16 คน ตอนแรกไปก็มาจุดเดียวกัน คือ มีโอกาสก็มาก่อน เริ่มจาก 16 คน ผมเรียนอยู่ 3 ปีก็มีคนออกไปเยอะมาก แล้วมีคนใหม่เข้ามา”

เรารู้สึกยังไงบ้างที่เราไปทำงานที่เกาหลีตั้งอายุ 13 ตอนนี้ 20 ความเด็กหายไป แบมแบม “อันนี้รู้สึกทุกครั้ง เวลากลับเมืองไทยครับ กลับเมืองไทยผมไม่มีเพื่อนที่เมืองไทยเลย เพราะว่าผมอยู่เกาหลีตอน ม.2 เป็นช่วงที่จะคบเพื่อนแบบจริงๆ จังๆ แต่เรามาอยู่เกาหลีเลย ก็ทำให้ไม่มีเพื่อนที่เมืองไทย กลับเมืองไทยมาก็จะอยู่กับครอบครัว เรื่องการเรียนตอนไปเป็นเด็กฝึกผมก็จะพักเรียน 2 ปีไว้ก่อน

พอมาปีที่ 3 ที่อยู่เกาหลี ผมก็ห่วงเรื่องเรียน เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ เพราะว่าเรื่องเรียนสำคัญ ผมก็เลยขอคุณแม่และทางค่าย ขอเข้าโรงเรียนที่เกาหลี แต่เขาไม่รับเด็กฝึก เพราะเวลาเรียนไม่ตรงกับคนอื่น อาจจะได้แค่ไปสอบ ผมก็หาวิธีเข้าโรงเรียนนานาชาติ แต่เขาก็ไม่ให้เหมือนกัน ผมก็เลยเรียนกลับมาเมืองไทยคุยกับ กศน. รอบนึง แล้วเขาให้กลับมาสอบปีละ 2 ครั้ง ตอนนี้เหลือสอบรอบสุดท้ายก็จะจบ ม.6 แล้ว ผมไม่อยากทิ้งเรียน”

ดังไกลจนฉุดไม่อยู่แล้ว เกิร์ลกรุ๊ปสุดจี๊ดแห่งปี วงแบล็กพิงก์ BLACKPINK ประกอบด้วยสี่สาวสุดเปรี้ยวปรี๊ด จีซู, เจนนี่, โรเซ และ ลิซ่า ลลิสา มโนบาล นักร้องไทยหนึ่งเดียวในวงฮอตนี้ หลังจากประสบความสำเร็จเกินคาดในเกาหลีไปนานแล้ว วงแบล็กพิงก์พร้อมลุยตลาดใหม่ที่ญี่ปุ่น แน่นอนว่าหลายประเทศมีแผนที่จะบุกต่อไปอีกเยอะ แฟนเพลงต่างหลงเสน่ห์กันไปเต็มๆ ขาเรียว เต้นเก่ง น่ารัก สวยใส ตาโต โอ้โห หลอมรวมอยู่ในตัวลิซ่า ครบเครื่องต้มยำแซ่บขนาดนี้ ไม่น่าแปลกใจที่ลิซ่าและเพื่อนสาววงแบล็กพิงก์ จะกลายเป็นขวัญใจแฟนเพลงทั่วเอเชีย ลุกลามระบาดไวไปเกือบจะทั่วโลกแล้ว

แต่ก่อนที่ ลิซ่า จะได้เดบิวท์ร่วมกับ BLACKPINK เธอก็ต้องผ่านช่วงเวลาของการฝึกซ้อม และปรับตัว ด้วยการเป็นสมาชิกชาวต่างชาติเพียงหนึ่งเดียวของวง โดย ลิซ่า ได้เล่าถึงช่วงเวลาของการปรับตัวว่า “ตอนนี้ก็ 6 ปีแล้วนะคะที่มาอยู่เกาหลี ครั้งแรกที่มาถึง ฉันพูดภาษาเกาหลีไม่ได้เลย ทุกอย่างเลยสับสนมาก และการสื่อสารก็ค่อนข้างลำบากและเป็นปัญหา ฉันใช้เวลาในการเรียนรู้ภาษาเกาหลีทุกวัน พร้อมๆไปกับการช่วยเหลือของสมาชิกวง ที่คอยช่วยแนะนำเกี่ยวกับการเรียนภาษาเกาหลีเยอะมากๆ”

นอกจากเรื่องของการปรับตัวในการสื่อสารแล้ว ลิซ่า ยังเล่าถึงการปรับตัวต่อการเป็นไอดอล ซึ่งแตกต่างจากการใช้ชีวิตทั่วไปของเธอ “ที่ประเทศไทยมีคนที่รักใน K-Pop และมีหลายคนที่มีความฝันในการอยากเป็นศิลปิน K-Pop สำหรับตัวฉันเอง จริงๆแล้วค่อนข้างขี้อายนะคะ ฉันจึงต้องพยายามอย่างมากที่จะแสดงเสน่ห์ออกมาในการแสดงบนเวที และฉันคิดว่ามันก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของฉันในตอนนี้” หลังจากการเดบิวท์ร่วมกับ BLACKPINK

เมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา ลิซ่า ก็ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งจากแฟนๆในเกาหลี และในต่างประเทศ ทำให้หลายๆการจัดอันดับมักมีชื่อของ ลิซ่า อยู่เสมอ น่าแปลกใจที่ลิซ่าเปิดเผยว่า “ฉันสนิทกับทุกคน แต่พวกเขาไม่ได้สนิทระหว่างกันและกัน” ลิซ่าและแบมแบมนั้นรู้จักกันมานานแล้วก่อนที่พวกเขาจะเดบิวต์ในประเทศเกาหลี! พวกเขาสนิทกันมาตั้งแต่เด็กตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่อยู่ในต้นสังกัดที่แตกต่างกันแต่ทั้งสองคนเป็นเด็กฝึกหัดในช่วงเวลาเดียวกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการเดบิวต์

ไอดอลทั้งสองคนยังประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงในเกาหลี พวกเขาทำตามความฝันในการเดบิวต์กลายเป็นไอดอล K-Pop ได้สำเร็จ ลิซ่ายังเคยพูดอธิบายถึงความนิยมของเธอในบ้านเกิดด้วยว่า “ฉันไปเที่ยวประเทศไทยและมีคนจำฉันได้มากกว่าที่ฉันคิด เมื่อฉันกลับมาที่เกาหลี แฟน ๆ ให้กำลังใจและมอบของขวัญให้เยอะมากที่สนามบิน” สาวๆ BLACKPINK ได้ฉลองการคอบรอบเดบิวต์ของพวกเธอด้วยการให้สัมภาษณ์สุดพิเศษกับนิตยสาร ELLE Korea

ในนิตยสาร ELLE Korea ฉบับเดือนสิงหาคม BLACKPINK เผยว่าบุคลิกส่วนตัวของพวกเธอดูแตกต่างกับสิ่งที่พวกเธอแสดงออกบนเวทีอย่างสิ้นเชิง สาวๆอาจจะดูเท่ในระหว่างการแสดงบนเวทีของพวกเธอ แต่ว่าสมาชิกกลับบอกว่าพวกเธอไม่ได้มีความมั่นใจขนาดนั้นในชีวิตจริง “เรามีความมั่นใจมากๆเมื่ออยู่บนเวทีค่ะ แต่ว่าจริงๆแล้วเราเป็นคนที่ขี้อายกับการแสดงออกมากเลยค่ะ เรายังคงมีโชว์อีกเยอะที่ต้องขึ้นแสดง เราอยากจะแสดงสีสันที่ดูแตกต่างโดยการท้าทายตัวเองในงานหลายๆแบบค่ะ” — BLACKPINK

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here