ย้อนฟัง ‘น้องอิน’ ไลฟ์สดเปิดใจ สุดภูมิใจอายุ 19 สู้ชีวิตจนมีบ้าน-รถ เป็นของตัวเอง (คลิป)

0
250

หากลองมองย้อนกลับไปบนเส้นทางสายวงการบันเทิงแล้วนั้น เรียกได้ว่าน้องอินเริ่มเข้าวงการตั้งแต่อายุน้อยเลยทีเดียว ซึ่งผลงานแจ้งเกิดของสาวน้อยคนนี้ก็คือ ละครเรื่อง แก้วตาหวานใจ ที่ออกอากาศทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ.2546 โดยเธอรับบทเป็น”มดตะนอย” ก่อนที่จะมีผลงานทางจอโทรทัศน์ออกมาอีกหลายเรื่อง อาทิ เช่น พรพรหมอลเวง , เปลวไฟในฝัน และ รักเกินพิกัดแค้น เป็นต้น

หลังหายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปพักใหญ่ น้องอินก็ได้กลับเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้งเมื่อปี 2560 ด้วยการเล่นซีรีส์เรื่อง Bangkok Ghost stories ทางช่อง 3 ตอน“ดีเจคลื่นแทรก” พร้อมทั้ง เธอยังมีอีกหนึ่งบทบาท ก็คือการเป็นนักธุรกิจอายุน้อย ที่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง หากใครที่ได้ติดตามทางเฟซบุ๊กส่วนตัวของน้องอิน Natnicha Cherdchubupagaree

ก็จะทราบได้เป็นอย่างดีว่าสาวน้อยคนนี้เป็นคนที่มีความอดทนในการต่อสู้ชีวิตเป็นอย่างมากโดยจะเห็นได้จากโพสต์หนึ่งของเธอ ที่เคยเล่าไว้เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ว่า“คืนนี้จะมาบอกเคล็ดลับอายุ 19 ซื้อบ้านซื้อรถเป็นชื่อของตัวเองได้ หาเงินใช้เองตั้งแต่เด็ก ที่บ้านไม่ได้สมบูรณ์แบบคุณพ่อคุณแม่แยกทางกันตั้งแต่ตอนท้อง ผ่านคำดูถูกแรงกดดันมาเยอะมาก ที่บ้านจนไม่มีเงิน แต่ก็ผ่านมาได้ลบคำสพประมาทจากคนทีด่าเราไว้ได้”

- Advertisement -

นอกจากนี้น้องอิน ยังได้เคยไลฟ์สดเล่าถึงความสู้ชีวิตของเธอว่า”อินเป็นคนที่ทำงานมาตั้งแต่เด็กเลย ถ่ายละครมาตั้งแต่อายุ 5 ขวบ คือเป็นคนที่ไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นเงินมันคืออะไร รู้เเค่ว่าทุกครั้งที่เราไปกองถ่าย คือเป็นคนที่ชอบทานไอติมมาก คุณแม่ก็จะบอกว่าวันนี้ไปทำงานเดี๋ยวเราจะได้กินไอติมนะ คือตอนนั้นรู้สึกว่ามีความสุขมากๆกับการได้กินไอติม ก็เลยไม่รู้ว่าตอนนั้นเงินมันสำคัญมากขนาดไหน รู้เเค่ว่าการไปกองถ่ายแต่ละรอบ การที่ได้ไปเจอพี่ๆเพื่อนๆ มันสนุก

ตอนนั้นก็ทำงานตั้งแต่เด็ก ช่วงนั้นปีนึงมีละครเกือบ5-6 เรื่องต่อปี คือช่วงนั้นเรียนน้อยมากจริงๆ มีอยู่เดือนนึงที่กำลังจะสอบ ตอนนั้นอยู่ประมาณสักประถม ไม่ได้อ่านหนังสือสอบเลย แต่ก็ผ่านตรงนั้นมาได้ด้วยดี คือตอนเด็กๆเราเป็นเด็กที่ขยันมาก แล้วก็เป็นคนที่แอคทีฟมาก แล้วคุณก็เป็นเหมือนผู้จัดการให้ แล้วก็ทำงานมาจนตอนสักประมาณ ป.3 คุณแม่จัดการเรื่องเงินหมดเลย

แล้วเราก็ซื้อเงินให้คุณแม่ได้ตอนนั้นหลังนึงในราคาประมาณ 5-6 ล้าน ย้อนกลับไปตอนอินประมาณ ป.3 คือเราก็ไม่รู้หรอกเงิน 5 ล้าน มันเยอะมากขนาดไหน รู้เเค่ว่ามันสามารถทำให้เรามีบ้านหลังนึง แล้วก็คือมีรถ มีบ้านเรียบร้อย โดยที่ตอนนั้นเราไม่รู้จักค่าเงิน อันนั้นเป็นสิ่งเริ่มแรก เป็นเงินที่เราทำงานตั้งแต่เด็กๆเเล้วก็ให้คุณแม่ซื้อบ้านซื้อรถเลย ตอนนั้นเราก็เห็นคุณแม่มีความสุขมากๆ

คือสานฝันคุยแม่ได้ตั้งแต่ตอนนั้นเเล้ว แล้วระหว่างทางมันมีจุดพลิกผันก็คือ เล่าตั้งแต่เเรกเลยก็คือบ้านอินครอบครัวไม่ได้สมบูรณ์แบบ อยู่กับคุณแม่สองคนมาตั้งแต่เด็กๆแล้ว คุณแม่เป็นคนที่เก่งมากๆ ที่ดูแลอิน พาอินไปทำงานได้ทุกที่ คุณแม่ทำหมดเลยทุกอย่าง โดยทีร่เราไม่ได้รู้สึกว่าเราไม่มีพ่อแล้วเราขาดอะไรไป คุณพ่อกับคุณแม่เลิกกันตั้งแต่ตอนที่อินอยู่ในท้องอยู่เลย คือเขาก็ค่อยข้างที่จะเข้ากันไม่ได้ แต่มาถึงทุกวันนี้อินรู้สึกดีใจมากๆ เพราะคุณแม่เป็นคนเก่งมากๆ

คนที่ดูอยู่ตอนนี้ อินจะบอกเลยว่า ครอบครัวเราไม่สมบูรณ์ไม่เป็นไรนะ แต่อินแค่อยากจะบอกว่า ยิ่งครอบครัวเราไม่สมบูรณ์ เรายิ่งต้องทำตัวให้แข็งแรงให้มาก ยิ่งต้องทำงานหาเงินให้มากๆ เพื่อที่จะได้ช่วยเเบ่งเบาคุณแม่ เหมือนที่อินทำ เพราคุณแม่อินไม่มีใคร แล้วเขาก็อายุเยอะแล้ว คือเขาเป็นคนที่มีลูกค่อนข้างช้ามาก อินก็เลยต้องรีบทำให้ไวๆ

แต่มันมีจุดพลิกผันอย่างนึงก็คือพอตอนเด็กเราดังมากใช่มั้ย แต่มันมีจุดที่ดังได้ก็ไม่ดังได้ถูกต้องมั้ย ซึ่งในช่วงนั้นเราอยู่ในช่วงวัยกึ่งกลาง ซึ่งคาแร็กเตอร์ในบทมันจะยากมากๆ เราเล่นเป็นเด็กไม่ได้เลย เราเล่นเป็นผู้ใหญ่เลยก็ไม่ได้ เพราะว่าอยู่ในวัยกำลังโต ทั้งหน้าตา ทั้งเสียง ที่ยังโตไม่เต็มที่ ก็เลยถอยออกจากด้านวงการบันเทิง

แต่ยังมีคนทำได้ตลอด เราก็จะไปจัดรายการทางวิทยุ ตอนนั้นเป็นจุดพลิกผันจริงๆ เพราะงานเราหายไปหมดเลย เพราะตอนนั้นเรียนอย่างเดียวเลย ไม่ได้ทำงานเลย จากที่เคยมีบ้านราคา 5-6 ล้าน ในสมัยก่อน ก็ต้องค่อยหายไปเนื่องจากเงินไม่พอใช้ เพราะหนึ่งคือเราไม่ได้ทำงานแล้ว คุณแม่ก็ทำงานด้วยแต่มันไม่พอ เพราะไหนจะค่าเรียนค่ากินอยู่

ตอนนั้นกลายเป็นว่าเราไม่ได้ช่วยแม่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเป็นช่วงที่แบบจะร้องไห้ ชีวิตจากเด็กคนนึงที่เคยทำงาน มีเงินกินขนม แล้วตอนนั้นทุกอย่างดิ่งลงมาเลย บ้านหลังนั้นก็ต้องขายทิ้ง เพราะว่าคุณแม่ไม่มีเงินในช่วงนั้นเเล้ว รถก็ต้องขายทิ้ง เพราะว่าเงินไม่พอใช้ จากคนที่เคยมีทุกอย่าง มีบ้น มีรถ คือเราอายมากเลยนะ จากที่เราไปโรงเรียนแม่ขับรถไปส่ง บางวันแม่ไปส่งแบบนั่งมอไซต์ไป จากคนที่เคยนั่งรถสบายๆ ทำไมชีวิตเราเป็นอย่างนี้วะ

โดนคนเหน็บแนมประมาณว่า ดูคนนี้ดิ พาลูกไปเต้นกินรำกิน เราฟังแล้วเราแบบกลับมาร้องไห้เลย เหมือนประมาณว่าพาลูกไปใช้แรงงาน คนที่เคยกินอะไรดีๆ มีเงินหลายเเสนหลายล้าน กลายเป็นเด็กที่เครียดไปเลย กลับมาบ้านก็จะทะเลาะกับคุณแม่บ่อย เพราเรื่องเงินเป็นเรื่องหลักจริงๆ คุณพ่อก็หนีไปมีครอบครัวใหม่ ไม่เคยสนใจเลย เราก็เลยรักคุณแม่มาก

แม่เป็นคนขี้บ่น แต่พอมองย้อนกลับไป แม่เลี้ยงเรามาโตได้ด้วยตัวคนเดียวแบบนี้ทำได้ยังไง จากนั้นก็เลยตั้งใจเรียนมากๆ ในเมื่อทำงานในวงการไม่ได้เราก็ไปตั้งใจเรียน เพื่อจบไปจะไได้มีงานทำดีๆ ตอนนี้ยังไม่ได้เรียนจบนะ ตอนนี้อิน 19 อินไม่ใช่คนเรียนเก่ง แต่เป็นคนชอบเรียนภาษา ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน

เราก็เลยคิดว่าจะกลับไปวงการบันเทิง แล้วครั้งนึงเหมือนมีคนไปลงประเด็นข่าวว่าอินโตเป็นสาวแล้วนะ ก็มีหลายรายการติดต่อมา อยากบอกว่าการเป็นคนในวงการบันเทิงไดเงินค่อนข้างง่ายแล้วก็เร็ว แต่ก็ต้องแลกมากับความเหนื่อยค่อนข้างเยอะ แต่ต้องบอกว่าดาราเป็นอาชีพที่ไม่ยั่งยืน ถ้าอินอยู่ในสังคมที่ไม่ดี ก็คงไม่พาตัวเองมาอยู่จุดทุกวันนี้ได้”

ในงานสวดศพน้องอิน บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ให้สัมภาษณ์ว่าก่อนเกิดเหตุ น้องอินขับรถจากพัทยาไปหาเพื่อนสนิทชื่อ “ไทม์” เป็นสาวทอมที่อยุธยา ซึ่ง “ไทม์” พยายามบอกไม่ให้อินมาหาเพราะดึกและไกลมาก แต่น้องอินก็ยังขับไป กระทัางประสบอุบัติเหตุรถคว่ำตอนตี 3 “น้องไทม์ยืนยันว่าน้องอิน ไม่ได้กินเหล้า ไม่ได้ง่วงนอน

ตอนคุยก็ยังปกติมาก ไม่มีอาการแบบนั้นเลย คิดว่าน่าจะเป็นลักษณะรีบขับ แล้วฝนตกหนักไป จึงชนขอบสะพาน ซึ่งไม่มีรอยเบรคเลย ส่วนเรื่องโทรศัพท์ที่หายไป ผมถามน้องไทม์ และถามกู้ภัยไม่มีใครรู้เหมือนกัน ไม่มีใครเจอ มันอาจจะกระเด็นตกตรงไหนสักที่ ที่เรายังไม่ได้ไปหาจริงๆจังๆ” บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายในงานสวดอภิธรรมคืนแรก น้องไทม์ที่ถูกระบุถึงว่า เป็นคนที่น้องอินต้องการเดินทางไปหาในคืนวันเกิดเหตุ และได้คุยโทรศัพท์กันเป็นครั้งสุดท้าย อยู่ในอาการโศกเศร้าอย่างหนัก ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา โดยได้เดินทางมาพร้อมแบมบี้ เพื่อนสนิทของน้องอิน และหลังจากแบมบี้ เป็นลม ก็ได้เดินทางพาแบมบี้ ไปส่งโรงพยาบาลด้วย

ล่าสุด นางลัดดา แม่น้องอิน ให้สัมภาษณ์ข่าวสดถึงกรณีที่บิณฑ์ระบุว่าเรื่องน้องอินขับรถไปหา “ไทม์” เพื่อนสาวทอมว่า “ข่าวที่ออกมาไม่เป็นความจริงเลย อาจจะเป็นการพูดกันหลายคนปากต่อปากเลยทำให้สับสน เพราะน้องอินมีเพื่อนหลายกลุ่มมาก และหลายสถาบัน เพื่อนบางคนแม่ยังไม่รู้จักเลย แต่เบลนี่แม่รู้จัก พรุ่งนี้แม่จะให้สัมภาษณ์อีกครั้งในงานค่ะ“

สำหรับ “น้องอิน” เริ่มเข้าสู่วงการตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยผลโฆษณาหลายชิ้น กระทั่งในปี 2546 ได้เล่นละครเรื่องแรกของค่ายดาราวีดิโอ เรื่อง “พรพรหมอลเอง” กับบทบาท “แคท” ออกอากาศทางช่อง 7 ต่อมา “น้องอิน” ก็เป็นดาราเด็กที่โด่งดังเป็นพลุแตกกับบทบาท “มดตะนอย” จากละคร “แก้วตาหวานใจ” ทางช่อง 7

จนกระทั่งน้องอินได้เป็นที่รู้จักของผู้ชมอีกครั้ง กับโฆษณาเครือข่ายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อชื่อดัง ที่น้องอินร้องเพลง “เก๊กฮวยถ้วยใหญ่ๆ ” นอกจากนี้ น้องอินในวัยเด็กยังมีผลงานละครอีกหลายเรื่อง อาทิ โรบอทน้อยหัวใจเพชร, ละครแผ่นดินหัวใจ, ขบวนการปุกปุย, พยัคฆ์ร้ายหัวใจจิ๋ว สำหรับผลงานภาพยนตร์ อาทิ คนหอนขี้เรื้อนในคืนเดือนเสี้ยว, ผีเลี้ยงลูกคน, กรรไกร ไข่ ผ้าไหม

จนล่าสุด น้องอินในวัย 20 ปี ได้ฝากผลงานในวงการบันเทิงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นผลงานเพลงและมิวสิควีดิโอ, ผลงานภาพยนตร์ซีรีย์ “Bangkok Ghost Stories ตอน ดีเจคลื่นแทรก” ออกอากาศทางช่อง 3 HD เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา และผลงานละคร วิหคหลงลม ที่เพิ่งออกอากาศทางช่อง 7 ไป และผลงานเรื่องสุดท้าย ละคร “My Hero วีรบุรุษสุดที่รัก ตอน เส้นสนกลรัก” ของบริษัท ชลลัมพี โปรดักชัน จำกัด ออกอากาศทางช่อง 3

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here