‘แบมแบม GOT7’ เผยถึงบ้านเก่า หลังคาสังกะสี ฝนตกหลังคารั่ว เก็บหอมรอมริบ ซื้อบ้านใหม่ให้แม่ และ ซื้อรถยนต์ให้น้อง (ชมคลิป)

0
262

แบมแบม GOT7 (ก๊อตเซเว่น) ได้รับคำชื่นชมจากชาวเน็ต หลังเก็บหอมรอมริบ จนสามารถซื้อบ้านหลังใหม่ให้ครอบครัวได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง พร้อมเผยถึงบ้านหลังเก่าว่า หลังคาเป็นสังกะสี เวลาฝนตกหลังคารั่วตลอด ก็เลยซื้อบ้านใหม่และรถยนต์ให้ครอบครัวได้สบาย เพราะ แบมแบมเป็นเสาหลักของครอบครัวและเป็นพี่คนโต

อยากรู้ว่าแบมแบมทำไมถึงไปเป็นศิลปินเกาหลีสายเลือดไทยได้ จริงๆ ต้องขอบคุณ คุณแม่ผม ที่ตอนเด็กๆ พาผมไปดูคอนเสิร์ตเกาหลีคนหนึ่งที่ชื่อ พี่เรน ตอนนั้นอยู่แถวหน้าสุด ดูพี่เขาเต้น เราก็มีความรู้สึกว่าพี่เขาเท่ห์จัง เป็นอะไรที่ทำให้ผมอยากเต้น อยากร้องเพลงขึ้นมา จำได้มั้ยตอนนั้นอายุเท่าไหร่

ตอนนั้นน่าจะอายุ 8-9 ขวบ พี่เรนเขาเป็นคนที่นำเคป๊อบเข้ามาเมืองไทย เหมือนเป็นการจุดประกายหนึ่งที่ทำให้เด็กคนหนึ่งมีความฝัน ทำให้เราเลิกเล่นเกมส์ และไปขอแม่เรียนเต้น แต่ตอนนั้นไปโรงเรียนไหนก็ไม่มีใครรับ เพราะว่าเราอายุน้อยเกินไป สุดท้ายเข้าสู่การเป็นนักร้องที่เกาหลีได้ยังไง

หลังจากที่ผมชอบพี่เรนแล้ว ผมก็เต้นคัฟเวอร์พี่เรน และไปประกวดแข่งเต้นของพี่เรน เพื่อที่จะชิงบัตรคอนเสิร์ต ตอนนั้นได้ที่ 1 แล้วทางการค่ายก็เรียกผมไปออดิชั่น ตอนนั้น 9 ขวบ เขาก็ขอให้ผมไปเกาหลี แต่เราก็ยังลังเลอยู่ เพราะเรายังเด็ก ไม่รู้ว่าไปแล้วทำได้หรือเปล่า ไปคนเดียวและต้องหยุดเรียนไปเลย

ตอนนั้นเรารู้ว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก แต่เราก็ห่วงเรื่องเรียน ถ้าผมไปตอนนั้นก็ประมาณ ป.6 ถ้าไปแล้วไม่สำเร็จกลับมาเมืองไทย ผมก็ต้องมาเรียน ป.6 ใหม่ ก็เลยปฎิเสธเขาไปรอบแรก เราเสียดายมั้ยตอนนั้นที่ต้องทิ้งโอกาสไป เสียดาย ผมไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า ก็เลยปฎิเสธไป ส่วนครั้งที่ 2 อายุ 13 ปี ผมก็ไปแข่งอีกรายการหนึ่ง

ซึ่งทาง JYP เขามาเป็นกรรมการในรอบตัดสิน เขาก็มาเห็นเราอีกแล้ว เขาก็เลยเข้ามาหลังเวที แล้วถามว่าจำเขาได้มั้ย คุยกันสักพักหนึ่ง เขาก็บอกว่ายังสนใจอยู่นะ คราวนี้ไปไม่ต้องออดิชั่น เลยเซ็นสัญญาเลย ผมก็เลยคุยกับคุณแม่ ว่าค่ายเขาใหญ่ขนาดนี้มาเรียกเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเรียกตั้งสองรอบ เขาก็น่าสนใจในตัวเรา

ตอนนั้นก็เลยเซ็นสัญญาเลย เซ็นที่ประเทศไทย แล้วก็บินไปเกาหลี เราไปใช้ชีวิตที่เกาหลียังไงคนเดียว ก็เริ่มจากการไปเป็นเด็กฝึกของค่ายเขาก่อน มีตารางเรียน จะเริ่ม 10 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม มีเรียนร้องเพลง เรียนเต้น เรียนภาษา แรกๆ ที่ไปเอาจริงๆ ถามว่าเหงามั้ย ก็ไม่เท่าไหร่นะ เพราะเรามีเพื่อนเยอะ ด้วยความอยู่คนเดียวก็เหงาบ้าง

แต่ด้วยที่เราเป็นเด็ก ยังมีความสนุก ตื่นเต้นกับทุกอย่างที่ทำ” ขอย้อนไปตอนที่เขาขอเราเซ็นสัญญา ตอนนั้นเขามีนโยบายที่จะทำ GOT7 หรือยัง ไม่มี เราก็ลองไปฝึกก่อน ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง ทั้งหมดที่ไปฝึก ก็ประมาณ 16 คน ตอนแรกไปก็มาจุดเดียวกัน คือ มีโอกาสก็มาก่อน เริ่มจาก 16 คน ผมเรียนอยู่ 3 ปีก็มีคนออกไปเยอะมาก

แล้วมีคนใหม่เข้ามา ไปอยู่เกาหลีกี่ปีแล้ว ถึงตอนนี้ก็ 7 ปีแล้ว ตอนนี้พูดได้ 3 ภาษา ไทย เกาหลี อังกฤษ และก็มีจีน กับ ญี่ปุ่น ได้นิดหน่อย ได้ข่าวว่าตลอดระยะ 3 ปีหลัง เพิ่งได้กลับมาพัก 2 สัปดาห์นี้ที่เมืองไทย ใช่ เวลาอยู่เกาหลีก็มีวันว่างบ้าง เดือนหนึ่ง หนึ่งวัน จะกลับมาเมืองไทยก็ไม่ได้ ก็ขอพักที่เกาหลีดีกว่า

คุณแม่ก็ได้เจอเวลากลับมามีงานที่เมืองไทย ติดต่อกับคุณแม่เรื่อยๆ อยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ง่าย เรารู้สึกยังไงบ้าง ที่เราไปทำงานที่เกาหลีตั้งอายุ 13 ตอนนี้ 20 เหมือนชีวิตส่วนตัวในวัยเด็กหายไป อันนี้รู้สึกทุกครั้ง เวลากลับเมืองไทย กลับเมืองไทยผมไม่มีเพื่อนที่เมืองไทยเลย เพราะว่าผมอยู่เกาหลีตอน ม.2 เป็นช่วงที่จะคบเพื่อนแบบจริงๆ จังๆ

แต่เรามาอยู่เกาหลีเลย ก็ทำให้ไม่มีเพื่อนที่เมืองไทย กลับเมืองไทยมาก็จะอยู่กับครอบครัว เรื่องการเรียนตอนไปเป็นเด็กฝึก ผมก็จะพักเรียน 2 ปีไว้ก่อน พอมาปีที่ 3 ที่อยู่เกาหลี ผมก็ห่วงเรื่องเรียน เราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้ เพราะว่าเรื่องเรียนสำคัญ ผมก็เลยขอคุณแม่และทางค่าย ขอเข้าโรงเรียนที่เกาหลี แต่เขาไม่รับเด็กฝึก เพราะเวลาเรียนไม่ตรงกับคนอื่น อาจจะได้แค่ไปสอบ

ผมก็หาวิธีเข้าโรงเรียนนานาชาติ แต่เขาก็ไม่ให้เหมือนกัน ผมก็เลยกลับมาที่เมืองไทย เพื่อคุยกับ กศน. (การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย) รอบหนึ่ง ซึ่งทางกศน. บอกว่าให้บินกลับมาสอบปีละ 2 ครั้งได้ ตอนนี้เหลือสอบรอบสุดท้ายก็จะจบ ม.6 แล้ว ผมไม่อยากทิ้งเรียน แฟนๆ เมืองไทยฝากถามมีโอกาสมั้ย ที่แบมแบมจะมาเล่นละครไทย ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ผมก็พร้อมเสมอ ก่อนที่ผมจะไปเกาหลี ผมก็มีโฆษณา 2-3 ตัวที่เมืองไทย

เมื่อ แบมแบม GOT7 เปิดปาก ความน่ารัก ความเป็นกันเอง และความคิดเห็นแบบที่มีสมองของตนเอง ผสมอยู่ด้วยในทุกคําตอบ รู้แล้วว่าทําไม เหล่าอากาเซถึงหลงรักแบมแบมกันนัก แบมแบมมีวิธีแก้คิดถึงบ้านอย่างไร ทําอะไรที่ไม่ทําให้คิดถึง เช่น ไปเที่ยวกับเพื่อน คุยกับเพื่อน หรือไม่ก็ไปเต้นๆ ร้องๆ ซ้อมๆ ช่วงนี้งานเยอะครับ พอยุ่งๆ ก็ทําให้ลืมความคิดถึงไปได้ครับ

เวลากลับเมืองไทย ชอบทําอะไรบ้าง ปกติผมจะบินถึงเมืองไทย ประมาณเที่ยงคืนตีหนึ่ง สิ่งที่มักจะทําคือ ไปกินข้าวต้มตอนกลางคืน เป็นร้านข้าวต้มแถวบ้าน ไปทั้งครอบครัว เวลานั้นก็ไม่ค่อยมีคนแล้ว ผมชอบกินข้าวต้มที่มีกับอะครับ พวกกระเพาะปลา ยําแคบหมู ผักบุ้งไฟแดง ลาบ ถ้ามีเวลาว่างให้หนึ่งสัปดาห์จะเอาเวลานั้นไปทําอะไร

ผมคงนั่งเครื่องบินไปที่ไหนสักที่เพื่อถ่ายวิดีโอ ตอนนี้ผมชอบถ่ายวิดีโอและชอบตัดต่อ อาจจะไปฮาวายหรือ มัลดีฟส์ครับ ผมชอบทะเล ไปที่นี่แล้วสามารถ Sky Diving ได้นั่งเรือ นอนพักผ่อนในรีสอร์ต เคยไปมาหรือยัง ยังครับ ถ้าเป็นทะเลที่ดีที่สุด ที่ผมเคยไปมา ก็คือภูเก็ต เวลาไปทะเลผมชอบว่ายน้ำ ตื่นมาแล้วเปิดกระจกทุกบานที่รีสอร์ตเพื่อให้ ลมทะเลพัดเข้ามา เปิดเพลงดังๆ ถ่ายคลิปโน่นนี่ เดินบนหาด ชอบทําอะไรชิลๆ พูดถึงการถ่ายคลิปเอง มีคนชมว่าแบมแบม ทําได้ดีเลย

เริ่มแรกผมใช้มือถือถ่ายก่อน พอมันสนุกขึ้น ก็ซื้อกล้องและโดรนมาถ่าย ยิ่งสนุกใหญ่ หลังจากเริ่มทําคลิป ทางค่ายเห็นก็ส่งงานมาให้ผมทํา เป็นคลิปคอนเสิร์ต อย่างคอนเสิร์ตที่ญี่ปุ่นผมก็ทํา ในดีวีดีของญี่ปุ่นจะได้เห็นอีกคลิปที่ผมทํา เป็น Behind The Scene เรียนรู้วิธีทําคลิปมาจากไหน ยูทูบครับ ผมใช้โปรแกรม Adobe Premiere Pro ในนั้นเขาจะสอนวิธี เช่น อยากให้เอฟเฟ็กต์ เป็นแบบนี้ต้องทําอย่างไร ผมก็เปิดมือถือดูแล้วทําในคอมพ์ ในนั้นมีสอนทุกอย่าง

มีคนเม้าท์ว่า กลับมาเมืองไทยพอได้อยู่กับครอบครัว แบมแบมช่างถามจนแม่ ขี้เกียจตอบ เวลาอยู่คนเดียวผมก็ไม่ค่อยพูดนะ ถ้าอยู่คนเดียวแล้วพูดก็อาการหนักนะ (หัวเราะ) แหม ก็พูดไม่เยอะหรอกครับ ถ้าใครถามผมก็ตอบ แต่ถ้าไม่ถามผมก็อยู่เฉยๆ แต่กับคุณแม่ สมมุติว่าเริ่มพูดเรื่องนี้ แต่ตอนจบมันจะไปโน่น… คือคนละเรื่องกับตอนที่เริ่มแค่นั้นเอง

รู้ไหมว่าคุณแม่เมาท์ไว้อย่างไรบ้าง ไม่เรียกว่าเมาท์ครับ เรียกว่าเผา (หัวเราะ) ก็เผาเยอะนะ อย่างตอนไปสนามบิน ก็รู้ว่าต้อง โดนถ่ายรูป แล้วรูปมันก็จะออกมาแบบว่า ผมกําลังหัวเราะอยู่ หรือมีเก๊กบ้าง พอแฟนคลับเอารูปที่ถ่ายไปให้คุณแม่ดู คุณแม่ก็บอกว่า “ไม่เห็นเหรอว่ามันเก๊กอยู่” (ยิ้ม) หรือเวลาผมจะไปซื้อของมาใหม่ คุณแม่ก็จะเอาไปพูดว่า “เนี่ย ก่อนซื้อมันโทร.หาแม่สิบกว่ารอบว่าเอาอันไหนดี” คือรู้เบื้องหลังของผมหมด

ได้มาทัวร์สี่ภาคในเมืองไทย ช่วยเล่าถึงความสนุกจากการทัวร์ครั้งนี้ให้ฟังหน่อย ความสนุกอยู่ที่เป็นการทัวร์ในบ้านเกิด เอาจริงๆบางจังหวัดผมก็ไม่เคยไปมาก่อน อย่าง ภูเก็ตผมเคยไปตั้งแต่ตอนอายุแค่ 3 ขวบ โคราช ผมก็เพิ่งไปครั้งแรก แต่ไม่ว่าไปจังหวัดไหนผม ก็ชินกับอากาศ อาหาร และผู้คน ทําอะไรก็สบายใจไปหมด ตอนขึ้นโชว์ก็สบายใจ ผมรู้ว่าประเพณีไทยเป็นอย่างไร

ช่วงนี้อะไรกําลังฮิต หรือคําไหนที่ฮิต เวลาผมสอนคําไทยให้เมมเบอร์ก็จะเป็นคําใหม่ๆ ไม่ใช่คําที่เขาใช้กันบ่อย อย่าง “ฉันรักคุณ” “อาหารไทยอร่อย” แต่จะสอนคําแปลกๆ เช่น อย่ามโน งงเด้ ๆ ตะมุตะมิ ตอนที่มาครั้งแรกๆ ผมก็สอนคําว่า “มีถั่วมั้ย” คนดูก็จะงงว่านักร้อง เกาหลีพูดคําแบบนี้ด้วยเหรอ เมมเบอร์คนไหนที่แบมแบมคิดว่ามีทักษะในการพูดภาษาไทยดีกว่าคนอื่น

ผมว่าน่าจะป็นพี่จินยอง เขาเรียนรู้เร็วและพูดชัด สอนอะไรไปนานแล้ว แต่พอขึ้นเวทีอยู่ๆ เขาก็เอาคํานั้นกลับมาใช้ อย่างคําว่า “จริงเหรอๆ” เขาก็ใช้ บางทีเขาไม่รู้หรอกว่าผมพูดอะไรอยู่ อยู่ๆ เขาก็จะ“จริงเหรอๆ”(หัวเราะ) บรรดาเวิลด์ทัวร์ที่ผ่านมา ในฐานะ แบมแบม got7 ชอบครั้งไหนที่สุด

น่าจะเป็นคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯครั้งที่สอง กับคอนเสิร์ตล่าสุดที่ญี่ปุ่นทั้งสองวัน บางที่พอโชว์เสร็จ แล้วเดินลงมาจะรู้สึกเหมือนเรายังทําได้ไม่เต็มที่ “ทําไมถึงทําได้แค่นี้ เราน่าจะทําได้ดีกว่านี้” แต่สองคอนเสิร์ตที่บอก พอเดินลงมาแล้วรู้สึกว่า นี่คือที่สุดของเราแล้ว ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดพลาด หรือทําให้เสียดาย แฟนคลับก็ชอบ สรุปว่าดีไปหมด ขอบคุณตัวเอง ปรบมือให้ตัวเองเลย

เคยเจอเหตุสุดวิสัยขณะแสดงคอนเสิร์ตไหมครับ เป้าขาด (หัวเราะ) บ่อยด้วยครับ ที่จําได้คือที่ไต้หวัน พอขาดปุ๊บมันมีวิธีแก้ครับ ปกติเวลาขึ้นคอนเสิร์ตผมจะใส่หูฟัง พอเป้าขาดผมก็จะแกล้งทําเป็นว่า หูฟังมีปัญหาแล้วเดินไปหลังเวที เพื่อเปลี่ยนกางเกง กางเกงที่ใส่มันไม่ยืด ขณะที่ท่าเต้นมันผาดโผน เวลากระโดดสูงๆ หรือแยกขาเยอะๆ มันจะขาด ส่วนลืมเนื้อเพลง… ไม่บ่อยครับ

ถ้าลืมจริงๆ ก็จะยื่นไมค์ไปให้แฟนคลับช่วยร้อง จนกว่าจะจําเนื้อได้ ร้องๆอยู่ แล้วเรอออกมาก็มี เพราะเพิ่งกินข้าวเสร็จ (หัวเราะ) ในฐานะเจ้าบ้าน เมื่อต้องมาทัวร์คอนเสิร์ตเมืองไทย ต้องเตรียมการต้อนรับเพื่อนร่วมวงอย่างไรบ้าง ไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากครับ มีแค่ตอนอัดเพลงไทย ผมต้องเป็นคนอัดให้ทุกคนรวมถึงตัวเอง สอนเขาว่าคํานี้พูดอย่างไร สําเนียงเป็นอย่างไร หรือท่อนนี้เป็นท่อนที่แฟนคลับร้องกับเราได้ ก็ให้ยื่นไมค์ออกไปพร้อมกัน

จะมีการเตี๊ยมกันไว้ก่อนส่วนเพลงที่เหลือที่เป็นเพลงของ GOT7 เรารู้กัน อยู่แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากนี้ก็อธิบายเรื่อง เวทีที่อิมแพ็ค อารีน่า ว่าลักษณะประมาณไหน แต่ละเวทีก็จะไม่เหมือนกัน เพื่อนๆในวงรู้จักกันมา…7 ปีแล้วครับ ตั้งแต่ผมไปที่นั่น เม้าท์เพื่อนๆ ในวง อยากให้พูดถึงเมมเบอร์ โดยเปรียบเทียบความรู้สึก Before กับ After

คนที่เหมือนเดิมตั้งแต่ตอนแรก จนถึงตอนนี้มี อยู่สองคนคือพี่มาร์คกับยูคยอม ตอนนั้นเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น มีชื่อเสียงแล้วแต่ก็ยังทําเหมือนเดิม อย่าง พี่มาร์ค ไม่ชอบพูด จะพูดอะไรต่อเมื่อมันจําเป็นต้องพูดจริงๆ ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น ไม่เหมือนผมกับยูคยอมที่พูดเก่ง อย่างไรก็อย่างนั้น (หัวเราะ) ยูคยอมเป็นน้องเล็กของวง

เราอยู่ด้วยกันตั้งแต่เป็นเด็กฝึก นอนห้องเดียวกัน ไปกินข้าวด้วยกัน อาบน้ำด้วยกัน ไปบริษัทด้วยกัน เรียนเต้นด้วยกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแบบนี้มาประมาณ 3 ปี พอตอนเดบิวต์ เอ้า ได้เดบิวต์ด้วยกันอีก นอนห้องเดียวกันอีก เลยเป็นเพื่อนสนิท ส่วน พี่จินยองก็น่ากลัวๆ หน่อย (ยิ้ม) ด้วยความที่ผมเป็นคนต่างชาติ ช่วงแรกยังไม่ค่อยรู้วัฒนธรรมเกาหลี แต่พี่จินยองเป็นคนเกาหลี และเป็นคนที่มีวัฒนธรรมแบบคนเกาหลีแท้ๆ ตอนเจอผมช่วงแรกเขาก็จะไม่ค่อยเก็ตกับสิ่งที่ผมทํา

ยกตัวอย่างเช่น เวลาไปกินข้าวด้วยกัน วัฒนธรรมเกาหลี คนที่อายุเยอะกว่าต้องกินก่อน แต่ผมไม่รู้ ก็กินก่อน เลยโดนดุ แต่ตอนนี้ด้วยความที่พี่จินยอง ได้อยู่กับคนต่างชาติเยอะขึ้น ในวงก็มี 3 คนแล้ว เขาเลยชินขึ้นและเข้าใจมากขึ้น พี่เจบี ตอนแรกก็คล้ายๆ พี่จินยอง แต่ตอนนี้เปิดมากขึ้น เขาเป็นคนที่ถ้าไม่สนิทก็จะไม่ค่อยคุย แต่ถ้าสนิทแล้วก็จะเปิดเลย ตอนเป็นเด็กฝึกผม ไม่ค่อยสนิทกับพี่เจบีเท่าไหร่

แต่หลังจากเดบิวต์ ก็คุยกันเยอะขึ้น เขาโตกว่าผมประมาณ 4 ปี แต่ตอนนี้เหมือนเป็นเพื่อนกัน ผมแกล้งเขาบ้าง เขาแกล้งผมบ้าง ความน่ารักของพี่เจบีกับพี่จินยอง คือ เขาจะทําเหมือนไม่ค่อยแคร์ แต่จะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง เวลาเขาไปซื้อข้าวมาให้แล้ว ผมนอนดูทีวีอยู่ในห้อง เขาก็จะเอาข้าวมาตั้งไว้แล้วเดินไป เวลาดูแลเราเขาจะอายๆนิดหนึ่ง ขณะที่พี่แจ็คสัน ก็เหมือนเดิม เคยตลกอย่างไร ก็อย่างนั้น

เป็น Mood Maker คอยสร้างสีสัน ชอบเล่นมุก ก็สนุกดี มุกเขาบางทีก็แป้ก เคยเจอคนที่ยิงมุกมา แต่เราตลกตรงตัวคนยิงมากกว่ามุกไหมครับ นั่นแหละพี่แจ็คสัน บางทีแค่มองหน้าเขาก็ตลกแล้ว ส่วนพี่ยองแจ เขาเป็นคนที่เข้ามาหลังสุดในวง เป็นเทรนนีแป๊บเดียวแล้วเดบิวต์เลย เทียบกับคนอื่นเรารู้จักกันมานาน กว่าจะเข้ากันได้แบบนี้ก็เคยทะเลาะกันมาก่อน แต่พอทะเลาะ ก็ยิ่งทําให้สนิท พอถึงตอนเดบิวต์ทุกคนสนิทกันหมดแล้ว

แต่พี่ยองแจเพิ่งเข้ามาได้ไม่นานแล้วเดบิวต์เลย จึงต้องปรับตัวให้เข้ากัน ปีแรกก็มีติดขัด และไม่เข้าใจกันบ้าง แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ผมเข้าไปอาบน้ำก่อนแล้วใช้ผ้าเช็ดตัว ไปสองผืน แต่มันเป็นผ้าเช็ดตัวที่พี่ยองแจเป็นคนเอาไปวางไว้ในห้องน้ํา แล้วผมไปใช้ของเขา เขาจะไม่เข้าใจว่าทําไมผมทําแบบนี้ (ยิ้ม) แต่ตอนนี้โอเคแล้ว ความน่ารักของพี่ยองแจคือเขาไม่ค่อยอารมณ์เสีย เป็นคนไม่ค่อยหงุดหงิด

ถ้าหงุดหงิดเขาก็จะไปอยู่คนเดียว พวกผมกับเมมเบอร์คนอื่น ถ้านอนไม่พอก็จะหงุดหงิด เรื่องนี้ถ้าคนหนึ่ง หน้าบึ้ง อีกห้าคนที่เหลือก็จะรู้สึกเครียดตามไปด้วย แต่ถ้าเป็นพี่ยองแจอารมณ์เสียเขาจะไม่อยู่ต่อหน้าคนอื่น แต่จะหลบไปอยู่คนเดียว เพื่อไม่ให้คนอื่นเครียดตาม ผมเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมว่า ทํางานแบบนี้เราต้องวางตัวอย่างไร

เวลานี้ต้องทําอะไร หรือเจอเรื่องเซ้นสิทีฟมากๆต้องทําไงเรียนรู้จากเรื่องจริงมากกว่า เพราะผมไม่มีชีวิตวัยเด็กเลย พอเริ่มจะมีเพื่อนในโรงเรียนผมก็มาเกาหลีแล้ว ซ้อมมาตลอด 3 ปี ใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกวัน ตื่นสิบโมงเช้าเพื่อไปซ้อม กลับสี่ทุ่ม ทุกวัน ชีวิตเพิ่งจะเริ่มมีสีสันก็ตอนนี้ เริ่มได้ตอบแทนครอบครัว ได้ให้ของขวัญตัวเองบ้าง ได้ไปประเทศนั้นประเทศนี้ ได้ทํานั่นทํานี่

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here