เปิดที่มา-ความหมาย ‘โล้สำเภา’ จากฉากที่ทำเหล่า ‘ออเจ้า’ ฟินกันทั้งพระนคร จนเป็นคำฮิตติดโซเซียล (ชมคลิป)

0
1537

เชื่อว่าออเจ้าทั้งหลายก็คงจะฟินกันไปถ้วนหน้ากับฉากการแต่งงานของ “คุณพี่” กับ “แม่หญิงการะเกด” หลังจากที่ตามลุ้นความรักของพระนางคู่นี้มาตลอด แถมยังได้ฟินเวอร์ไปอีกเท่าตัวกับฉากเข้าหอเมื่อคุณพี่เอ่ยประโยคเด็ด “ออเจ้าเคยละเล่นโล้สำเภาฤาไม่?”แหม…คุณพี่นี่เลือกใช้คำได้น่าเอ็นดูดีจริงๆ นะเจ้าคะ

ส่วนหนึ่งจากนวนิยาย “บุพเพสันนิวาส” บทประพันธ์ของ “รอมแพง” ได้บรรยายถึงการโล้สำเภาในความหมายของ คุณพี่ ไว้อย่างได้อรรถรสทางวรรณกรรมและเห็นภาพชัดเจน ความตอนหนึ่งว่า “…โล้สวาทวาดใบสำเภาพลิ้ว ระเรื่อยลิ่วคลองแคบคละขัดขึงน้ำเจือน้อยค่อยวางทางติดตรึง ขยับหายโยกคลึงคราคลื่นมา เมื่อผ่านช่องเข้าอ่าวคราวน้ำขึ้น พอหายมึนสอดสั่งทั้งซ้ายขวา ข้ามนทีสรวงสวรรค์ทุกชั้นฟ้า สมอุราซานซบสยบทรวง…”

“โล้สำเภา” เป็นคำสแลงที่มีความหมายถึง “การเข้าพระเข้านาง” หรือพูดง่ายๆ ก็คือการมีเพศสัมพันธ์ของชายหญิงนั่นเอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าน่าจะเป็นการเปรียบเทียบจากลักษณะอาการของการโล้เชือกบนเรือเดินสมุทร หรือเรือสำเภาที่ต้องมีการโยกตัวไปมาเพื่อดึงเชือกขึงผ้าใบเรือให้รับกับกระแสลมอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งกล่าวว่าคำว่าโล้สำเภานี้น่าจะได้รับอิทธิพลมาจาก “จิงโจ้โล้สำเภา”

ส่วนหนึ่งของบทประพันธ์เรื่อง อิเหนา วรรณคดีเก่าแก่ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าน่าจะถูกแต่งขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา ในปัจจุบัน เราจะสามารถเห็นภาพของการโล้สำเภาได้จากภาพจิตรกรรมของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ซึ่งเป็นภาพที่วาดขึ้นตามจินตนาการจากบทประพันธ์ของ “หลวงวิจิตรวาทการ” ที่มีชื่อว่า”จิงโจ้โล้สำเภา”ซึ่งเป็นบทอาขยานท่องจำสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา

บุญเตือน ศรีวรพจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านอักษรศาสตร์ กรมศิลปากร อดีตผู้อำนวยการสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กล่าวว่า คำว่า “โล้สำเภา” นี้ มีความหมาย 3 ลักษณะ 1.โล้สำเภา เป็นทำนองเทศน์มหาชาติ ในมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์กุมาร ซึ่งเป็นสำเภาในเชิง โลกุตรนาวา เป็นสำเภาที่เหนือโลก ซึ่งในทางธรรม เรียกว่า ทำนองโล้สำเภา

2.โล้สำเภา เป็นบทร้องเล่นของเด็กไทยสมัยก่อน ที่ว่า “จิงโจ้ มาโล้สำเภา หมาไล่เห่า จิงโจ้โดดน้ำ หมาไล่ซ้ำ จิงโจ้ดำหนี ได้กล้วย 2 หวี ทำขวัญจิงโจ้” ซึ่งเป็นบทร้องที่น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ทั้งนี้ “จิงโจ้” ในบทร้องนี้ ไม่ใช่ “จิงโจ้” อย่างที่คนทั่วไปรู้จัก แต่เป็นสัตว์หิมพานต์ประเภทหนึ่ง ชื่อว่า “อรหัน”

3.โล้สำเภา ในลักษณะเป็น “บทอัศจรรย์” หรือ “บทสังวาส” ในวรรณคดี ซึ่งเปรียบเทียบว่า “สำเภาแล่นเรือออกปากอ่าว” เป็นการพูดเชิงสัญลักษณ์ที่ “ผู้หญิงผู้ชายกุ๊กกิ๊กกันหรือร่วมรักกันในทางเพศ” บุญเตือน กล่าวว่า คำว่า โล้สำเภา ที่เป็นบทอัศจรรย์ มักนิยมใช้ในวรรณดคีในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ได้กล่าวกันในสมัยอยุธยาตอนกลาง

ซึ่งถ้าเป็นวรรณดคีในสมัยนั้นจะกล่าวตรงๆ ไม่มีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เช่น ลิลิตพระลอ ราชาพิลาปคำฉันท์ ทั้งนี้ วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ที่เขียนบทอัศจรรย์เปรียบเทียบกับโล้สำเภา เช่น พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ รวมถึง ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น “นวนิยายบุพเพสันนิวาส เดินเรื่องในสมัยอยุธยา ซึ่งอาจจะมีความคลาดเคลื่อน แต่ไม่ถือว่าผิด

เพราะเป็นเรื่องแต่ง ถ้าให้เปรียบก็คล้ายกับเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งบรรยายเรื่องราวเกิดขึ้นในสมัยอธุยา ทั้งที่เรื่องนี้แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2 ฉันใดก็ฉันนั้น บุพเพสันนิวาส ก็มีเรื่องราวในสมัยพระนารายณ์ แต่เรื่องแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9 ซึ่งตั้งแต่สมัยพระนารายณ์จนถึงรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สังคมไทยไม่เปลี่ยนมาก ทั้งความเชื่อ การแต่งกาย ค่านิยมต่างๆ ก็สืบทอดกันมา

แต่พอมาวันนี้ สังคมเปลี่ยนไปมาก ดังนั้น คนเขียนก็ต้องใช้จินตนาการสูง การเปรียบเทียบต่างๆ ก็อาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง” ตัวอย่าง บทอัศจรรย์ในบทอัศจรรย์ ในเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนขุนแผนได้นางบัวคลี่ สำนวนครูแจ้ง จากสำเนาที่หนึ่งพิมพ์อยู่ในหนังสือเสภาขุนช้างขุนแผน ฉบับสมบูรณ์สามภาคและฉบับต่างสำนวน เล่ม 2 บริษัท ซี.พี.ออลล์ จำกัด (มหาชน) พิมพ์เผยแพร่

ผศ. ดร.อภิลักษณ์ บอกด้วยว่า การใช้ความเปรียบ “โล้สำเภา” หรือ “สำเภา” นี้ ปรากฏในวรรณคดีเก่าหลายเรื่อง ทั้งนี้ในงานวิจัยเรื่อง เพศในเพลงพื้นบ้านของ ผศ. บัวผัน สุพรรณยศ ก็ได้กล่าวให้เห็นแนวคิดในการเปรียบอวัยวะเพศชายหญิงเป็นสิ่งต่าง ๆ ไว้ว่า ในการเปรียบเรื่องเกี่ยวกับเพศนั้น สิ่งที่แสดงความเป็นเพศหญิงมักเป็นสิ่งที่อยู่กับที่ เช่น ท่าน้ำ ถ้ำ และสิ่งที่แสดงความเป็นชายนั้นมักเป็นสิ่งที่มักเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนที่ เช่น เรือ แมลง ซึ่งในบริบทนี้ก็คงเช่นเดียวกัน

เมื่อคืนวาน ละครบุพเพสันนิวาสได้เผยตัวอย่างของละครที่จะฉายในวันนี้ มีฉากคุณพี่ขุนได้เอ่ยประโยคว่า “ออเจ้าโล้สำเภาเป็นฤๅไม่” ประโยคนี้ทำเอาทุกคนเขินกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง คำ “โล้สำเภา” นี้เป็นความเปรียบที่พบใช้ในวรรณคดีไทยสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวถึงบทอัศจรรย์ หรือ บทสังวาส

คือบทเข้าพระเข้านางนั่นเอง คนไทยแต่โบราณมีศิลปะในการใช้ภาษาเล่าบทร่วมรักได้อย่างอัศจรรย์ใจ โดยใช้ธรรมชาติและสิ่งรอบกายเปรียบเทียบไม่กล่าวตรงๆ ให้ดูหยาบจนเก้อไป รอมแพงสร้างความโรแมนติกให้แก่หนุ่มสาวชาวอยุธยาคู่นี้ด้วยสำนวนโบราณดูเข้าที แม้คนส่วนใหญ่ไม่คุ้นหูแต่ก็เดาทางหรือ “ตีท่า” จากคำได้ไม่ยาก

เรื่องย่อบุพเพสันนิวาส อำนาจเหนือดวงจิตเป็นดังบุพเพสันนิวาส ที่นำพาดวงใจสองดวงให้มาบรรจบกัน ดุจดั่งความรักของ เกศสุรางค์ นักโบราณคดีสาวร่างอ้วนวัย 25 ปี ที่มีหน้าตาสุดแสนธรรมดา ทว่าเธอเป็นคนมีนิสัยร่าเริงแจ่มใส มองโลกในแง่ดี และมีความรู้ด้านโบราณคดี และภาษาฝรั่งเศสเป็นอย่างดี เธอจึงเป็นที่รักของคนใกล้ชิด

แต่ผู้ที่เกศสุรางค์อยากได้รับความรักจากเขามากที่สุดก็คือ เรืองฤทธิ์ เพื่อนสนิทที่คบกันมานานหลายปี แต่เพราะคิดว่าเรืองฤทธิ์คงไม่สนใจคนหน้าตาธรรมดา ๆ แถมยังอ้วนจนหน้าเกลียด เกศสุรางค์จึงต้องเก็บงำความรักที่มีต่อเขาเรื่อยมา เพื่อรอคอยวันที่เธอจะกล้าเผยความในใจกับเขาโดยที่ไม่รู้เลยว่าวันนั้นจะมาไม่ถึง

เพราะวันหนึ่งขณะที่เกศสุรางค์และเรืองฤทธิ์เดินทางกลับจากไปทำงานที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รถตู้เกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำ ส่งผลให้เกศสุรางค์เสียชีวิตคาที่ ! ขณะเดียวกัน ณ อีกช่วงกาลหนึ่งย้อนเวลาไป 333 ปี ใน พ.ศ. 2225 รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้เกิดเหตุร้ายขึ้นเมื่อ แม่หญิงการะเกด สาวสวยแต่จิตใจร้ายกาจ สั่งให้ ผิน กับ แย้ม สองบ่าวผู้ซื่อสัตย์ไปล่มเรือของ แม่หญิงจันทร์วาด

เหตุเพราะไม่พอใจที่เห็นจันทร์วาดชม้ายชายตาให้ หมื่นสุนทรเทวา หรือ พ่อเดช คู่หมั้นของการะเกด แล้วแผนร้ายครั้งนี้ก็ทำให้บ่าวของแม่หญิงจันทร์วาดจมน้ำตายไปหนึ่งคน แต่แม่หญิงจันทร์วาดรอดชีวิต ออกญาโหราธิบดีไม่เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นฝีมือของการะเกด หมื่นสุนทรเทวาจึงต้องหาทางพิสูจน์ด้วยการร่ายมนต์กฤษณะกาลี ซึ่งเป็นมนต์ศักดิ์สิทธิ์โบราณ สาปแช่งผู้ที่คิดร้ายต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้มีอันเป็นไป

แล้วก็เป็นไปตามคาด มนต์กฤษณะกาลีทำให้การะเกดทุรนทุรายจนสิ้นใจตาย โดยมีผินกับแย้มเท่านั้นที่เฝ้าร่างไร้ลมหายใจของการะเกดอยู่ทั้งคืน เพราะไม่กล้าไปบอกใครว่านายของตนตายแล้ว ด้วยฤทธิ์ของมนต์กฤษณะกาลี เพราะนั่นจะทำให้ทุกคนรู้ว่านายของตนเป็นผู้วางแผนทำร้ายแม่หญิงจันทร์วาดจริง ๆ วิญญาณของการะเกดได้ไปพบกับวิญญาณของเกศสุรางค์ การะเกดสำนึกในการกระทำเลวร้ายของตัวเอง

เธอจึงอ้อนวอนขอให้เกศสุรางค์ทำดี แก้ไขความผิดที่เธอเคยทำเอาไว้แทนด้วย ก่อนที่วิญญาณของการะเกดจะเลือนหายไป เมื่อเกศสุรางค์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตัวเองมาอยู่ในร่างของแม่หญิงการะเกด การะเกดคือเกศสุรางค์ สาวร่างอ้วนที่จิตใจดีมีเมตตา การเปลี่ยนแปลงเหมือนเป็นคนละคนของแม่หญิงการะเกด จากวาจาผรุสวาทเป็นเนืองนิตย์กลายเป็นวาจาอ่อนหวานไม่ถือตัว ซึ่งร้อยวันพันปีการะเกดตัวจริงไม่เคยกระทำ

นับวันเกศสุรางค์ในร่างของแม่หญิงการะเกด ก็เป็นความเคยชินของหมื่นสุนทรเทวาที่จะพูดคุยด้วยที่จะพาไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ในอยุธยา ที่จะตอบคำถามมากมายหลายเรื่องที่เกศสุรางค์สรรหาขึ้นมาถาม ความอยากรู้อยากเห็นของเกศสุรางค์ส่งผลต่อความกระตือรือร้นของหมื่นสุนทรเทวาที่จะตอบ และอธิบาย คำพูดเฉลียวฉลาดฉะฉาน ไม่มีทีท่าเอียงอาย หรือทอดสะพานอย่างที่เคยเป็น แววตาซื่อตรงที่จ้องจับ และคอยฟังคำตอบจากเขา

หมื่นสุนทรเทวาไม่รู้ตัวว่าความเกลียดชังแต่ก่อนหายไปไหนหมด ความรู้สึกที่มาแทนที่คือความสนใจไยดี อาทรห่วงหา และร้อนรุ่มยามเธอมีใครอื่นมาสนใจใกล้ชิด ใครคนนั้นไม่ใช่คนเดียว ความหงุดหงิดจึงเป็นทวีคูณ คนแรก หมื่นเรืองราชภักดี เพื่อนสนิท ที่ดูจะสนใจแม่การะเกดเป็นพิเศษ และแม่การะเกดก็ดูจะมีไมตรีตอบ แต่หมื่นสุนทรเทวาไม่รู้สาเหตุว่าเพราะหมื่นเรืองราชภักดีนั้นหน้าตาเหมือนเรืองฤทธิ์ เพื่อนชายที่เกศสุรางค์หลงรักอยู่

เกศสุรางค์ยังพบว่าตนเองตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่งที่ได้พบบุคคลที่เธอรู้จักใกล้ชิดสนิทสนม ได้รับรู้รายละเอียดความเป็นไปในชีวิตคือ ท้าวทองกีบม้า หรือ แม่มะลิ หญิงสาวลูกครึ่งแขก-ญี่ปุ่น ทั้งสองรู้จักกันเพราะฟานิก พ่อของแม่มะลิ ถูกหลวงสุรสาคร ข้าราชการชาวกรีก และฝรั่งคนสนิท ข่มขู่รังแก เกศสุรางค์เห็นจึงเข้าไปช่วยเถียง แค่ผู้หญิงอยุธยาเถียงกับฝรั่งก็เป็นเรื่องที่ผู้คนฮือฮาตกใจลือกันไปทั่วแล้ว แต่ยังโต้เถียงกันเป็นภาษาฝรั่งเศส

ชื่อของแม่หญิงการะเกดเป็นที่โจษขานกันทั่ว นับว่าดังเพียงชั่วข้ามคืน เกศสุรางค์พบว่าหมื่นสุนทรเทวาเนื้อหอมไม่ใช่ย่อย คนหนึ่งคือแม่หญิงจันทร์วาด ที่เกศสุรางค์ยกให้เป็น กิ๊ก ของคุณพี่หมื่น เนื่องจากแม่หญิงจันทร์วาดรู้ว่าหมื่นสุนทรเทวานั้นเป็นคู่หมายของการะเกด แต่ยังมีทีท่าทอดสะพานอยู่เนือง ๆ ฝ่ายแม่หญิงผู้นั้นทวีความชังการะเกดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะสังเกตเห็นว่าหมื่นสุนทรเทวามีสายตาผิดปกติเมื่อมองการะเกด บุพเพสันนิวาสทำงานไปเรื่อย ๆ

ความผูกพันระหว่างแม่หญิงการะเกดตัวปลอมกับขุนนางหนุ่มแห่งอยุธยาก่อตัวขึ้นทีละน้อย ๆ ทีท่านั้นต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจ แต่ปากแข็งใจแข็งไม่ยอมรับทั้งคู่ จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่ต้องออกเรือนกัน คนที่เสียใจที่สุดคือแม่มะลิ จึงตัดสินใจรับปากจะแต่งงานกับหลวงสุรสาคร เกศสุรางค์ไปงานแต่งงานด้วย และในวันนั้นเองจึงได้รู้ว่าหลวงสุรสาคร คือ คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ เจ้าพระยาวิชเยนทร์ ส่วนแม่มะลิคือ มารี เดอ กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า บุคคลสำคัญสองคนในประวัติศาสตร์ไทยนั่นเอง

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here