ฆ่าหมกเก๋ง! ถุงพลาสติกคลุมหัวสังหาร ‘สาวปล่อยเงินกู้’ นำร่างทิ้งในรถเก๋ง ข้างคลองส่งน้ำอำนาจเจริญ (ชมคลิป)

0
276

พบศพสาววัย 33 ปี ถูกฆ่าถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนขาดอากาศหายใจตาย ทิ้งศพหมกในรถ จอดทิ้งไว้ทางเปลี่ยวข้างคลองส่งน้ำชลประทานอำนาจเจริญ ตำรวจสันนิษฐานฆ่าชิงทรัพย์ หรือฆ่าล้างหนี้ พร้อมเร่งแกะรอยหาตัวคนร้าย เมื่อเวลา 00.30 น. วันนี้ (5 เม.ย.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่วิทยุสื่อสาร 191 พบรถเก๋งทะเบียนเหมือนกับที่ลงประกาศคนหายผ่านทางเพจ “ฮักอำนาจเจริญ”

จึงรายงานให้ พ.ต.อ.ชัชนันต์ พรบุตร ผกก.สภ.ลืออำนาจเจริญ ร.ต.อ.ภัคภพ พูลเพิ่ม พนักงานสอบสวน สภ.ลืออำนาจเจริญ พร้อมเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน แพทย์เวรโรงพยาบาลลืออำนาจเจริญ รุดไปยังที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ที่ซอยเปลี่ยวทางไปนาของชาวบ้านน้ำท่วม ม.5 ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ ติดกับคลองส่งน้ำชลประทาน

ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งฮอนด้าซิตตี้ สีขาว ทะเบียน กข 6485 อำนาจเจริญ จอดอยู่ใกล้ไหล่ทาง เมื่อเจ้าหน้าที่จะเปิดประตูตรวจสอบก็พบว่า ประตูรถถูกล็อกไว้หมดทั้ง 4 ด้าน และจากการส่องดูพบเห็นเหมือนมีบุคคลที่เป็นผู้หญิงอยู่ภายในตัวรถคันดังกล่าว ซึ่งคาดว่าน่าจะเสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานจึงได้เก็บลายนิ้วมือแฝงที่ส่วนต่างของรถเพื่อไว้เป็นหลักฐาน

- Advertisement -

ก่อนที่จะได้ติดต่อญาติที่ประกาศหาคนหายผ่านทางเฟซบุ๊ก ว่ารถคันดังกล่าวใช่รถของ น.ส.ดวงจันทร์ ทวีพันธ์ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 10 ม.4 ต.คำพระ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ที่ประกาศตามหาหรือไม่ ซึ่งทางญาติเองก็ยืนยันว่าใช่รถของ น.ส.ดวงจันทร์ แต่บุคคลภายในรถยังไม่แน่ชัดว่าใช้ น.ส.ดวงจันทร์หรือไม่

เพราะภายในห้องโดยสารมืดมาก เจ้าหน้าที่จึงได้ให้ช่างกุญแจมาทำการเปิดรถคันดังกล่าว จนสามารถเปิดได้ ก่อนที่จะเก็บหลักฐานลายนิ้วมือแฝงภายในรถคันดังกล่าว ก่อนที่จะนำร่างของผู้เสียชีวิตที่ทราบแน่ชัดแล้วว่าคือ น.ส.ดวงจันทร์ ที่ญาติประกาศตามหาหลังจากหายตัวไป เมื่อช่วงเวลาบ่ายของวันที่ 4 เม.ย.61 และไม่สามารถติดต่อได้

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้นำศพของผู้ตายออกมาจากภายในรถ เพื่อให้แพทย์เวรตรวจสอบหาสาเหตุการชีวิต จากการตรวจสอบพบว่าผู้ตายเสียชีวิตจากการที่ถูกคนร้ายเอาถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนขาดอากาศหายใจตาย และที่บริเวณใต้ตาขวายังมีรอยฟอกซ้ำเหมือนถูกชกเพียงจุดเดียว และภายในบริเวณห้องโดยสารไม่มีอะไรเสียหาย

คาดว่าผู้ตายน่าจะเสียชีวิตมาจากที่อื่นแล้วนำศพมาทิ้งไว้ที่บริเวณดังกล่าว นายอนันต์ โสภาลุน อายุ 51 ปี พ่อของผู้ตาย เผยว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนได้ขับรถคันดังกล่าวไปรับลูกสาวที่สนามบินจังหวัดอุบลราชธานี ก่อนที่จะแวะกดเงินจำนวนหนึ่งซึ่งตนไม่ทราบจำนวนแน่ชัด ก่อนที่จะกลับมาที่บ้าน

ต่อมาลูกสาวก็ได้บอกกับตนว่าจะออกไปทำธุระข้างนอก และก็หายเงียบไปเลย ติดต่อก็ไม่ได้จึงต้องได้ให้ลูกพี่ของน้องของลูกสาว ประกาศตามหาคนหายผ่านเพจฮักอำนาจเจริญ จนกระทั่งมีคนมาพบรถลูกสาวของตน และแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะติดต่อตนและครอบครัวให้มาดูว่าใช่รถของลูกสาวตนที่หายตัวไปหรือไม่ พอมาดูลูกสาวของตนก็กลายเป็นศพไปเสียแล้ว

นายวินัย สายสิน อายุ 50 ปี ผู้ใหญ่บ้านน้ำท่วม เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากลูกบ้านคือนายศรีจันทร์ ปรือทอง อายุ 55 ปี ผู้ที่เป็นคนพบเห็นรถคันดังกล่าวเป็นคนแรก โดยนายศรีจันทร์เห็นรถคันดังกล่าวจอดอยู่ ตั้งแต่เมื่อช่วงเวลา 15.00 น. จนกระทั่งถึงช่วง 17.00 น. พอนายศรีจันทร์ เดินทางกลับไปถึงบ้านก็เห็นประกาศคนหาย

และรถคันที่ประกาศหายก็ตรงตามที่เห็น จึงได้แจ้งมายังตนก่อนที่ตนจะได้แจ้งไปยังทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบอีกครั้ง เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานการฆาตกรรมไว้ 2 ประเด็น คือฆ่าชิงทรัพย์ หรือฆ่าล้างหนี้ เนื่องจากผู้ตายมีการปล่อยให้กู้ยืมเงินกับชาวบ้านคนอื่นๆ และมีลูกหนี้หลายราย หรืออาจเป็นการฆ่าเพื่อชิงทรัพย์

เนื่องจากคำให้การของผู้เป็นพ่อในเบื้องต้นว่าลูกสาวเพิ่งกดเงินออกมาจำนวนหนึ่ง เจ้าหน้าที่เร่งเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุ พร้อมเก็บลายนิ้วมือแฝงเพื่อนำไปตรวจสอบ และจะเร่งแกะรอยจากกล้องวงจรปิดตามจุดที่ต่างๆ ที่คาดว่าผู้ตายจะขับรถผ่าน เพื่อติดตามหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

กฎหมาย “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กับการแจ้งข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” มาตรา 289 (4) นั้นมีความแตกต่างในผลของคดี รื่องนี้ต้องเรียนเบื้องต้นก่อนว่าผมไม่ทราบรายละเอียดของคดีที่คนพิการถูกวัยรุ่นรุมฆ่าตาย และไม่ได้เห็นสำนวนการสอบสวน จึงไม่อาจให้ความเห็นได้ว่า การตั้งข้อหาเฉพาะ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา แต่ไม่แจ้งข้อหา ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ เพียงใด

แต่ทั้งสองข้อหานี้ก็ไม่ได้มีความความแตกต่างกันแต่อย่างใด เพราะโทษของทั้งสองข้อหา ก็มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเท่ากัน ประเด็นนี้จึงทำให้ผมอยากอธิบายให้ผู้ที่สนใจในเรื่องนี้เข้าใจว่า การแจ้งข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กับการแจ้งข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”

มาตรา 289 (4) นั้นมีความแตกต่างในผลของคดีอย่างแน่นอนครับ การแจ้งข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนานั้น” นั้น แม้กฎหมายจะบัญญัติโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตก็จริง แต่กฎหมายยังเปิดโอกาสให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษกับผู้กระทำความผิดได้ หากเห็นว่ากระทำผิดจริง โดยกฎหมายกำหนดดุลยพินิจให้กับศาลในข้อหานี้ไว้หลายอย่างโดยกฎหมายได้บัญญัติไว้ดังนี้

“มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี” ในขณะที่ข้อหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” นั้นกฎหมายไม่เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลยพินิจในการกำหนดโทษได้ ดังนั้น ถ้าร่วมกันทำให้คนนั้นถึงแก่ความตาย โดยได้มีการไตร่ตรองในการที่จะลงมือกระทำความผิดไว้ก่อน

กฎหมายในมาตรา 289 (4) บัญญัติโทษไว้เพียงสถานเดียว คือโทษ “ประหารชีวิต” ดังนี้การที่ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าการตั้งข้อหาทั้งสองกับผู้ต้องหานั้น ไม่ได้มีความแตกต่างกันในรูปคดี ประเด็นนี้ผมคงไม่อาจเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านกำลังอธิบายกฎหมายให้กับประชาชนฟัง ซึ่งไม่ถูกต้องกับความเป็นจริงและหลักกฎหมายได้

เพราะในข้อหาที่ตำรวจตั้งไว้ หากในการสู้คดีมีการรับสารภาพ และหากศาลใช้ดุลยพินิจกำหนดโทษต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดคือ 15 ปี รับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง จะทำให้ผู้กระทำความผิด เหลือจำคุกเพียง 7 ปีครึ่ง จะเห็นได้ว่า โอกาสที่จะรับโทษของข้อทั้ง 2 ข้อหานี้อาจแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จากประหารชีวิต เหลือจำคุก 7 ปีครึ่ง

ซึ่งไม่ได้มีผลเท่ากันตามคำกล่าวอ้างแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม บทความนี้มิได้มุ่งโจมตีความเห็นในทางคดีของพนักงานสอบสวนแต่อย่างใด แต่มุ่งที่จะสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนทั่วไปที่ไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้ทราบว่าการตั้งข้อหานั้นแท้ที่จริงมีผลต่อรูปคดีและบทลงโทษเป็นอย่างมาก

ชำแหละทุกมุมความต่าง เจตนาฆ่า VS ไตร่ตรอง อะไรคือจุดชี้วัด ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ น้องคนใดคนหนึ่งมีเพื่อนโทรมาหา บอกว่ากำลังมีเหตุใช้มีดทำร้ายกัน ให้มาช่วยหน่อย สมมติข้อเท็จจริงฟังได้อย่างนั้น เวลาเพื่อนโทรมาหาน้อง ถ้ามีข้อเท็จจริงปรากฏว่า น้องโทรไปหาเค้าแล้วบอกว่า เดี๋ยวเตรียมอาวุธมาฆ่ามันเลยนะ! … อย่างนี้ชัดเจนว่า ไตร่ตรอง (เน้นคำ)

แต่ถ้าโทรมาบอกว่ามาช่วยกันหน่อย กำลังมีเรื่องทำร้ายร่างกาย หรือทะเลาะเบาะแว้งกันดังกล่าว ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่า เป็นการเตรียมการเพื่อจะมาฆ่าผู้อื่นหรือยัง” คำแถลงของ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แน่นอน… หลังสิ้นสุดการแถลงของ รักษาราชการผู้บัญชาการตำรวจนครบาล

ทำให้คนในสังคมเกิดความสนใจใคร่รู้ในข้อกฎหมายตามมาทันทีว่า ข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน มีความแตกต่างกันอย่างไร เหตุไฉนจึงเกิดศึกวาทกรรมระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ทนายของผู้เสียชีวิต จนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นสังคมได้มากมายถึงเพียงนี้

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here