‘แม่มะลิ’ ไม่ได้มาร่วมงานแต่ง ‘แม่การะเกด-พี่หมื่น’ แต่ฝากของเหล่านี้มาให้ ทำเอา ‘พระเพทราชา’ ถึงกับงงหนัก? (ชมภาพ)

0
347

ถึงแม้ว่าในวันแต่งงานของ แม่การะเกด-พี่หมื่น แม่มะลิจะไม่ได้มาร่วมงาน แต่เธอก็ยังฝากเหล่าขนมไทยที่เธอคิดค้นเองมามอบให้แสดงความยินดี เป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่น่ารักสุดไปเลย “พิธีแต่งงาน” เป็นอีกหนึ่งฉากที่ทุกคนรอคอย เพราะอยากให้คุณพี่ขุนและแม่นายการะเกดลงเอยกันไวๆ…อินกันทั้งบ้านทั้งเมืองเลยเจ้าค่ะ กับละครอิงประวัติศาสตร์เรื่อง บุพเพสันนิวาส

ดังนั้น truststoreonline จึงขออาสาพาทุกท่านไปรู้จักกับ ประเพณีซัดน้ำ หรือประเพณีในงานแต่งงานของคนไทยสมัยก่อน ที่วันนี้เลือนหายไปกับกาลเวลาแล้ว เนื่องจากสมัยนี้พวกเราคงรู้จักกันแต่ พิธีรดน้ำสังข์…ที่จัดขึ้นหลังจากเจ้าบ่าว-เจ้าสาวได้ร่วมทำบุญตักบาตรกันเรียบร้อยแล้ว โดยให้คู่บ่าวสาวประนมมือทั้ง 2 ข้างไปยังขันรองน้ำ แล้วให้แขกผู้ใหญ่ในพิธีรดน้ำพร้อมกล่าวคำอวยพรแก่ทั้งคู่

รู้จักกับพิธีซัดน้ำ หากย้อนกลับไปในสมัยก่อน พิธีซัดน้ำ เป็นต้นแบบของพิธีรดน้ำสังข์อย่างที่เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่งเราจะขอไล่เรียงเป็นข้อๆ ให้ท่านผู้อานเข้าใจได้ง่าย ดังนี้…1. พิธีนี้เริ่มเวลาช่วงบ่ายถึงเย็นที่เรือนหอของคู่บ่าวสาวในวันสุกดิบก่อนพิธีแต่งงาน (วันสุกดิบคือ วันเตรียมงาน ซึ่งเป็นวันก่อนถึงกำหนดวันงานพิธี 1 วัน)

2. ที่เรือนหอของคู่บ่าวสาว จะมีทั้งกลุ่มเพื่อนของเจ้าบ่าว และเจ้าสาวมารวมกัน ออกมานั่งเรียงกัน โดยให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาวนั่งอยู่ตรงกลาง เพื่อเจ้าบ่าวก็นั่งอยู่ฝั่งเจ้าบ่าว ส่วนเพื่อนเจ้าสาวก็นั่งอยู่ฝั่งเจ้าสาว 3. ต่อมาก็เชิญ พระสงฆ์ที่นิมนต์มาสวดพระพุทธมนต์ เริ่มสวดทำพิธี มีสายสิญจน์โยงไปที่หม้อน้ำมนต์

4. เมื่อพระสงฆ์ให้ศีลสวดมนต์ถึงบทชยันโต พระสงฆ์ที่เป็นผู้ทำพิธีจะเป็นผู้สาดน้ำมนต์รดคู่บ่าวสาว รวมถึงกลุ่มเพื่อนที่อยู่ล้อมรอบ 5. และแล้วก็ถึงเวลาสนุก เพราะกลุ่มเพื่อนจะเป็นผู้เบียดกระแซะให้เจ้าบ่าว-เจ้าสาวได้ไกล้ชิดกัน ซึ่งจะสาดจนกว่าน้ำในบาตรจะหมด (แน่นอนว่าเปียกชุ่มกันแบบสุดๆ) จากนั้นผู้เฒ่าผู้แก่ก็จะเอาบาตรครอบศีรษะเจ้าบ่าวเจ้าสาวคนละครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

โดยพิธีแต่งงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้สมฐานะกับสะโภ้เรือนออกญา ซึ่งมีพิธีสำคัญเรียกว่าพิธีซัดน้ำคือการสาดน้ำในพิธีแต่งงานบ่าวสาวตามประเพณีที่มีมาแต่โบราณ โดยเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าบ่าว จะนั่งห่างกับเจ้าสาวและเพื่อนเจ้าสาวพอสมควร จากนั้นพระสงฆ์ก็ซัดน้ำมนต์รดบ่าวสาวและกลุ่มเพื่อน

สาเหตุที่ต้องซัดน้ำเพราะทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวและเพื่อนนั่งเบียดรวมกัน จึงต้องใช้น้ำซัดไปให้ทั่วถึง ช่วงนั้นกลุ่มเพื่อน ๆ ก็จะเบียดจนเจ้าบ่าวเจ้าสาวขยับเข้าไปชิดเคียงกันแล้วจึงหยุด พิธีซัดน้ำ ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพิธีหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ เพราะการซัดน้ำยุ่งยากเปียกเปื้อน จึงเปลี่ยนมารดที่ศีรษะอย่างเดียว แต่การรดน้ำที่ศีรษะทำให้ผมเจ้าสาวเสียทรง

จึงเปลี่ยนมารดที่มือด้วยสังข์บรรจุน้ำมนต์แบบในปัจจุบัน หลังจากแต่งงานเสร็จก็ถึงเวลาเข้าหอ เรียกว่าเป็นฉากฟินขั้นขีดสุดไปทั่วทั้งพระนคร ที่ต่างเฝ้ารอคอย ฟินจิกหมอนไปแล้ว กับคำถามที่พี่เดชถามแม่การะเกดว่า “โล้สำเภาเป็นหรือไม่” ด้วยความที่ไม่รู้ประสีประสาของแม่การะเกดจึงตอบว่า “เคยเห็นแต่เรือสำเภา แต่ไม่เคยขึ้น” คุณพี่เดชจึงเอ่ยปากว่า “จะสอนให้” เอาแล้ว!!!! ไม่อยากจะคิดต่อเลย บรือออ!!!

แหมมม เรียกว่าเป็นละครที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากเลยทีเดียวจ้า สำหรับละครบุพเพสันนิวาส ที่ตอนนี้เนื้อหาของละครกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ซึ่งฉากที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก ก็คือฉากที่ “แม่มะลิ” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” เกี่ยวกับทายาทในการสืบทอด การทำขนมหวาน ซึ่งงานนี้ก็มีชาวเน็ตรายหนึ่งออกมาทวีตข้อความที่ระบุว่า

“เมื่อคืนก็คิดอยู่ว่าทายาทแม่มะลิ (ท้าวทองกีบม้า) ยังอยู่มั้ยนะ นี่เลย “ป้ามะลิ” ยังคงทำทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตามตำรับที่สืบทอดกันมา #บุพเพสันนิวาส” และทางรายการเที่ยววันทันเหตุการณ์ ของช่อง 3 ก็ได้ตามรอยละครบุพเพฯ ได้เผยถึง หนึ่งในบรรดาต้นตำรับขนม ตองกีมาร์หรือท้าวทองกีบม้า คือขนมไทยของ “คุณป้ามะลิ ภาคาภร” ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดและยังเป็นเครือญาติของท้าวทองกีบม้า ปัจจุบันได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขนมไทย ต้นตำรับท้าวทองกีบม้า

เรียกได้ว่าฉากการทำขนมของ ตองกีมาร์ หรือ แม่มะลิ ในละครบุพเพสันนิวาส ทำให้น้ำลายไหล ชวนหิว เกิดอาการอยากกินขนมไทยขึ้นมาทันที ในโลกโซเชียลออนไลน์ต่างแห่โพสต์ภาพขนมฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด เต็มไปหมด แถมยังบอกด้วยว่าเจ้าไหนอร่อย หรือกรรมวิธีทำเป็นอย่างไรให้ผู้ชมได้อ่านควบคู่กับการชมละครไปด้วย ล่าสุด (30 มีนาคม 2561) มีรายงานว่า หนึ่งในบรรดาต้นตำรับขนมท้าวทองกีบม้า คือ ขนมไทยของนางมะลิ ภาคาภร อายุ 75 ปี ที่ ต.เกาะเรียน อ.พระนครศรีอยุธยา

ห่างจากหมู่บ้านญี่ปุ่นและโปรตุเกส ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยคุณป้ามะลิ ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดชุมชนเครือญาติท้าวทองกีบม้า ปัจจุบันได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขนมไทย ต้นตำรับท้าวทองกีบม้า มีสมาชิกที่เป็นเครือญาติช่วยกันทำขนมทั้งหมด 12 คน ซึ่งการผลิตขนมยังยึดแบบเดิม ทองหยอดต้องหยอดด้วยมือ ที่จะสามารถกำหนดขนาดของทองหยอดได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ท้าวทองกีบม้า (ตองกีมาร์) นางผู้เอาชนะต่อชะตาชีวิต “เมื่อชีวิตไม่สิ้น ก็จงต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่มีคำว่าโชคร้าย ไม่มีคำว่าโชคดี แล้วจะเรียกว่าชีวิตได้อย่างไร” ตอนนี้ผู้คนทั่วแผ่นดินสยามกำลังอินกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ซึ่งเป็นละครที่อิงประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคทองของการค้าของกรุงศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้

ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสมีตัวละครที่อ้างอิงกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เช่น ออกญาโหราธิบดี ออกขุนศรีวิสารวาจา และ คอนสแตนติน ฟอลคอน และนางทองกีบม้า ภรรยาของคอนสแตนติน ที่เป็นชาวต่างชาติ ครั้งนี้จะขอพูดถึงเรื่องราวของ นางทองกีบม้าถูกบังคับแต่งงานและต้องทนใช้ชีวิตขมขื่นมาโดยตลอด

นางทองกีบม้า มีชื่อเต็มว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา เป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ นางเป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ กับ นางอูร์ซูลา ยะมะดะ บิดาของนางมีเชื้อสายโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว มารี กีมาร์ ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกผู้เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ขณะนั้นนางมีอายุได้ 16 ปี หลังการสมรส นางก็ไม่ยึดถือยศถาบรรดาศักดิ์และยังชักชวนให้สามีให้ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในศาสนาขึ้นกว่าเดิม ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของนางก็ดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ถูกตัดสินประหารชีวิตและริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน

วันที่ 30 พฤษภาคม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระราชโองการเรียกตราประจำตำแหน่งสามีนางคืน วันที่ 31 พฤษภาคม ริบอาวุธเอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ต่อมาได้ตีตราประตูห้องทุกห้องแล้วจัดหายามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเอาเครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป

นางมารีกีมาร์แอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกฝากไว้กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องนางมารีกีมาร์ฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นร้อยโทไป แต่บาทหลวงเยสุอิตกลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยจึงไปฝากไว้กับนายพันโบช็อง เมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย ทรัพย์สินที่เหลือมีแค่หนึ่งกล่องเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มารีกีมาร์จึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์อย่างสาหัส

ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับการคุมขัง ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจากนางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางอย่างแก่นาง แต่ถึงอย่างนั้นนางต้องประสบเคราะห์กรรม เมื่อหลวงสรศักดิ์ พระโอรสของสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ ได้หลงใหลในรูปโฉมของนาง และประสงค์ที่จะนำนางมาเป็นภริยา โดยส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง แต่นางกลับปฏิเสธ

เมื่อหลวงสรศักดิ์ไม่สมดั่งใจจากรักจึงกลายเป็นเกลียดและขู่อาฆาต ในเวลาเดียวกันนั้นนางพยายามที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไม่สำเร็จ นางต้องทนทุกข์ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว อดข้าว อดน้ำ หายไปสักพักหนึ่ง จนสุดท้ายนางมารีกีมาร์เขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2249

เพื่อให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง ในปี พ.ศ. 2262-2267 หลังสิ้นราชการพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นตามลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าฯ ให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บภูษาฉลองพระองค์

ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต จนเป็นที่โปรดปราน ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมาย หลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้าได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด และถึงมรณกรรมในปี พ.ศ. 2265

ชีวิตคนเราก็เปรียบเหมือนดั่งสะพานมีทั้งขาขึ้นและขาลง เราต้องเข้าใจสัจธรรมของชีวิต อย่าจมปลักอยู่กับความทุกข์ อย่าหลงระเริงกับความสุขให้มากเกินไป เพราะวันพรุ่งนี้คือวันที่ไม่แน่นอน จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด และอย่ายอมแพ้และท้อถอยกับโชคชะตาชีวิต เพราะในโลกใบนี้ยังมีทางสว่าง มีทางออกให้เราเสมอ

หนึ่งในตัวละครสำคัญจากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส คงหนีไม่พ้น ‘แม่มะลิ’ หรือ ‘มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ตองกีมาร์)’ หรือ ‘ท้าวทองกีบม้า’ ที่ได้เข้ารับราชการในพระราชวัง ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ดูแลอาหารหวานหลากหลายเมนู มารี กีมาร์ มีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ในตำแหน่ง “ท้าวทองกีบม้า” ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส จนได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย”

(แต่ก็มีกระแสคัดค้านในอีกมุมหนึ่ง บอกว่าขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปี ก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไป) ทำขนมต้อนรับราชทูตฝรั่งเศส ย้อนกลับมาที่เรื่องขนมไทย ว่ากันว่าท้าวทองกีบม้าเป็นต้นตำรับทำขนมไทย ประเภททองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เคยได้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศสที่มาเยือนในสมัยนั้น จนมีผู้ยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” ท้าวทองกีบม้า เป็นคนเคร่งศาสนา หลังการสมรส มารี กีมาร์ ก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติ ไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า

มารี กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า มีบุตรกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ด้วยกัน 2 คนคือ จอร์จ ฟอลคอน กับคอนสแตนติน ฟอลคอน แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ ช่วงชีวิตตกต่ำ แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเธอก็พลันดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสินประหารชีวิต

และริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ถูกส่งตัวเข้าวัง หลังจากที่สามีถูกประหารชีวิต ท้าวทองกีบม้าถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวัง ท้าวทองกีบม้าได้ประดิษฐ์ขนมขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา

ท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงตำรับเดิมของโปรตุเกส และนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในสยามเข้ามาผสมผสาน ซึ่งหลักๆ ได้แก่ มะพร้าว แป้งและน้ำตาล จนทำให้เกิดขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อย พระราชวังก็ได้ให้ความชื่นชมมากและถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ท้าวทองกีบม้า เมื่อเข้าไปรับราชการในพระราชวังได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด

โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย และเผยแพร่ไปทั่วจวบจนทุกวันนี้ ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น ได้แก่ ทองม้วน, กะหรี่ปั๊บ, ขนมหม้อแกง, ทองพลุ, ทองหยอด, ทองหยิบ, ฝอยทอง, ทองโปร่ง, สังขยา, ขนมผิง, สัมปันนี, ขนมขิง, ขนมไข่เต่า, ลูกชุบ

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here