เปิดแม่ค้าสาวสวย! สวมชุดเซ็กซี่ ‘ขายข้าวเกรียบว่าว’ ทำเอาชาวเน็ตต่างแชร์กดไลค์เป็นจำนวนมาก! (คลิป)

0
540
เปิดแม่ค้าสาวสวย! สวมชุดเซ็กซี่ ‘ขายข้าวเกรียบว่าว’ ทำเอาชาวเน็ตต่างแชร์กดไลค์เป็นจำนวนมาก! (คลิป)

เมื่อเฟซบุ๊คคุณ Narumon Yasachai ได้โพสต์คลิปเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นคลิปที่เจ้าตัวสวมชุดเซ็กซี่ เสื้อสีชมพู กางเกงขาสั้น นั่งอยู่หน้าเตาถ่าน กำลังปิ้งข้าวเกรียบว่าวร้อนๆ โดยแคปชั่นว่า “ข้าวเกรียบว่าวมั้ยคะ ทำใหม่ๆเลย🤗 ตั้งใจทำมากนะคะ 3เเผ่น 20 บาท” ปรากฏว่ามีชาวเน็ตแห่ไปกดไลก์กับคับคั่ง สำหรับ “ข้าวเกรียบว่าว” แผ่นข้าวสีขาวนวลย่างให้เหลืองพองกรอบ

ขนมขบเคี้ยวแสนอร่อยที่อยู่คู่ชาวไทยมานาน โดยคนเหนือเรียกว่า “ข้าวครวบ” “เข้าตวบ” หรือ “เข้าพอง” พี่น้องชาวอีสานเรียก “ข้าวโป่ง” หรือ “ข้าวเขียบ” ขณะที่คนใต้รู้จักกันในนาม “ข้าวเกรียบเหนียว” แม้ในอดีตข้าวเกรียบว่าวเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นของกินเล่นยอดฮิต ทว่าปัจจุบันความนิยมเริ่มซาไปเด็กรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนก็เริ่มหลงลืม เราจึงอยากชวนคุณรำลึกถึงของกินเล่นชนิดนี้

กันอีกสักครั้งโดยมี คุณวิรัตน ปานบุญ แม่ค้าข้าวเกรียบว่าวชาวสิงห์บุรี ผู้สืบทอดเทคนิคการทำข้าวเกรียบว่าวสูตรดั้งเดิมของชาวสิงห์บุรีจากคุณยาย มาเผยกรรมวิธีการทำข้าวเกรียบว่าวแบบครบถ้วนทุกขั้นตอน  ส่วนผสม (สำหรับ 28 แผ่นโดยประมาณ) เตรียม 20 นาที (ไม่รวมเวลาแช่ข้าว) ปรุง 1 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาตากแดด) ข้าวเหนียวดิบ 1-2 กิโลกรัม น้ำตาลปี๊บ 2 ขีด น้ำมันมะพร้าว 40 กรัม

ไข่เป็ดต้ม (เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง น้ำที่เหลือจากการแช่ข้าวทั้งหมด วิธีทำ แช่ข้าวเหนียวไว้หนึ่งคืนแล้วนำมานึ่งจนสุก จากนั้นตำข้าวเหนียวในครกมองหรือ ครกกระเดื่องจนข้าวนั้นเหนียวเป็นแป้ง ระหว่างที่ตำ ข้าวเหนียวนั้นจะต้องมีคนที่คอยคน ข้าวไม่ให้ติดครก โดยจะชุบมือลงในน้ำข้าวหม่าแล้วลูบไปบนเนื้อข้าวที่กำลังตำและผิว ขอบครก เพราะ จะทำให้ข้าวควบนั้นขึ้นฟูและไม่แตกร่วนเมื่อภิงไฟเสร็จแล้ว

เมื่อตำข้าว เหนียว จนเริ่มเป็นเนื้อแป้ง ก็ใช้น้ำอ้อยแคว่น(น้ำอ้อยที่ยังเป็นน้ำ แต่ในปัจจุบัน ไม่มีขาย แล้วก็จะนำน้ำอ้อยก้อนมาละลายน้ำก็ได้) ค่อยๆ เทผสมลงไป ทีละน้อยจนเป็นเนื้อเดียว กัน เนื้อข้าวควบที่ดีนั้นต้องขึ้นมันเงาไม่ติดครก ถือว่าใช้ได้ก็จะนำไปดึงหรือเรียกว่า “ชักข้าวควบ” ต่อไป ขั้นตอนการชักข้าวควบเป็นอีกขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลถึงการภิง

ไฟด้วย หากผู้ที่ชักข้าวควบเก่งเมื่อนำไปภิงไฟก็จะได้ข้าวควบที่ขยายตัวเป็นแผ่น ใหญ่ได้หลายเท่า แต่หากผู้ที่ชักไม่ชำนาญนักก็จะทำให้ได้ข้าวควบที่ไม่ขยายตัวและ มิหนำซ้ำยังจะแข็งเป็นจุดๆ ทานไม่อร่อย การชักข้าวควบนั้น ผู้ที่ชักข้าวควบจะแบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก พอประมาณ แล้วคลึงไปบนแผ่นรองซึ่งอาจจะเป็นใบตองหรือถาดสังกะสี ก็ได้ โดยจะนำน้ำมันหมู หรือน้ำมันพืชผสมกับไข่แดงต้มสุกมาทาแผ่นรองก่อน

แล้วจึงเริ่มแผ่แป้งออกไปจนได้ ขนาดที่ต้องการ โดยต้องระวัง ให้แผ่นข้าวควบนั้นมีความหนาสม่ำเสมอ ซึ่งขั้นตอน
นี้จะต้องใช้เทคนิค ค่อนข้างมาก คนที่ชักข้าวควบได้เก่งจึงเป็นที่รู้จักและเล่าลือกันไป ทั้งหมู่บ้าน ปกติแล้วการชักข้าวควบ นั้นจะชักให้เป็นแผ่นกลม ขนาดไม่ใหญ่มากนัก มี ความหนา พอประมาณ เมื่อชักข้าวควบเสร็จ ก็จะนำไปวางบนแผ่นคาแล้วนำไปตาก ในร่มจนเริ่มแข็งตัว ห้ามตากแดด

เพราะข้าวควบจะอ่อนนิ่มเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อข้าวควบ แข็งตัวได้ที่ก็เก็บซ้อนๆ กัน ห้ามเก็บใส่ถุงพลาสติกเพราะจะขึ้นราได้เพราะความชื้น การภิงข้าวควบจะแตกต่างจากไปจากการภิงข้าวแคบ กล่าวคือจะต้อง ใช้ไม้ไผ่ สานขัดแตะขนาดใหญ่พอที่จะวางพาดบนเตาไฟได้ โดยเตาไฟ นั้นอาจจะก่ออิฐสี่ด้าน สูงประมาณหนึ่งศอกแล้วก่อไฟข้างใน โดยจะต้องคุมความร้อนของถ่านให้ได้ความ ร้อนที่เหมาะสม

เพราะถ้าหาก ไฟร้อนน้อยไปข้าวควบก็จะไม่ขยายตัวเท่าที่ควร และหากไฟแรง เกินไปก็จะทำให้ข้าวควบนั้นไหม้เสียก่อน การชักข้าวควบนั้น ผู้ที่ชักข้าวควบจะแบ่งแป้งออกมาเป็นก้อนเล็ก พอประมาณ แล้วคลึงไปบนแผ่นรองซึ่งอาจจะเป็นใบตองหรือถาดสังกะสี ก็ได้ โดยจะนำน้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชผสมกับไข่แดงต้มสุกมาทาแผ่นรองก่อนแล้วจึงเริ่มแผ่แป้งออกไปจนได้ขนาดที่ต้องการ โดยต้องระวัง

ให้แผ่นข้าวควบนั้นมีความหนาสม่ำเสมอ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องใช้เทคนิค ค่อนข้างมาก คนที่ชักข้าวควบได้เก่งจึงเป็นที่รู้จักและเล่าลือกันไปทั้งหมู่บ้าน ปกติแล้วการชักข้าวควบ นั้นจะชักให้เป็นแผ่นกลม ขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีความหนา พอประมาณ เมื่อชักข้าวควบเสร็จ ก็จะนำไปวางบนแผ่นคาแล้วนำไปตากในร่มจนเริ่มแข็งตัว ห้ามตากแดด เพราะข้าวควบจะอ่อนนิ่มเหมือนขี้ผึ้ง เมื่อข้าวควบแข็งตัวได้ที่ก็เก็บซ้อนๆ กัน

ห้ามเก็บใส่ถุงพลาสติกเพราะจะขึ้นราได้เพราะความชื้น การภิงข้าวควบจะแตกต่างจากไปจากการภิงข้าวแคบ กล่าวคือจะต้อง ใช้ไม้ไผ่สานขัดแตะขนาดใหญ่พอที่จะวางพาดบนเตาไฟได้ โดยเตาไฟ นั้นอาจจะก่ออิฐสี่ด้าน สูงประมาณหนึ่งศอกแล้วก่อไฟข้างใน โดยจะต้องคุมความร้อนของถ่านให้ได้ความร้อนที่เหมาะสม เพราะถ้าหาก ไฟร้อนน้อยไปข้าวควบก็จะไม่ขยายตัวเท่าที่ควร และหากไฟแรง เกินไปก็จะทำให้ข้าวควบนั้นไหม้เสียก่อน

นับว่าสมัยนี้ขนมไทยโบราณกำลังจะหายไป อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยเรานั้นขึ้นชื่อเรื่องอาหารและขนมมาก เพราะทั้งอร่อยและหน้าตาสวยงามชวนให้รับประทาน ซึ่งมาจากความประณีตของคนไทยที่บรรจงคัดสรรในการทำอาหารและขนมเป็นอย่างมากจนชาวต่างชาติส่วนใหญ่ให้การยอมรับและต่างชื่นชมในรสชาติ แต่ในปัจจุบันอาหารและขนมไทยบางอย่างกำลังจะหายไป

เนื่องจากวัฒนธรรมได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไปคนรุ่นใหม่หันไปรับวัฒนธรรมทางตะวันตกมากขึ้น อาหารและขนมไทยจึงถูกลดความนิยมลงและทำให้อาหารและขนมไทยถูกจัดกลายเป็นของหายาก และหากินได้ยากกว่าเมื่อก่อนเยอะมากเลยทีเดียว ซึ่งขนมไทยบางอย่างก็แทบหาไม่ได้แล้ว จะเจอเฉพาะงานสำคัญๆ หนึ่งในนั้นคือ “ขนมไทยโบราณ” เป็นขนมไทยที่มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย

จึงเรียกกันว่า โบราณ ต่อท้าย โดยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งรูปร่างหน้าตา สีสัน รวมถึง รสชาติที่แตกต่างกันไป แต่ที่เหมือนกันคือมีความประณีตในขั้นตอนการทำ วันนี้ก็เลยจะหยิบขนมไทยโบราณบางชนิดที่หลายๆ คนอาจจะยังไม่เคยเห็นหรือว่าเคยเห็นเมื่อนานมากแล้วมาให้ได้รู้จักกัน ขนมตะลุ่ม หรือขนมหน้าสังขยา เป็นขนมไทยโบราณ ๆ คล้ายๆ กับขนมถ้วย จะมี สองส่วน คือส่วนตัวขนม ทำแป้งข้าวเจ้า

แป้งเท้ายายม่อม แป้งมันสำปะหลัง น้ำปูนใส และหางกะทิ นำไปนึ่งจนสุก ส่วนของตัวหน้า ได้แก่ หัวกะทิ ไข่ และน้ำตาล ใส่แป้งข้าวเจ้าเล็กน้อย แล้วเทลงบนตัวที่สุกแล้ว นำไปนึ่ง เวลาเสิร์ฟตัดเป็นสี่เหลี่ยมขนาดพอดีคำควรรับประทานพร้อมกันเพราะให้รสชาติที่หวาน มัน และมีกลิ่นหอมของกะทิยามรับประทานในคำเดียวกัน ขนมดอกโสน เป็นขนมไทยโบราณ

ที่ใช้ดอกโสนเป็นส่วนผสมหลักในการทำขนม ในสมัยก่อนในช่วงหน้าฝนจนถึงช่วงต้นฤดูหนาว คนในชุมชนจึงนิยมทำขนมดอกโสนเพราะหาวัตถุดิบจากแหล่งธรรมชาติได้ง่าย ประกอบกับมีวิธีการทำที่ไม่ยุ่งยาก จึงมีการทำขนมดอกโสนในชุมชนกันอย่างแผ่หลายในสมัยโบราณ ขนมสามเกลอ เป็นขนมที่แสดงถึงความสามัคคี และไม่มีวันพรากจากกัน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นไส้ที่ทำจากน้ำตาลมะพร้าว

มะพร้าวขูด และงา แล้วเอามาหุ้มด้วยแป้งข้าวเหนียว ส่วนที่สอง ทำจากไข่ไก่ (อาจจะใส่สีผสมอาหารด้วย เพื่อเพิ่มความสวยงาม) ที่นำมาโรยบนกระทะเป็นแผ่นบางๆ เพื่อนำมาห่อตัวขนม ขนมบุหลันดั้นเมฆ คล้ายขนมน้ำดอกไม้ ตัวขนมจะมีสีฟ้าหรือน้ำเงินที่เปรียบเสมือนตอนกลางกลางคืน และมีใจกลางเป็นสีเหลืองนวลแทนพระจันทร์ที่อยู่กลางท้องฟ้าในตอนนั้น เป็นขนมชาววัง มี 2 ส่วน

คือ ส่วนตัวขนม ทำจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน น้ำดอกอัญชัน น้ำตาลทราย หยอดลงบนถ้วยตะไล เมื่อนำไปนึ่งตรงกลางจะบุ๋มลงไป ส่วนตัวหน้าขนม ประกอบด้วย ไข่ กะทิ น้ำตาลมะพร้าว และนำไปนึ่งต่อจนสุก ขนมหยกมณี มีสีเขียวใสแบบหินแก้ว แต่เมื่อรับประทานแล้วก็จะรู้สึกถึงความนุ่มเหนียว มีรสหอมของใบเตย และรสเค็ม ๆ มัน ๆ ของมะพร้าว มักทำจากสาคูเม็ดเล็กกวนกับน้ำและน้ำตาล

รับประทานคู่กับมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย แต่เดิมนิยมใช้สีเขียวจากใบเตย จึงเรียกว่า ขนมหยกมณี ปัจจุบันมีการปรุงแต่งสีต่าง ๆ เช่น สีชมพู สีม่วง สีเหลือง เป็นต้น ถ้ามีหลายสีอาจใช้ชื่อเรียกตามสีที่ใส่หรือตั้งชื่อให้ไพเราะยิ่งขึ้น และหาทานได้ไม่ยากนักตามตลาดนัดชื่อดังหลายแห่ง ขนมจ่ามงกุฎ มีขั้นตอนในการทำสลับซับซ้อน นิยมทำกันเพื่อใช้ประกอบพิธีการที่สำคัญจริงๆ สมัยโบราณจัดเป็นขนมในราชสำนักเป็นเครื่องเสวย

Processed with VSCOcam with acg preset

ขนมทองเอกในสมัยโบราณนั้นได้มีการนำทองคำเปลวมาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ มาประดับไว้ด้านบนเป็นขนมในตระกูลที่มีชื่อว่าทอง (ทองเอก ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง) เป็นขนมที่มีลักษณะสง่างาม และโดดเด่นกว่าขนมชนิดอื่น ขนมทองเอกนั้นเป็นขนม 1 ใน 9 ชนิดที่ถูกเรียกว่าขนมมงคล ซึ่งจะใช้ในการนำไปประกอบเครื่องคาวหวานเพื่อถวายพระในงานมงคลต่างๆ

ขนมไทยถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างชัดเจนทางวัฒนธรรมประจำชาติไทย มีวิธีการที่แสนจะยุ่งยากซึ่งแต่ละชิ้นจะได้มาก็สุดแสนจะประณีต ทำให้ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในเมืองไทยต่างก็รู้สึกประทับใจในความคิดของคนไทยไม่ใช่เฉพาะโบราณสถานหรือวัดวาอารามที่น่าสนใจแต่ขนมไทยนั้นยังเป็นสิ่งสำคัญในการแสดงถึงความเป็นไทย ตั้งแต่สมัยอดีตกาลประเทศไทยได้ส่งเสริมการค้าขายซึ่งกันและกันมาโดยตลอด

ทำให้เกิดวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนการกินร่วมไปด้วย ในสมัยต่อๆมาประเทศไทยก็ได้มีการดัดแปลงให้เหมาะกับสภาพท้องถิ่น ตลอดจนการบริโภคนิสัยแบบไทย “จนทำให้คนรุ่นหลังแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือขนมไทยแท้ และอะไรที่ดัดแปลงมาจากวัฒนธรรมอื่น ขนมไทยนั้นได้เริ่มเกิดขึ้นในสมัยสุโขทัยมีการค้าขายซึ่งกันและกัน ไปจนถึงวัฒนธรรมการกินร่วมไปด้วย ในสมัยอยุธยาและรัตนโกสินทร์ประเทศไทย

ได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ ไทยได้รับวัฒนธรรมทางด้านอาหารของชาติต่างๆมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้นๆ จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้รับวัฒนธรรมด้านการกินจากการแลกเปลี่ยนและเจริญสัมพันธไมตรีไปจนถึงวิถีชีวิตการเป็นอยู่ของประเทศต่างๆโดยเฉพาะการบริโภค จนทำให้คนรุ่นหลังไม่สามารถรับรู้แน่นชัดได้ว่าอะไร คือ ขนมที่เป็นไทยแท้ๆและอะไรที่ได้รับจากวัฒนธรรมอื่น

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here