แจ่มมาก!! ส่อง“แฟนสาว” นักร้องชื่อดัง “โบ๊ท DR.Fuu” หุ่นเป๊ะเซ็กซี่เว่อร์ บอกเลยดีกรีไม่ธรรมดา! (ชมภาพ)

0
350
แจ่มมาก!! ส่อง“แฟนสาว” นักร้องชื่อดัง “โบ๊ท DR.Fuu” หุ่นเป๊ะเซ็กซี่เว่อร์ บอกเลยดีกรีไม่ธรรมดา! (ชมภาพ)

บอกเลยว่างานนี้ทำเอาแฟนๆถึงกับอึ้งทึ่งไปตามๆกัน เรียกว่าเขาเป็นนักร้องชื่อดังที่หลายคนคงจะรู้จักกันทั่วประเทศอยู่เเล้ว สำหรับ “โบ๊ท Dr.Fuu” วงดนตรีอินดี้ร็อค นักร้องหนุ่มขวัญใจสาวๆ เเต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้!!! ว่า “โบ๊ท Dr.Fuu” มีสาวคนรู้ใจเเล้ว!! เเถมเธอยังมีดีกรีไม่ธรรมดาอีกด้วย เชื่อเลยว่าต้องเป็นที่ถูกสเปคของหนุ่มๆ ทั้งประเทศอย่างแน่ๆ เพราะเธอนั้นทั้งสวยเเละหุ่นเเซ่บเว่อร์

ซึ่งเเฟนสาวของเธอก็คือ “นิวนิว เอวเด้ง” นั่นเอง ซึ่งแฟนสาวของเขา “นิวนิว เอวเด้ง” นั้นมีเป็นถึงเจ้าของตำแหน่ง แชมป์โคโยตี้ประเทศไทย ปี 2012 เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาจริงๆ ชีวิต…เอวเด้ง! นิวนิว – ชไมพร แชมป์โคโยตี้ประเทศไทย เธอได้เล่าว่า  เธอเริ่มเต้นด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น ขยับร่างกายท่วงท่าตามทำนองดนตรี ตามจังหวะเร้าของเสียงเพลง ท่ามกลางแสงไฟที่ลามเลียและสายตาที่จับจ้องเรือนร่าง

- Advertisement -

และท่วงท่าของเธอสร้างอารมณ์ปลุกเร้าดึงดูดจนยากจะเดินหนี ยากจะถอนสายตาออกห่าง หากแต่ความงดงามนี้กลับมิได้ถูกมองอย่างเป็นสุนทรียะ มิได้ถูกมองอย่างเป็นศิลปะหรือยกย่องให้คุณค่า ตรงกับข้ามมันกลับเป็นความฉาวคาวโลกีย์ที่ในบางครั้งกลับถูกมองถึงขั้นว่าเป็นอาชีพที่ต่ำกว่า…เราอาจบอกได้ว่า “โคโยตี้” มิใช่อาชีพที่ได้รับการยอมรับมากนักในสังคมไทย แต่กับ “นิวนิว – ชไมพร บุญไสย์”

แชมป์โคโยตี้ประเทศไทย ท่ามกลางเด็กที่ฝันอยากเป็นหมอ คุณครู พยาบาล เธอฝันอยากเป็น โคโยตี้ “จำความได้ก็เต้นได้แล้วคะ โตมากับเสียงเพลง ร้องเพลง เต้นกับที่บ้านมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ แล้ว” เธอเอ่ยถึงจุดเริ่มต้น จากพื้นฐานครอบครัวนักดนตรีลูกทุ่งอีสาน เธอเติบโตมาพร้อมกับท่วงทำนองและการทำงานรับงานคอนเสิร์ต โชว์รื่นเริงเดินสายตามต่างจังหวัด เมื่ออายุครบ 15 ปี

เธอผันตัวมารับงานโคโยตี้ พัฒนาตัวเองและก่อร่างสร้างเป็นวงดนตรีในชื่อ “ทีมงาน เอวเด้ง” ที่มีโคโยตี้รวมตัวกันอยู่ถึง 10 คน  หลังจากเธอกลายเป็นกระแส เป็นที่รู้จัก ทีมงาน M- lite นัดพูดคุยกับเธอ หลังตารางนัดหมายที่เน้นขนัด ความฝันวัยเด็ก ความสุขของชีวิต การต่อสู้แข่งขันในวงการโคโยตี้ กระทั่งคำขู่จากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น จนได้แชมป์ระดับประเทศ เธอมาไกลเกินกว่าที่คิดไว้

อาจไม่ใช่เรื่องราวชีวิตงดงาม เป็นชีวิตที่วูบไหวท่ามกลางค่ำคืน หากแต่ก็เต็มไปด้วยสีสันงดงามแปลกตา ยากที่คนธรรมดาจะจินตนาการถึง  ฝันอยากเป็นโคโยตี้  “สมัยเด็กๆ ครูถามว่าทุกคนฝันอยากเป็นอะไร เพื่อนๆ ก็ตอบหมอ ทหาร พยาบาล คุณครูก็มี แต่หนูฝันอยากเป็นโคโยตี้คะ” น้ำเสียงเปี่ยมความสุขของเธอสะท้อนความจริงใจต่อความฝันวัยเด็กอย่างชัดเจน มันคือฝันวัยเด็กไร้เดียงสา

ที่ไม่คิดอะไรมาก ไปกว่าอยากแต่งตัวสวยๆ มีผู้คนห้อมล้อมยอมรับชื่นชม หากย้อนกลับไปวัยเด็ก เธอถือเป็นเด็กที่เด่นด้านกิจกรรม มักจะเป็นคนที่ได้ร้องเพลงชาติ และเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดร้องเพลงมากมาย “เสียงไม่เท่าไหร่หรอกเน้นลีลาไว้ก่อน (หัวเราะ) ได้จากทั้งพ่อแม่ค่ะ ปลูกฝังให้เน้นลีลา การแสดงออก” พ่อของเธอเป็นนักดนตรีครบเครื่องที่เล่นดนตรีได้ทุกแนว เล่นเครื่องดนตรีได้หลายประเภททั้งกีตาร์

กลองและถนัดเครื่องดนตรีอีสานเป็นพิเศษ ขณะที่แม่เป็นนักร้องเก่าที่เกษียณตัวเองแล้ว พื้นฐานตรงนี้ดูจะขัดกับภาพความเป็นโคโยตี้ที่ขายความสวยงามเพียงเรือนร่างเท่านั้น “เล่นดนตรีได้เป็นบางอย่าง แต่ตอนนี้ลืมหมดแล้วเพราะไม่ได้เล่นนานแล้ว มาเน้นเต้นร้องตั้งแต่อายุ 15 คือตั้งแต่อายุ 15 หนูไม่ได้ขอเงินพ่อแม่แล้วคะ อยากได้อะไรก็เก็บเงินซื้อเอง” หลังยุคสมัยอันโชติช่วงของวงดนตรีอีสาน “ร็อกลำโขง”

คือชื่อวงดนตรีของพ่อที่เดินสายเล่นดนตรีไปทั่วประเทศ ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคสมัยแห่งโคโยตี้โชว์ เธอในวัย 15 ปีได้รับคำแนะนำจากพ่อให้ลองรับงานโคโยตี้ดู จากแดนเซอร์วงดนตรีลูกทุ่งสู่การเป็นโคโยตี้ตามที่เธอฝัน และเธอเริ่มต้นด้วยความเป็นเด็กไม่คิดอะไรมาก คิดแต่เพียงว่าเป็นอาชีพที่สนุก ได้แต่งตัวสวย ได้เต้นและได้เงินค่าจ้าง
“พ่อแม่หนูรับงานเดินสายทำวงดนตรีมาหลายสิบปีแล้ว

ทำงานอยู่ในวงการมานานเขารู้ว่าวงการนี้มันเป็นยังไง หนูโตมากับวงดนตรี หัดร้องหัดเต้นมาตั้งแต่เด็กๆ คือจำความได้ก็ร้องเพลงได้แล้ว” หลังรับงานโคโยตี้ในชื่อทีมงานเอวเด้ง เธอก็รับงานได้หลากหลายมากขึ้น และเพียง 2 ปีหลังจากนั้นแดนเซอร์ก็หมดความนิยม และถูกแทนที่ด้วยโคโยตี้แทบทั้งหมด ทีมงานของเธอรับงานแทบทุกอย่างตั้งแต่เต้นโคโยตี้ตามงานเครื่องเสียง

งานโชว์บนเวทีกับดีเจ หรือวงดนตรี เป็นพริตตี้ตามงานโชว์รถ กระทั่งถ่ายแบบจนถึงงานแห่นาค โดยเธอเป็นคนดูแลจัดการรับงานทั้งหมดและมีทีมโคโยตี้ประจำการอยู่ 10 คนด้วยกัน ครั้งแรกที่เธอรับงานนั้น ได้ค่าแรงเพียง 700 บาทเท่านั้น แต่ก็ทำให้เธอรู้สึกดีใจ และไม่ได้มีความรู้สึกประหม่าหรือเขินอายแต่อย่างใดกับการเต้นเซ็กซี่ และสายตาของผู้คนที่มองเธอ ยิ่งคนเยอะกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกมั่นใจขึ้นด้วยซ้ำ

“คนดูเยอะไม่เขินค่ะ ถ้าน้อยจะเขินมากกว่า ทำไมไม่มีคนมาดูเรา เราไม่ดีเหรอ ไม่สวยเหรอ หรือเราเต้นไม่ดี(หัวเราะ) แต่ถ้าคนมาดูเราเยอะ เรายิ่งมั่นใจ เฮ่ย! มีคนมาดูเยอะ เขาต้องชอบเราแน่ๆ อาจจะเพราะว่า หนูร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กด้วย ขึ้นเวทีกับวงใหญ่ๆ ก็เลยชิน เหมือนพ่อแม่ก็ปลูกฝังเรื่องการแสดงออกที่โรงเรียนมาตลอด” โดยที่มาของการพัฒนาการเต้นของเธอหาใช่การเข้าฝึกเรียน

ในสถาบันด้านการเต้นแต่อย่างใด หากแต่เป็นวิธีบ้านๆ เพียงไปยืนดูตามร้านขายแผ่นซีดีโคโยตี้ตามตลาดนัด  “หนูดูตามแผ่นที่เขาขายตามตลาดนัด แผ่นโคโยตี้อะไรแบบนี้ แต่ก่อนหนูก็เหมือนไม่ค่อยจะมืออาชีพสักเท่าไหร่ เต้นไม่สวยเหมือนเขา ก็มาดูแล้วค่อยๆ เก็บรายละเอียด พอเราโตขึ้นก็เริ่มทำงานหลายปีเราก็เริ่มเก่งขึ้นๆ เริ่มเจนเวทีมากขึ้น” แต่เส้นทางชีวิตโคโยตี้นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ใช่ว่าลุกขึ้นสลัดผ้าเต้นแล้วจะประสบความสำเร็จได้ ยิ่งความต้องการโคโยตี้มากขึ้น เด็กๆ รุ่นใหม่ก็ยิ่งรวมตัวตั้งเป็นทีมโคโยตี้แข่งกันมากขึ้น ดุเดือดมากขึ้น แน่นอนว่า ไม่ใช่สิ่งที่จะรับรู้ได้จากโลกภายนอกนัก หากไม่ได้อยู่ในวงการนี้
ในโลกของโคโยตี้  ชื่อเรียกอาชีพ “โคโยตี้” ที่มีมาจากภาพยนตร์เรื่อง coyote ugly ที่เนื้อหาเล่าถึงชีวิตสาวบาร์เต้นรำ โดยรากเดิมนั้นมาจากภาษาสเปนที่คำว่า coyote

หมายถึงสุนัขร้องเพลง ถูกนำมาใช้เป็นคำสแลงในภาษาอังกฤษว่า coyote ugly ซึ่งหมายความถึงคนที่น่าเกลียด ใช้กับเหตุการณ์เมื่อผู้ชายหรือหญิงสาวร่วมหลับนอนข้ามคืนกับคนที่เพิ่งพบกันและได้รู้ว่า หน้าตาของอีกฝ่ายนั้นน่าเกลียดจนอยากจะตัดแขนตัดขาหนีสุดชีวิตคล้ายพฤติกรรมของหมาป่าไคโยตี้ที่ติดกับดัก โดยในประเทศไทยโคโยตี้มีนิยามความหมายถึง ผู้หญิงที่ยึดอาชีพเต้นในผับบาร์ด้วยท่วงท่าเซ็กซี่

แต่จนถึงตอนนี้โคโยตี้ก่อร่างสร้างนิยามไปไกลกว่านักเต้นในผับบาร์ แต่ก็ยังไม่ได้สลัดหลุดจากความโป้เปลือย ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นกับวงการโคโยตี้ที่ขยายตัว ด้านหนึ่งก็เปลี่ยนแปลงชีวิตเธอไปโดยสิ้นเชิง “กว่าจะประสบความสำเร็จมันก็ต้องใช้เวลานานหลายปี ตอนแรกหนูก็สักแต่ว่าจะเต้น เต้นไปเด็กๆ 2 – 3 ปี หนึ่งเดือนมีงานครั้งสองครั้งจะตื่นเต้นมาก โทร.หากันวันนี้มีงานนะ เต้นหน้ากระจก คือนานๆ ทีจะมีงาน

ช่วงนั้นก็ยังไปร้องเพลงกับพ่อ นานๆทีถึงจะได้งานโคโยตี้” เธอมองว่า ก่อนหน้านี้เธอเองก็ยังเป็นเด็กๆ ยังไม่สวย ยังเป็นแค่เด็กกะโปโลจนคนไม่อยากจ้างงาน จนเธอบังเอิญไปเห็นการรับสมัครประกวดโคโยตี้ประเทศไทยซึ่งมีเงินรางวัลสูงถึงหนึ่งแสนบาท เธอคิดเพียงแต่เรื่องเงิน แต่แล้วเธอก็ต้องตกรอบและกลับมาฝึกฝนตัวเองเพื่อก้าวไปให้ไกลกว่าเดิมในเส้นทางนี้ เซ็กซี่ไม่อุจาด…งานมาเต็ม จุดขายของโคโยตี้แน่นอนว่าต้องอยู่ที่การเต้น

ลีลาท่วงท่าที่เซ็กซี่คือสิ่งที่ทุกคนนึกถึง แต่เซ็กซี่ก็มีเส้นแบ่งกับคำว่า อุจาดจนถึงอนาจาร และมันเป็นเส้นแบ่งจากยากจะให้ใครมาขีดเส้น ยิ่งเซ็กซี่เป็นร้อนแรงยิ่งเป็นกระแสให้คนพูดถึง ในมุมมองของเธอ โคโยตี้เด็กๆ เกิดใหม่เต้นแรงขึ้นจนน่าตกใจ “พวกรุ่นเกิดใหม่จะเต้นกันแหกอ้ามาก เหมือนให้คนมาถ่ายคลิป แล้วก็บอกว่า พวกพี่เต้นกันได้แค่นี้เหรอ คือแต่ก่อนก็เคยเต้นแบบนี้แต่มันดูไม่ดี ไม่มีระดับ มันดูอุจาด

พอถึงระดับนึงเราเต้นแล้วเราเน้นการแสดง เต้นให้คนสนุกไม่ให้คนมาถ่ายตรงนั้นอ้า ตรงนี้อ้า “พวกหนูเต้นกันไม่น่าเกลียดเกิน มันก็ออกทีวีได้ อย่างจ๊ะ คันหูจริงๆ ถือว่าเป็นจุดขายของเขา ถ้าไม่เต้นแรงแบบนั้นคนก็ไม่สนใจ ไม่เป็นที่พูดถึง แต่มันต้องไม่น่าเกลียดเกินไป” ตลอดระยะ 8 ปีในวงการโคโยตี้ เธอพบความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง จากที่มีทีมโคโยตี้อยู่น้อย และมักจะโคโยตี้รับงานตามผับตามบาร์

ถึงยุคนี้กลับมีทีมโคโยตี้เพิ่มจำนวนมากขึ้น  “แต่เรื่องแบบนี้ใครดีใครได้ หนูทำงานมาไม่เคยบอก หนูต้องค่าตัวเท่านี้ๆ ใครเคยมีพระคุณบางทีงานช่วยงานฟรียังไปเลย ทิ้งงานได้ตังค์ไปให้คนที่เขาเคยจ้างเคยให้โอกาสหนูแรกๆ” จุดขายของทีมงานเธอนั้น นอกจากท่าเอวเด้งอันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ความเป็นกันเองหลังลงจากเวทีก็ถือเป็นอีกจุดขายด้วยเช่นกัน “ก็คือทีมงานเอวเด้ง เป็นเหมือนพวกเราจะมีท่าประจำทีมงานของเราคือเด้งน่ะคะ

ที่ไม่เหมือนโคโยตี้คนอื่น คนอื่นอาจจะเลื้อยบ้าง แต่เราหลากหลายสไตล์มีทั้งมัน ทั้งเซ็กซี่ แต่ถ้าเกิดที่เราเน้นคือเด้งๆ ประมาณนี้ คนดูก็จะชอบสนุกกับเรา ถ้าจ่ายพวกหนูรับรองไม่ผิดหวัง เอ็นเตอร์เทนเก่งทุกคน ไม่หยิ่ง คุยได้ อ้อนได้ นั่งคุยกันได้สนุกสนาน” และแต่ละงานจะไม่เกิน 3 – 4 ชั่วโมง หากเป็นช่วงปีใหม่อาจโชว์ได้เพียงที่ละ 1 ชั่วโมงและต้องวิ่งข้ามจังหวัดไปโชว์ต่อ ช่วงปีใหม่ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม

ถึงต้นเดือนมกราคมถือเป็นช่วงกอบโกยที่ตารางของเธอแน่นเอี๊ยด “ทุกที่ต้องการโคโยตี้คะ ช่วงนั้นจะวันละ 2 – 3 งาน และคืนวันปีใหม่เคาท์ดาวน์วันเดียวจะวิ่งเกือบ 10 งาน งานละ 1 ชั่วโมงเท่านั้น คือแทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน แต่งตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าบนรถเลย” ชีวิตการแสดงโชว์ของเหล่าโคโยตี้จึงแทบไม่ต่างจากทัวร์คอนเสิร์ตต่างจังหวัดของศิลปินนักร้อง มันเป็นงานเดียวกันกับที่พ่อแม่ของเธอทำมาก่อน

เพียงแต่เป็นการให้ความบันเทิงที่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น ชีวิตธรรมดาชีวิตโคโยตี้อาจเป็นชีวิตที่ดูโลดโผน แต่แท้จริงแล้วก็คล้ายชีวิตคนปกติที่มีความฝัน ในมุมของเธอ ความฝันอยากเป็นโคโยตี้ก็ทำได้สำเร็จ มีเงินเพียงพอส่งเสียตัวเองเรียนตั้งแต่อายุ 15 ส่งเสียน้องสาวเรียนแบ่งเบาภาระครอบครัว ถึงตอนนี้เธอรู้สึกพอใจกับชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมดแล้ว ทั้งนี้ นอกเวทีชีวิตปกติในช่วงกลางวัน

เธอยังเรียนระดับปริญญาตรีด้านการตลาดอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง และแทบจะไม่แต่งตัวมากมายนัก เพราะต้องแต่งในเวลาทำงานอย่างมากล้นเกินพอแล้ว “มันแต่งหน้าแต่งตัวกันทุกวันจนไม่อยากจะแต่งแล้ว เดินห้างอย่างนี้เสื้อยืดกางเกงคือมันเหนื่อยที่จะแต่งอยากพักบ้าง พักหน้าบ้าง พักการแต่งตัวบ้าง เห็นพวกหนูอย่างนี้ไปเที่ยวอาจจะไม่แต่งวับๆแวมๆเลย อาจจะเปลี่ยนเป็นอีกแนวเลย”

เสียงเพลงเร่งเร้าจังหวะตื๊ดยิ่งเป็นสิ่งที่เธอหนีห่าง เพราะต้องเจอในแทบทุกคืนอยู่แล้ว เดือนละครั้ง 2 ครั้งเป็นอย่างมากที่จะเธอจะได้ไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน เพราะแต่เรียนและทำงานก็เอาเวลาชีวิตของเธอไปหมดแล้ว เรียนเช้า ทำงานค่ำมืดกลับถึงบ้านตี 1 เข้านอนและไปเรียนในเช้าอีกวันถัดมา “หนูรับผิดชอบค่าน้ำ – ค่าไฟและค่าเทอม – ค่าหอน้องตอนนี้ก็ใกล้จะจบแล้ว หนูเต้นโคโยตี้เก็บเงิน

แบ่งเบาภาระครอบครัวเท่าที่เราจะทำได้” แต่ชีวิตทุกคนใช่ว่าจะสมบูรณ์การปลีกตัวมาทำงานโคโยตี้ทุกคืนทำให้ผลการเรียนของเธอไม่ดีนัก และไม่รู้ว่าเธอจะจบได้หรือไม่ “งานเยอะอย่างนี้เราก็เลือกเงินไว้ก่อน อาจารย์โทร.มาตามบ้างแต่หนูก็ไม่คิดอะไรก็ไปเรื่อยๆ เอาเวลามาเก็บเงินตรงนี้เพราะตอนนี้มันเป็นหน้ากอบโกยของหนู เรากอบโกยได้ก็ทำไปก่อน อาชีพตรงนี้มันทำไปตลอดชีวิตไม่ได้ มันถึงต้องรีบทำ

อาจจะได้อีกสัก 2 ปี ถ้ายังไม่แก่มากก็ 3 ปีก็คงต้องเก็บเงิน หาธุรกิจทำเป็นของตัวเอง แต่ไม่แน่ถ้าไม่เหนื่อยมาก มีเด็กรุ่นใหม่ๆ มา หนูอาจจะเลิกเต้น ทำธุรกิจส่วนตัวแล้วรับงานให้พวกน้องๆแทน” ถึงตอนนี้อาชีพโคโยตี้สำหรับเธอจึงไม่ใช่อาชีพที่จะทำไปได้ตลอด หญิงสาวต่างผลัดเวียนเปลี่ยนหน้ากันมาทำและออกจากวงการไป สำหรับบางคนมันเป็นแค่อาชีพหนึ่งที่เงินดี และใช้เวลาไม่นาน สามารถทำระหว่างเรียนไปด้วยได้เท่านั้น

“บางคนในทีมหนูตอนนี้เรียนกฎหมาย ไม่น่าเป็นไปได้ใช่มั้ย? บางคนเขายังเรียนอยู่แต่มาทำงานโคโยตี้เพราะ เขาชอบการเต้นและโคโยตี้มันหาเงินได้ง่าย เราไม่ต้องเข้าทำงานโรงงาน 8 โมงเลิก 5 โมง ทำแบบนั้นเราจะเอาเวลาที่ไหนไปเรียน แล้วค่าแรงขั้นต่ำ 300 มันก็ยาก โคโยตี้มันง่ายที่สุดแล้วถ้ามีหน้าตาเป็นพื้นฐานเขาถึงอยากมาเป็นตรงนี้” โคโยตี้สำหรับเธอจึงเป็นอาชีพหนึ่ง เป็นความฝันวัยเด็ก

truststoreonline

 

 

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here