สวยเป๊ะแซ่บขึ้นทันตา! ‘หนูเล็กก่อนบ่าย’ จัดเต็ม’ ใส่วันพีซ’ สุดเซ็กซี่ที่หัวหิน ชาวเน็ตเทียบสวยเหมือน “ญาญ่า”! (ชมภาพ)

0
60
สวยเป๊ะแซ่บขึ้นทันตา! ‘หนูเล็กก่อนบ่าย’ จัดเต็ม’ ใส่วันพีซ’ สุดเซ็กซี่ที่หัวหิน ชาวเน็ตเทียบสวยเหมือน “ญาญ่า”! (ชมภาพ)

หนูเล็ก ก่อนบ่าย “ภัทรวดี ปิ่นทอง”นางเอกสวยได้ ตลกสาวก็สวยดี เป็นอีกคนที่พอจับต่างตัวแล้วก็สวยน่ารักไม่เบา ล่าสุดทำเอาขยี้ตาแรง เพราะไม่ค่อยได้เห็นตลกสาวมากความสามารถ ‘หนูเล็ก ก่อนบ่าย’ ในมุมนี้บ่อยนัก ล่าสุดได้โอกาสไปพักผ่อนที่ริมทะเลหัวหินกับสามีสุดที่รัก งานนี้เจ้าตัวเลยจัดเต็มขอใส่วันพีซแซ่บๆ โพสต์ภาพอัพลงโซเชี่ยลฝากแฟนๆ แซ่บเว่อร์ขนาดนี้ เชื่อเลยว่าแต่งงานแล้วเซ็กซี่ได้

หนูเล็ก ก่อนบ่าย ในความคม เข้ม และมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เบื้องหน้ารอยยิ้มและเสียงหัวเราะ อันเกิดจากความฮาของเหล่าตลกมืออาชีพรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด หนึ่งในนั้นมีสาวน้อยหน้าใหม่ ที่วันนี้เธอได้แจ้งเกิดเป็นตลกหญิงดาวรุ่ง…หลายคนจำเธอได้จากน้ำเสียงและ สำเนียงภาษา(ใต้)ที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงมุขตลกที่ฝืดบ้าง ขำบ้าง ระคนกันไป แต่เบื้องหลังชีวิตของตลกหญิงคนนี้

ไม่ได้ดูสนุกสนานเหมือนรอยยิ้มบนใบหน้าของเธออย่างที่เราเห็นเลยสักนิด ซึ่งก่อนที่จะมาไกลขนาดนี้ หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ หรือชื่อจริงว่า เพ็ญศรี ปิ่นทอง สาวผู้สร้างความฮาที่เรากำลังเอ่ยถึง ต้องยอมรับว่าในระยะหลังมานี้ กระแสของเธอมาแรงตีตื้นไม่แพ้ตลกรุ่นพี่ ๆ เพราะความมีเอกลักษณ์ที่ทำให้หลายคนจำเธอได้ไม่ยาก ประกอบกับความสามารถในการแสดง ทำให้เธอมีงานเข้า ทั้งหนัง และละคร

ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้บัญญัติวลีฮิต “ไม่เห็นจะยากเลย ก่าก๊ะ” จนติดปากติดหูผู้ชมละคร “สะใภ้เจ้าสัว” กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง “คือคำว่า ก่าก๊ะ มาจากคำว่า นะคะ แต่พูดให้มันแปลกออกไป เพราะพี่เป็ด เชิญยิ้ม เคยบอกไว้ว่า ถ้าพูดให้น่ารำคาญหรือมีเอกลักษณ์ คนดูก็จะจำเราได้” หนูเล็ก เล่าถึงที่มาของประโยคฮิตประจำตัวเธอ หนูเล็ก ก่อนบ่าย เล่าว่า เดิมตนเป็นคนจังหวัดสงขลา บ้านเกิดอยู่ที่ อ.กระแสสินธุ์

เป็นลูกสาวคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน ครอบครัวฐานะยากจน ทำให้เธอต้องส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย โดยทำงานพาร์ทไทม์หลังจากเลิกเรียน ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงละ 25 บาท รวมรายได้ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 100 บาท เมื่อหักลบค่าเดินทาง 30 บาท เธอจะเหลือเงิน 70 บาทที่เก็บไว้กินไว้ใช้ ส่วนเงินกู้เรียนจะแบ่งไว้เป็นค่าหอพักที่ออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งกับเพื่อน ด้วยรายได้จากน้ำพักน้ำแรงอันน้อยนิด

ทำให้อาหารการกินของ หนูเล็ก ก่อนบ่าย ไม่ได้กิน อิ่มครบมื้อ หรือถูกหลักโภชนาการเช่นเพื่อนคนอื่น ๆ โดยเธอยอมรับว่า ช่วงชีวิตของการเรียนมหาวิทยาลัย กว่า 2 ปีเต็มที่ท้องของเธอได้รับแต่ข้าวกับไข่เจียวเป็นอาหารหลัก จะกินดีบ้างบางมื้อก็คืออาหารจำพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวอะไรทำนอง นั้น “หนูทำงานมีรายได้ก็จริง แต่เราก็มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องกับการศึกษาบ้าง ทำให้บางครั้งเงินก็ไม่พอ

เราก็อดมื้อกินมื้อ อย่างช่วงพักกลางวันเรียนเสร็จ มีเงินอยู่ 50 บาท ต้องเก็บไว้เป็นค่ารถไปทำงาน 30 บาท เราก็เลยบอกเพื่อนว่า ลืมหนังสือไว้ที่ห้อง เดี๋ยวเดินกลับไปเอาก่อน ให้เพื่อนกินข้าวกันได้เลย ไม่ต้องรอ คือเราไม่มีเงินพอที่จะกินข้าว แล้วก็ไม่อยากรบกวนเพื่อนด้วย เพราะเรารู้ว่าเขาก็ลำบากเหมือนกัน” ทุกครั้งที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน และบางคราวที่ น้อยเนื้อต่ำใจในโชคชะตา

ชีวิต หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ จะมีที่พึ่งเป็นรูปของพ่อกับแม่ ซึ่งเธอนำติดตัวมาด้วย เพื่อสร้างกำลังใจ และคลายความคิดถึงท่านทั้งสอง โดย หนูเล็ก บอกว่า ตั้งแต่มาอยู่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว เธอไม่เคยมีความสุขเท่าอยู่บ้านเลย แต่ก็ไม่เคยท้อ และเธอจะถาม(รูป)พ่อและแม่ก่อนกินข้าวทุกครั้งว่า…พ่อกับแม่กินข้าวหรือยัง กินกับอะไร หนูกินข้าวแล้วนะ กินข้าวกับไข่เจียวอีกแล้ว แต่ไม่เป็นไร มันอร่อย ส่วนจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามา

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ก่อนบ่ายคลายเครียด นั้น หนูเล็ก เล่าว่า เริ่มจากการที่เธอเห็น เป็ด เชิญยิ้ม ประกาศเปิดรับสมัครค้นคว้าหาดาวตลกผ่านทางรายการทีวี ทำให้จุดประกายความฝันที่เธอชอบร้องเพลง ชอบด้านตลกมาตั้งแต่ เด็กๆ และเธอก็ตัดสินใจเข้าร่วมประกวดโครงการดังกล่าว แม้ว่าจะไม่มั่นใจในหน้าตาของตัวเองเลยก็ตาม “ตอนไปประกวดเขาบอกให้ใช้ความสามารถ

ทางวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองมาประกวด เราก็เลยใส่ชุดมโนห์รามาเต็มที่เลย แต่พอพี่เป็ด บอกให้รำมโนห์ราให้ดู หนูก็บอกว่ารำไม่ได้ค่ะ พี่เป็ดเลยบอกว่า แล้วใส่ชุดมาทำไม จากนั้นก็ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งระหว่างนั้นกรรมการท่านอื่นก็ให้ร้องมโนห์รา หนูก็พอร้องได้นิดหน่อย และตอนนั้นพี่เป็ดออกมาพอดี แล้วก็เหมือนกับอึ้งๆ กับความสามารถของหนู”หลังจากที่ได้เข้ามาร่วมสร้างเสียงหัวเราะจนกลายเป็น “หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ”

ความสามารถของเธอก็เข้าตาผู้จัดละคร ทำให้มีงานเข้าต่อเนื่อง ทั้งเรื่อง แฝดนะยะ, ผมไม่อยากเป็น สายลับ, สะใภ้ไม่ไร้สักดินา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง ยายสั่งมาใหญ่ และผู้ชายหลั่นล้า ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นผลจากการที่เธอเป็นคนขยัน มุ่งมั่น และตั้งใจกับทุกงานที่ได้รับ เพื่อหวังจะทำงานเก็บเงินได้อย่างที่ปฏิญาณไว้ว่า ชาตินี้จะไม่ขอกลับไปจนอีกแล้ว แม้ว่าทุกวันนี้ ชีวิตของ หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ

จะเริ่มสบายขึ้น และเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ แต่เธอยืนยันว่าจะยังคงใช้ชีวิตในแบบประหยัดเหมือนเดิมต่อไป และจะตั้งใจทำงาน เก็บเงิน เพื่อเป็นที่พึ่งให้ กับพ่อแม่ และครอบครัว โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่ขอให้มีงานตลอดก็พอ “อยากให้พ่อกับแม่รอหนูก่อน พ่อกับแม่อายุมากแล้ว อยากให้ท่านดูแลตัวเอง กินข้าว กินขนมบ้าง ไม่ต้องห่วงเงินไม่พอ หนูจะส่งเงินให้เอง

รับรองว่าจะไม่ให้อด….หนูอยากจะกลับไปกอดพ่อกับแม่ค่ะ” คำพูดทิ้งท้าย หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ และทั้งหมดนี้คือตัวตนบางส่วนของเธอ หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ ชื่อจริงว่า ภัทรวดี ปิ่นทอง (ชื่อเดิม : เพ็ญศรี ปิ่นทอง) เกิดที่อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา เป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมด 8 คน ครอบครัวฐานะยากจน ทำให้เธอต้องส่งเสียตัวเองเรียนมหาวิทยาลัย โดยทำงานพาร์ทไทม์หลังจากเลิกเรียน

ได้ค่าจ้างเป็นรายชั่วโมงละ 25 บาท รวมรายได้ต่อวันเฉลี่ยอยู่ที่ วันละ 100 บาท เมื่อหักลบค่าเดินทาง 30 บาท เธอจะเหลือเงิน 70 บาทที่เก็บไว้กินไว้ใช้ ส่วนเงินกู้เรียนจะแบ่งไว้เป็นค่าหอพักที่ออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่งกับเพื่อน ส่วนจุดเริ่มต้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายการ ก่อนบ่ายคลาย เครียด นั้น หนูเล็ก เล่าว่า เริ่มจากการที่เธอเห็น เป็ด เชิญยิ้ม ประกาศเปิดรับสมัครค้นคว้าหาดาวตลกผ่านทางรายการทีวี

ทำให้จุดประกายความฝันที่เธอชอบร้องเพลง ชอบด้านตลกมาตั้งแต่เด็กๆ และเธอก็ตัดสินใจเข้าร่วม ประกวดโครงการดังกล่าว หนูเล็กเข้าสู่วงการโดยเป็นนักแสดงตลกหน้าใหม่จากการประกวดอะคาเดมี่ ของรายการก่อนบ่ายคลายเครียด หลังจากที่ได้เข้ามาร่วมสร้างเสียงหัวเราะจนกลายเป็น “หนูเล็ก ก่อนบ่ายฯ” ความสามารถของเธอก็เข้าตาผู้จัดละคร ทำให้มีงานเข้าต่อเนื่อง ทั้งเรื่อง แฝดนะยะ

ผมไม่อยากเป็นสายลับ, สะใภ้ไม่ไร้สักดินา นอกจากนี้ ยังมีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง ยายสั่งมาใหญ่ และผู้ชายหลั่นล้า ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นผลจากการที่เธอเป็นคนขยัน มุ่งมั่น และตั้งใจกับทุกงานที่ได้รับ ช่วงต้นเดือนเมษายน 2560 หนูเล็กประกาศแต่งงานกับแฟนหนุ่ม เอก เอกวุฒิ หลังจากคบหากันมานานกว่า 10 ปี ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2560 ที่บ้านเกิดจังหวัดสงขลา โดยได้เดินทางไปถ่ายพรีเว็ดดิ้งที่จังหวัดอุดรธานี

จำฝังใจ แม่นั่งขายขนมเหมือนขอทาน “ไม่เคยคิดว่าจะมาถึงขนาดนี้ ถือเป็นบุญของเรา ของพ่อแม่ เพราะไม่ได้คิดว่าเราจะได้สัมผัสคำนี้ เพราะตอนแรกที่เข้ากรุงเทพมาใหม่ๆ มีเงินหมื่นเดียว เอามาเรียน 4 ปีจบ ไม่เคยขอใครสักบาท ผ่านคำดูถูกมาเยอะมากค่ะ อันแรกที่รู้สึกว่าเราทำสำเร็จแล้วคือตอนที่เราเรียนอยู่ แม่ก็ไปนั่งขายขนมอยู่หน้าบันไดเหมือนขอทานมาก เราเห็นแล้วน้ำตาไหลร้องไห้ทุกวัน สงสารแม่ (ร้องไห้)

จนคิดว่าคอยดูนะ เราจะไม่ให้แม่เป็นแบบนี้ ทุกวันนี้ทำได้แล้ว แม่มีเงินเดือนๆ ละหมื่นทุกเดือน” “เชื่อว่าคนดีเท่านั้น ดีไม่อิจฉาคนอื่น เป็นผู้ให้เยอะๆ แล้วจะทำให้เราดีขึ้นๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว ใครจะมาใส่ร้าย ทำร้ายก็ทำไม่ได้ พี่น้องรอบข้างพยายามจะทำร้ายเราก็ทำไม่ได้ คือพยายามจะใส่ร้ายแล้วไปบอกผู้ใหญ่ว่า เราเป็นแบบนั้นแบบนี่ ก็ทำไม่ได้ ผู้ใหญ่เห็นเองว่ามันไม่เป็นเรื่องจริง เพราะกว่าจะผ่านตรงนั้นมาได้

เราต้องเข้มแข็งให้ได้ และได้แฟนที่ดี เขาคอยให้คำแนะนำ ไม่ว่าอะไรไม่ดี อะไรออกนอกลู่นอกทางก็พยายามดึงเรากลับมาตลอด ตั้งแต่เข้าวงการ ไม่งั้นเราคงลาออกไปนานแล้ว คือ อยากจะบอกว่ามายืนอยู่ตรงนี้มันยากมากนะ เข้ามามันเครียดมาก เราทำไม่ได้เพราะเราไม่มีพื้นฐานตลก เราเป็นคนจนๆ ธรรมดาเรียนก็ไม่เก่ง แต่ขยันและเป็นคนดีแค่นั้น และตอนเข้ามาเล่นก่อนบ่ายคลายเครียดครั้งแรกร้องไห้ทั้งปีเลย 1 ปี

ถ่ายทุกวันพุธ ร้องไห้ทุกพุธ มันเล่นไม่ได้ เป็นตัวถ่วงเขา พวกพี่นุ้ย ผู้ใหญ่เขาก็ว่า ว่าเล่นไม่ได้ก็น่าจะลาออกไปซะ ก็ทำให้เรายิ่งเครียด แต่กลายเป็นว่าสิ่งที่เขาดุหรือว่าเรา สุดท้ายมันเป็นครูทำให้เราเข้มแข็งได้ทุกวันนี้ (แล้วถ้ามองย้อนไป ถ้าวันนั้นลาออกชีวิตจะเป็นยังไง?) ถ้าวันนั้นลาออกไปชีวิตคงเป็นแค่พนักงานบริษัทแล้วก็อาจจะทำโรงงานที่สงขลา พ่อแม่ก็คงจะไม่มีวันที่จะมีบ้านหลังใหม่ คงไม่มีความสุขแบบนี้”

“ทุกอย่างไม่เคยลืมเลยตั้งแต่เริ่มต้นเข้าวงการ ภาพที่แม่นั่งเหมือนขอทาน เห็นทุกอย่างที่แม่ลำบาก อันนี้มันเป็นภาพความทรงจำ ถ้าเราเห็นใครยากจนเราต้องยื่นมือให้ถ้าเราให้ได้ ทุกวันนี้ใครอยู่ข้างถนนเรายื่นให้ตลอด ไม่เคยบอกใคร ไม่เคยถ่ายรูปลงไอจี พอเรามีโอกาสก็อยากแบ่งปัน บางทีแฟนก็ทักว่าทำไมต้องให้เยอะแยะ เราก็คิดว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปทำงานก็ได้แล้ว ตรงนี้ที่เรามีอยู่พันสองพันก็ให้ไปก่อน

คิดว่าบุญก็น่าจะส่งเสริมให้ชีวิตเราดีขึ้นเรื่อยๆ อยากให้ทุกคนทำดีเป็นคนดี คิดดีมันจะค่อยๆ มาเอง แล้วก็ทำโดยที่ไม่ต้องหวังผลตอบแทน เพราะอย่างที่บอกว่าทุกวันนี้โอเคกับชีวิตมาก ไม่อยากจะเชื่อ เหมือนเราฝันไม่เคยคิดว่าจะมีบ้านหลังเป็นสิบล้าน มีรถมินิขับ ดีใจมากๆ” “ชีวิตตอนนี้ไม่ต้องการอะไรแล้วค่ะ อยากผ่อนบ้านให้หมดเร็วๆ ส่วนเรื่องแต่งงาน ก็อยากแต่งปีหน้าแต่บอกแม่ว่าไม่แต่งได้ไหม

แม่ก็บอกไม่แต่งก็ได้เพราะมันจะเปลืองเงิน แม่รับได้ แต่สำหรับเราก็ก่อนที่จะอยู่ด้วนกันเราต้องทำพิธีก่อน ต้องหมั้นต้องไหว้พ่อแม่เขาและพ่อแม่เรา แค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว แต่ความฝันของผู้หญิงก็อยากแต่งงานนะ แต่ว่าเราไม่ชอบปาร์ตี้ เป็นคนไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ ก็เลยคิดว่าสมมุติแต่งปีหน้า ก็แค่อยากจะทำบุญบ้านให้เจ้าที่เจ้าทางเทวดา แล้วก็รดน้ำสังข์แค่นั้น ไม่ต้องจัดใหญ่ เพราะยังเคยคุยกับพี่ชมพู่ ก่อนบ่ายฯ ว่าเรามีลูกพร้อมกันเอาไหม

เพราะเผื่อว่าลูกจะได้เป็นตลกจะได้เล่นด้วยกัน อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา พี่ชมพู่ก็บอกเออๆ เอาๆ (หัวเราะ) ก็หน้าจะเป็นปีหน้าแน่นอนค่ะ เพราะแฟนหนูอยากมีลูกมาก “สุขสวยและรวยมาก” ปลูกบ้านราคาหลังละ 10 ล้าน ถอยมินิประดับบารมี เล่าย้อนวัยเรียนพกเงินหมื่นเดียวเข้ากรุงคว้าปริญญาตรี  “ชีวิตเราตั้งแต่เริ่ม เริ่มมาจากดินแล้วค่อยๆ ขึ้นเหมือนต้นไม้ที่กำลังงอก ขอบคุณเทวดา ผู้มีพระคุณทุกๆ คนที่ทำให้เราๆ ได้มีวันนี้

ส่วนเรื่องบ้านราคาประมาณ 8 ล้าน จริงๆ ที่ตรงนั้นเขาขายราคา 13 ล้าน แต่เราได้หลังสุดท้าย ทุกอย่างดวง และจริงๆ เขาตั้งราคาขาย 9 ล้าน แต่เราต่อเหลือ 8 ล้าน บ้านหลังนี้อยู่กับครอบครัว เพราะที่ซื้อหลังนี้แม่เป็นคนเลือก เราจะไปเอาหลังละ 4 ล้าน แม่บอกว่าหลังนี้สวยกว่า ทั้งๆ ที่แม่ไม่รู้ราคาเท่าไหร่ เราก็ถามแม่อยากได้เหรอ เขาก็บอกใช่อยากได้ เราก็ซื้อเลย ผ่อนค่ะ แต่ก็โชคดีอีกที่เขาให้กู้เต็มร้อยเลย ไม่ดาวน์สักบาท

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here