รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์! สาวอัฟกัน ‘ถูกสามียิงแสกหน้า’ เริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่ให้ความช่วยเหลือ! (ภาพ-รายละเอียด)

0
201
รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์! สาวอัฟกัน ‘ถูกสามียิงแสกหน้า’เริ่มต้นชีวิตใหม่ในประเทศที่ให้ความช่วยหลือ! (ภาพ-รายละเอียด)

เมื่อวันที่ 3 เม.ย. เดอะการ์เดียน ของอังกฤษเผยเรื่องราวของ นางซาคีลา ซารีน สาวชาวอัฟกานิสถาน วัย 23 ปี ผู้้ลี้ภัยจากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง มาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งกับครอบครัวในแคนาดา ภายหลังตกเป็นเหยื่อความรุนแรงหลังจากการที่สามีใช้ปืนยิงแสกหน้าจนเสียโฉม นางซาคีลาได้มาอยู่บ้านหลังใหม่ในแวนคูเวอร์ เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคนาดา

ได้วางรูปถ่ายของเธอ สวมชุดกระโปรงสีเหลือง เจาะตุ้มหู และสร้อยคอ ไว้ข้างๆ เตียงนอน อันเป็นรูปภาพที่รำลึกถึงชีวิตของเธอก่อนจะถูกบังคับให้แต่งงาน จนต้องลี้ภัยจากบ้านเกิดตัวเองเพื่อเอาชีวิตรอด “รูปถ่ายรูปนี้เป็นความทรงจำที่คิดถึงตัวฉันที่เคยเป็นค่ะ ตอนนี้ฉันจ้องรูปตัวเอง ไม่มีดวงตา ไม่มีใบหน้า ไม่มีริมฝีปาก แต่ฉันยังมีรูปนี้” นางซาคีลา เผยความรู้สึก เรื่องราวของเธอย้อนกลับไปเมื่อปี 2555

- Advertisement -

นางซาคีลา สาววัย 17 ปี ถูกพี่เขยของสามี นักรบที่มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังตาลิบัน ในจังหวัดบักห์ลัน ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถาน พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์อีก 20 คน บุกเข้ามาในบ้านของพ่อแม่เธอ โดยบังคับให้แต่งงานกับลูกพี่ลูกพี่น้องผู้ชายวัย 14 ปีของเธอ นางซาคีลาไม่ยินยอม แต่ครอบครัวของเธอไม่มีอำนาจพอที่จะขัดขวางการแต่งงานสายเลือดเดียวกันได้

เนื่องจากพ่อของเธอมีอาการเจ็บไข้ได้ป่วยจนนอนติดเตียง คืนวันแต่งงาน นางซาคีลาก็ถูกสามีทำร้ายและข่มขืน เมื่อหมดหนทาง นางซาคีลาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ แต่กลับได้รับคำตอบว่า ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากสามีไม่ได้ตัดหู จมูก ปาก หรืออวัยวะใดๆ ของฝ่่ายหญิง “ดิฉันรู้สึกไร้ความหวังอย่างสิ้นเชิง ตำรวจพรากความหวังทั้งหมดที่จะสามารถทำอะไรได้” นางซาคีลาเดินทางกลับไปหาแม่ที่บ้าน

ขณะที่สามีทราบเรื่องว่าภรรยาไปแจ้งความกับตำรวจตอนเช้า พอตกดึกวันนั้น สามีพร้อมพรรคพวกติดอาวุธรวม 3 คน บุกมาที่บ้าน จากนั้นสามีใช้ปืนยิงใส่หน้านางซาคีลา นางซาคีลารอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ หลังถูกนำตัวมายังโรงพยาบาลในกรุงคาบูล ซึ่งห่างจากบ้านเกิดของเธอไกลถึง 418 ก.ม. และต้องเดินทางผ่านถนนบนภูเขาหลายลูก เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ค่อยลูบใบหน้าที่มีผ้าพันแผล

จนรู้ว่าตัวเองต้องสูญเสียใบหน้าไปข้างหนึ่ง “ดิฉันสงสัยเหลือเกินว่า สิ่งที่ฉันทำลงไปสมควรแล้วหรือที่จะต้องได้รับการรักษาความเจ็บปวดที่ไร้มนุษยธรรมเช่นนี้” รัฐบาลอินเดียเดินทางไปหานางซาคีลาในกรุงนิวเดลี และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดศัลยกรรมถึง 9 ครั้ง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การผ่าตัดศัลยกรรมใช้เงินจำนวนมาก จนแพทย์เคยเตือนแม่ของนางซาคีลาว่า

ลูกสาวของเธอจะไม่มีชีวิตรอด ส่วนพี่เขยของนางซาคีลา ถึงแม้จะอยู่ห่างไกลจากอินเดียถึง 965 ก.ม. แต่ยังไม่หยุดทำร้ายนางซาคีลา โดยกล่าวว่า “ฉันจะตามพวกแก ฉันจะฆ่าแก แม่แก และน้องสาวแก” และเมื่อปีที่แล้ว เคยให้สัมภาษณ์กับ เดอะการ์เดี้ยน โดยอ้างว่า นางซาคีลาใช้ปืนยิงตัวเอง ขณะที่สามีของนางซาคีลาต้องโทษจำคุก 10 เดือน ฐานยิงภรรยาตัวเอง

นางซาคีลากลัวที่จะต้องเดินทางกลับไปยังอัฟกานิสถาน จึงยื่นเรื่องขอลี้ภัยผ่านสหประชาชาติ และเมื่อปี 2559 ก็ได้รับการยอมรับตามเงื่อนไขในการตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา และเริ่มวาดฝันสำหรับชีวิตใหม่ ให้ห่างไกลจากสามีที่ทำร้ายเธอ แต่ 1 ปีให้หลัง ความฝันก็พังทลาย เมื่อทางการสหรัฐยกเลิกข้อเสนอให้ตั้งถิ่นฐาน เนื่องด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง “ดิฉันไม่อยากเชื่อและร้องไห้ตลอดทางกลับบ้าน

ข้อความนั้นทำให้ดิฉันป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลค่ะ” ขณะที่มีข้อสันนิษฐานว่า ทางการสหรัฐอาจเพิกถอนคำขอลี้ภัยของนางซาคีลา เพราะสามีและพี่เขยของเธอมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มตาลิบัน และเหตุผลเดียวกันนี้เองทำให้ทางการสวีเดนปฏิเสธคำขอลี้ภัยเช่นกัน  กระทั่ง ทางการแคนาดาตอบรับคำขอลี้ภัย นางซาคีลาพร้อมกับคุณแม่และอีกน้องสาวอีกคน ได้อยู่อาศัยที่แวนคูเวอร์

เมืองท่าทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ นางซาคีลาลองเข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหม่ และเปิดผ้าพันแผลที่ปิดดวงตาข้างซ้ายไว้ออกมา เผยให้เห็นสภาพที่มีร่องรอยผ่าตัดบนใบหน้า  หลังพยายามใช้ชีวิตในสภาพแบบนี้อยู่หลายปี ก็รู้สึกว่าตัวเองได้พบกับสถานที่ที่จะวางเป้าหมายในการสร้างชีวิตใหม่ของตัวเองแล้ว “ดิฉันคิดว่าจะถูกผู้คนรังควานหรือจ้องมอง แต่ไม่มีใครมาวุ่นวายกับฉันเลยค่ะ”

นางซาคีลามีชีวิตใหม่ที่ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ขณะรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย แต่กังวลว่าสักวันหนึ่ง พี่เขยและสามีจะตามล่าตัวเธอในแคนาดา แต่นางซาคีลาจะไม่ยอมวิ่งหนีอีก และได้วาดแรงบันดาลใจจากรูปถ่ายของตัวเองที่วางใต้ข้างเตียงรวมทั้งการเดินทางเพื่อลี้ภัยที่แสนวุ่นวาย “เมื่อก่อนดิฉันเข้มแข็งเพราะต้องคอยต่อสู้เอาคืนอยู่เสมอและยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ตอนนี้ดิฉันเข้มแข็งมากขึ้น ต่อไปนี้ดิฉันจะไม่ยอมเงียบอีกแล้วค่ะ” นางซาคีลากล่าวทิ้งท้าย

จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าการทำร้ายร่ากายนั้นมีความผิด  โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 กำหนดให้ ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตัวอย่างคดีทำร้ายร่างกาย นาย ก กำลังทำร้ายภรรยา นาย ข เข้ามาช่วยโดยเข้าไปล๊อคคอ

พยายามกดลงพื้น(ไม่ได้เตะต่อย) ต่อมา นาย ก แจ้งความหาว่า นาย ข ทำร้ายร่างกาย โดยมีใบรับรองแพทย์ลงความเห็นว่า ปวดหลังน่าจะรักษาเกิน 30 วันแบบนี้นาย ข จะมีความผิดหรือป่าวคะ ถ้าผิดจะได้รับโทษอะไรบ้าง ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้กระทำร้ายซึ่งจะมีความผิดดังกล่าว จะต้องมีเจตนาจะกระทำการประทุษร้ายแก่กาย หรือจิตใจของบุคคล

ไม่ว่าจะทกระทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด ดังนั้น กรณีที่ นาย ข. เห็น นาย ก. กำลังใช้กำลังทำร้ายร่างกายภรรยาของเขา ด้วยความที่เขาเป็นพลเมืองดี ทนไม่ได้จากการเห็นผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายภรรยาอันไม่เป็นธรรมจากการกระทำความผิดของ นาย ก. ซึ่งไม่ใช่ว่า นาย ก. เป็นสามีแล้วจะใช้สิทธิทำร้ายร่างกายภรรยาของตนได้แต่อย่างใด การกระทำของนาย ข. ที่ได้เข้าไปล็อคคอ

นาย ก. กดลงพื้นโดยไม่ได้เตะต่อย นาย ก. แต่อย่างใด ล้วนเป็นการกระทำไปเพื่อการห้ามปราบนาย ก. ที่กระทำละเมิด ประทุษร้ายต่อร่างกายภรรยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำของพลเมืองดีที่น่าเอาเป็นแบบอย่างของสังคม นาย ข. จึงไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย นาย ก. ย่อมขาดองค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ข. จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ก. ตาม ป.อ. มาตรา 295

การยอมความในคดีทำร้ายร่างกาย ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นแม้ผู้เสียหายจะยอมความแต่ก็ไม่มีผลให้คดียุติ เพราะการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ป.อ. เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยคดีความผิดต่อแผ่นดินนั้นเป็นความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่ความจะไปทำความตกลงยอมความกันไม่ได้

แม้ว่าคู่ความจะได้ทำการยอมความหรือถอนฟ้องคดีไปแล้ว พนักงานสอบสวนยังอาจดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ อย่างไรก็ดีการยอมความในคดีอาญาของผู้เสียหายเองนั้นอาจมีผลเป็นการยอมความในส่วนคดีละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย หากในการยอมความนั้นมีเนื้อหาบ่งถึงการยอมความในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย

ตัวอย่างคดีทำร้ายร่างกาย นาย ก. ทำร้ายร่างกายนาย ข. นาย ข. จึงได้ยื่นฟ้อง นาย ก. ต่อศาล ระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดีอยู่ นาย ข. ไม่ติดใจจะดำเนินคดีกับนาย ก. ต่อไป นาย ข. ก็สามารถถอนฟ้องคดีดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นผลทำให้คดีนี้ระงับไป นาย ข. จะยื่นฟ้อง นาย ก. ในเรื่องนี้อีกไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคดีทำร้ายร่างกายเป็นคดีอาญาแผ่นดินคดียังไม่ยุติ เมื่อนาย ก. ทำร้ายร่างกายนาย ข. ดังกล่าว

พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและจับกุมนาย ก. มาดำเนินคดีได้ แม้นาย ข. จะได้ถอนฟ้องนาย ก. ไปแล้วก็ตาม  การทำร้ายร่างกายคู่สมรส หลายท่านมีความเข้าใจว่า คู่สมรสทำร้ายร่างกายกันเองได้ ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ แม้แต่ตำรวจบางท่านยังคิดเช่นนั้น ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก ก่อนอื่นต้องทราบว่า การทำร้าย คือ พฤติกรรมใช้กำลังทุกรูปแบบเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ

ทางกายหรือจิตใจ จะใช้อาวุธร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษของคดีทำร้ายร่างกายไว้หลายระดับตามความหนักเบาของบาดแผลที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำต่อบุคคลเฉพาะที่กำหนดไว้ หรือมีพฤติกรรมพิเศษ ดังนี้ มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าได้กระทำต่อบุคคลเฉพาะเจาะจง เช่น บุพการี เจ้าพนักงาน เป็นต้น หรือพฤติการณ์พิเศษ เช่น การวางแผนล่วงหน้า กระทำทารุณกรรม เป็นต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี

โดยกำหนดลักษณะบาดแผลซึ่งถือเป็นอันตรายสาหัสไว้ เช่น ตาบอด ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือทำงานไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เป็นต้น มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 297 ถ้าความผิดนั้นกระทำต่อบุคคลที่กำหนดเฉพาะเจาะจงหรือพฤติกรรมพิเศษตามที่ระบุไว้ในมาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท

และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายข้างต้นนั้น จักเห็นว่า มันใช้ลงโทษ ผู้ใด ที่ทำร้าย ผู้อื่น ซึ่งมีผลในการคุ้มครองผู้เสียหายและลงโทษผู้ใช้กำลังทำร้ายโดยไม่จำกัดเพศ สถานภาพทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของสามีภรรยา ครูอาจารย์ บิดามารดา ล้วนอาจถูกลงโทษตามหลักนี้ได้

สำหรับคดีอาญานั้น ผู้กระทำจักต้องรับโทษอาญาเป็นการเฉพาะตัวและต้องตีความข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ความเข้าใจผิดเรื่องสามีภรรยาสามารถตบตีทำร้ายกันได้ ครูอาจารย์โบยตีลูกศิษย์ บิดามารดาฟาดตีเด็กในปกครอง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผู้กระทำต้องรับโทษอาญา ไม่ว่าจะเป็นจำคุก ปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here