เปิดภาพนางเอกสาวชื่อดัง! ‘พรีม รณิดา’ ที่ตอนนี้หน้าบวม จนชาวเน็ตถึงกับจับผิดทำศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยน?! (ชมภาพ)

0
102
เปิดภาพนางเอกสาวชื่อดัง! ‘พรีม รณิดา’ ที่ตอนนี้หน้าบวม จนชาวเน็ตถึงกับจับผิดทำศัลยกรรมจนหน้าเปลี่ยน?! (ชมภาพ)

ทำเอาฮือฮาไม่น้อยเลยทีเดียว เมื่อนางเอกสาว “พรีม รณิดา เตชสิทธิ์” ได้โพสต์ภาพถือพวงมาลัยไหว้คุณแม่ โดยก็ไม่วายร่วมแชะภาพกับคุณแม่และพี่ชาย ด้วยข้อความระบุว่า “Family timee กลับมาเเย้ววว” ซึ่งก่อนหน้านี้สาวพรีมพึ่งกลับจากประเทศเกาหลี หลังจากไปเที่ยวช่วงวันหยุดที่ผ่านมา แต่งานนี้เธอดันโดนโฟกัสที่หน้า ดูเปลี่ยนไปจนต้องขยี้ตาหลายที ซูมแล้วซูมอีก

จนถูกทักว่า เธอต้องไปทำอะไรกับหน้ามาแน่ๆ โดยมีชาวเน็ตออกมาคอมเม้นต์ในแง่บวกและลบ ด้วยข้อความระบุว่า “น่าไม่เหมือนจริงด้วย ดูน่าวอร์ ชื่อคุ้น น่าไม่คุ้นจนต้องกดเข้ามาดูข้างในเบยยยย” บางคนก็เม้นต์ว่า “เหมือนจะทำจมูกนะคะ เพราะอันเดิมมันดูใหญ่กว่านี้”, “ทำไมพรีมหน้าบวม” และก็มีทางแฟนคลับของเธอที่ใช้ชื่อว่า preemforever ได้ออกมาโต้แย้งว่า

“แอดว่าเราควรให้เกียรติ ศิลปินที่เราติดตามจะดีกว่านะคะ การที่ศิลปินเลือกทำหริอไม่ทำอะไรในทุกๆเรื่อง ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ส่งเสริมในภาพลักษณ์หน้าทึ่การงานของของตัว ศิลปินเองเพื่อที่จะให้ออกมาดีที่สุด แอดว่า เรามาfogus ในสาวนของผลงาน หน้าที่ ความรับผิดชอบ ดีกว่านะคะ ขอบคุณคะ” สำหรับเส้นทางเข้าวงการ เมื่ออายุ 12 ปี รณิดาไปเล่นสงกรานต์กับญาติแถวแยกวังหิน

ขากลับมาแวะซื้อของที่ห้างฟู้ดแลนด์ รามอินทรา ซึ่งได้เจอกับคุณพลอยและคุณแพร (ผู้จัดการส่วนตัว) จึงชักชวนเข้าสู่วงการบันเทิง ผลงานชิ้นแรกเป็นนางเอกมิวสิควีดีโอ เหวี่ยงก็รัก ของนภัทร อินทร์ใจเอื้อ ต่อมาจึงมีผลงานละครทางช่อง 3 เริ่มจาก แม่ยายที่รัก คู่กับ ชาคริต แย้มนาม เป็นเรื่องแรก จากนั้นจึงเป็นหนึ่งในนางเอกซีรีส์ชุด สุภาพบุรุษจุฑาเทพ โดยแสดงคู่กับพระเอกคู่ขวัญ วรินทร ปัญหกาญจน์

ตามด้วยละครเรื่อง สามี คู่กับพระเอกคนเดียวกัน จากนั้นก็มีผลงานละครตามมาอีกหลายเรื่อง รณิดาพูดได้มากถึง 4 ภาษา คือ ไทย, อังกฤษ, อิตาลี, และสเปน อีกทั้งยังมีความสามารถพิเศษที่หลากหลาย อาทิ Ballet, Jazz Dance, Latin Dance, Classic Guitar และ Clarinet พรีม ได้ออกมาเผยถึงเบื้องหลังที่ไม่มีใครรู้ น้องสาวแสนดีดูแลพี่ชายป่วยเป็นดาวน์ซินโดรม

ตอนเด็กเป็นคนยังไง ซนไหม? “ตอนเด็กเป็นเด็กเงียบๆ นะคะ คือมันก็จะมีความซนตามประสาเด็กๆ แหละ แต่จะอยู่ในระดับที่พอดี จะเป็นคนชอบนั่งและสังเกตมากกว่า จะเป็นคนที่โตกว่าวัยตั้งแต่เด็ก อย่างตอนเด็กแม่จะซื้อเครื่องดนตรีของเล่นเด็กให้ พรีมก็จะเป็นนักร้องนำและมีขาไมค์เป็นของตัวเอง และจะร้องเพลงตามคอนเสิร์ตที่เราเปิดดูในทีวีค่ะ ส่วนพี่ชายจะเป็นคนเล่นกีตาร์ และชอบเล่นเป็นเจ้าหญิง

รักสวยรักงาม เอาผ้าห่มมาห่อเป็นกระโปรงยาวๆ สวยๆ ค่ะ” มีพี่น้อง 2 คน? “มีพี่น้อง 2 คนค่ะ พรีมเป็นน้องคนสุดท้อง จะมีพี่ชาย ถามว่าพี่หวงมั้ย ก็มีบ้างค่ะ พี่ชายเป็นดาวน์ซินโดรมค่ะ เค้าก็จะมีหวงบ้าง เค้าก็จะคอยถามว่าวันนี้พรีมไปไหน อย่างพรีมจะออกจากบ้านตั้งแต่เช้ากลับอีกทีก็คือดึกๆ เลย เค้าก็จะมีถามต้องทำงานตอนดึกมั้ย ตอนดึกของเค้าก็คือ ทำงานตั้งแต่ตี 5 ออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง

เค้าก็จะแบบถามว่า ต้องตื่นมืดมั้ย วันนี้กลับบ้านกี่โมง เค้าก็จะคอยถามเรา  ตอนเด็กๆ เรามีฉายแววไหมว่าจะได้เป็นนางเอก? “พรีมไม่เคยคิดเลยค่ะ คือจริงๆแล้วตัวเองเป็นคนที่มีหัวไปทางศิลปะ ด้านสายนี้มาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว จะมีความคิดสร้างสรรค์เป็นของตัวเอง จะชอบแต่งนิยายแล้วตอนสมัยประถมจะมีละครท้ายปีของชั้นเรียน พรีมก็จะเป็นคนคิดบทให้เขียนบทให้กับห้องตัวเองค่ะ

จริงๆ แล้วหนูเป็นคนชอบแสดงออก ชอบร้องเพลงแต่จริงๆ แล้วพรีมรู้สึกตัวเองเป็นเด็กขี้เขินมาโดยตลอด เวลาเจอคนเยอะจะไม่กล้า ชอบอยู่ในมุมของตัวเองเงียบๆ ค่ะ ไม่เคยคิดถึงว่าสักวันหนึ่งจะมาเป็นนักแสดง” เข้าวงการมาได้ยังไง? “พรีมเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองไทยได้ไม่นานค่ะ ตอนนั้นเพิ่งอายุ 13 ค่ะ ตอนที่ย้ายมาประมาณ 10-11 ขวบค่ะ ตอนเด็กๆ ใช้ชีวิตอยู่ที่อิตาลีมาตั้งแต่เด็กจนถึง 10 ขวบค่ะ

แล้วก็ตอนนั้นเป็นวันสงกรานต์แล้วพรีมจะซื้อของกลับบ้านค่ะ ก็ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตนี้แหละ แล้วผู้จัดการเค้าก็มาเจอ ก็เข้ามาทักและคุยกับแม่ ซึ่งสมัยนั้นพรีมยังพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้เลยค่ะ และยังฟังไม่ค่อยออกเลย ก่อนหน้านี้ก็เคยมีนะคะ พรีมไปเดินเยาวราชและเจอเค้าก็เข้ามาทัก ซึ่งตอนนั้นพรีมเองก็ยังไม่รู้สึกสนใจขนาดนั้น อย่างวัฒนธรรมเมืองนอกเค้าจะไม่ค่อยได้สนับสนุน

ไม่ค่อยมีอะไรที่เข้าถึงตัวได้มากเท่ากับเมืองไทย ตอนนั้นเราก็ไม่เอา ไม่เป็นหรอกเราไม่ได้สนใจขนาดนั้น ก็เลยปล่อยผ่านไปค่ะ และก็มีคนทักมาอีก จนรู้สึกว่าหรือว่าจะเป็นโอกาสที่เราต้องรับมันไว้และลองดู ก็ไม่ได้เสียหาย และก็ยังไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง เลยลองดูก็ได้ แล้วตอนนี้การพูดภาษาไทยของเราโอเคขึ้นกว่าแต่ก่อนไหม? “โอเคขึ้นนะคะ ก็จะมีเรื่องของการอ่านพูดเขียนเข้าใจทุกอย่าง

อาจจะมีบางคำที่ยังไม่เข้าใจบ้างค่ะ แต่ส่วนใหญ่ที่ยังแก้ได้ยากมากก็คือเรื่องของสำเนียงและวิธีการเว้นวรรค การใช้น้ำเสียงค่ะ” อย่างตอนที่อยู่อิตาลี คุณแม่จะพูดภาษาอิตาลีตลอดหรือพูดภาษาไทยด้วย? “พูดภาษาอิตาลีค่ะ คือพอดีคุณแม่เป็นคนพูดภาษาอิตาลีได้ค่ะ เค้าอยู่ที่นั่นมา 20 กว่าปีก็เลยจะพูดภาษาอิตาลีซะส่วนใหญ่ ตอนเด็กๆ คุณแม่จะเปิดเพลงภาษาไทยให้ฟัง ช่วงนั้นก็จะร้องเพลงได้

แต่ไม่ถึงขั้นได้พูดเป็นเรื่องเป็นราว เราก็จะพูดได้เป็นคำเบสิก อย่างเช่น สวัสดี ขอโทษ ขอบคุณค่ะ” แต่ตอนนี้เราพูดชัดขึ้นเยอะเลยนะ? “ใช่ค่ะ เหมือนตอนย้ายมายังอยู่ในช่วงวัยเรียนที่ต้องเข้าโรงเรียนด้วยไงคะ คือตอนนั้นพรีมไม่อยากเข้าอินเตอร์ เนื่องจากว่าค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเกินเหตุสำหรับพรีม เรามาจากเมืองนอกซึ่งที่นั่นก็จะไม่มีอินเตอร์อยู่แล้ว เราตกใจว่าทำไมต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงขนาดนั้น

พรีมก็จะไม่ยอม ก็เลยเหมือนเป็นสถานการณ์กึ่งบังคับตัวเองว่าต้องเรียนภาษาไทยให้ได้ ไม่งั้นก็จะไม่รู้ว่าจะไปเรียนโรงเรียนไหน” มาแรกๆ เราลำบากไหมกับการพูดภาษาไทย? “ลำบากนะคะ มันเหมือนเราไปต่างประเทศและเราไม่รู้ว่าเค้าคุยอะไรกัน เหมือนหูอื้อที่ฟังอะไรไม่ออกเลย เราก็จะไม่รู้ว่าเค้าพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ก็จะต้องใช้เวลาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน ต้องอาศัยความเคยชิน

พรีมว่าสุดท้ายแล้วคนเราถ้าอยู่ในสถานการณ์ที่คนรอบตัวพูดภาษาไทย และก็เป็นคนไทยมันก็จะทำให้เราค่อยปรับตัวได้เองค่ะ แต่ช่วงนั้นก็จำคำศัพท์ พยายามหัดเขียนทุกวันๆ ให้ได้ค่ะ ติวเข้มหนักมาก ถ้าเขียนและพูดคุยในชีวิตประจำวันเราทำได้สบายค่ะ ถ้าต้องมาเล่นละครมันก็จะเป็นความละเอียดอีกสเต็ปหนึ่งที่เราต้องทำให้ละเอียดมากขึ้น จะต้องโฟกัสกับภาษาพูดมากขึ้นค่ะ ถ้าเป็นในเรื่องของการตีความบทละครไม่ยากค่ะ

แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจของบทนี้ อย่างเรื่องการจับคลุมถุงชน เรายังไม่เข้าใจเพราะเรามาจากต่างประเทศ ยังไม่เข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของมัน ไม่เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่ขนาดไหน ก็อาจจะต้องมานั่งคิดว่าสำหรับคนไทยมันใหญ่ขนาดไหน งานชิ้นแรกในวงการบันเทิงของเราเป็นงานอะไร จำได้ไหม? “เอ็มวีเพลงของพี่กัน เดอะสตาร์ค่ะ ตื่นเต้นมาก ซึ่งเป็นเอ็มวีที่เป็นเพลงเร็วเพลงแรกๆ ของพี่กันค่ะ

แล้วในเอ็มวีเพลงนี้พรีมก็ต้องเต้นด้วย คือเหมือนพอเราตกลงกับผู้จัดการ เค้าก็บอกว่างานนี้สายพรีมเลยเพราะว่ามันต้องมีเต้นสนุกสนาน ต้องชอบแน่ๆ เค้าก็ให้หนู และได้ไปเล่นค่ะ ซึ่งหนูก็ชอบจริงๆ วันนั้นเป็นวันที่สนุกมากสำหรับพรีม” หลังจากนั้นก็มีละครติดต่อเข้ามาเลย? “เข้ามาเลยค่ะ เรื่องแรกคือเรื่อง แม่ยายที่รัก ค่ะ ตอนนั้นอายุ 14 ปี”คิดไหมว่าเราจะได้เป็นนางเอกละครตั้งแต่อายุยังน้อย?

“ก็คิดเหมือนกัน ว่าตอนนั้นตัวเองยังเด็กมาก ก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา อยู่ดีเราต้องมารับบทบาทที่ใหญ่มากสำหรับเรา เราก็จะรู้สึกว่ามันตื่นเต้น ทุกอย่างมันใหม่ไปหมด ทำอะไรไม่ถูก เราก็จะคอยฟังว่าให้ทำอย่างนี้ ให้ทำสิ่งนี้นะ ก็ค่อนข้างโก๊ะเหมือนกัน ยังไม่ค่อยรู้วิธีการทำงานเป็นยังไง เรื่องแรกเราผ่านมาด้วยดี? “ถ้าจะให้พรีมมองตัวเองและมองย้อนกลับไป

คงจะมองว่าเราทำอะไรลงไป แย่มาก(หัวเราะ) เหมือนเราย้อนไปดูตัวเองและตลกตัวเอง โหย ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าวิธีการท่องบทเป็นยังไง แต่ถือว่าตอนนั้นผ่านไปด้วยดีค่ะ แต่จะถามว่าดีเลยรึเปล่า ก็ไม่เชิงค่ะ เหมือนเป็นเด็กใหม่คนนึงเลยที่เพิ่งเข้ามาใหม่ๆ แต่ก็โชคดีที่ทางกองและผู้กำกับเค้าใจดีมาก ค่อนข้างให้เวลากับหนู เทคแคร์ในเรื่องของภาษา การแอ็กติ้งด้วย ให้มันดูไม่ติดขัดจนเกินไป”

ละครเรื่องที่ 2 ของเรา? “สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ค่ะ ฟอร์มใหญ่ยักษ์เลย อันนั้นก็เริ่มคุ้นเคยกับการทำงานแล้ว เริ่มดีขึ้น แต่เป็นบทที่พรีมชอบมากเพราะว่าได้ปลอมตัวเป็นผู้ชาย ลุยเข้าไปในป่า ค่อนข้างลุย แต่ค่อนข้างลำบากใจเพราะมันพีเรียด ก็เป็นความท้าทายใหม่สำหรับพรีม เรื่องนั้นถือว่าสนุกมาก ตัวละครเยอะมาก ก็ผ่านไปได้ด้วยดีเหมือนกัน เรื่องนั้นเป็นไทยมาก คำพูดก็ต้องปรับ ซึ่งตอนนั้นมีเข้าไปอ่านบทกับอาจิ๋มค่ะ

เค้าก็จะช่วยในเรื่องบท ก็จะเล่าถึงวัฒนธรรมในสมัยก่อนให้ฟังว่าทำไมต้องใช้คำพูดอย่างนี้ คนสมัยก่อนเค้าพูดยังไงกัน ต้องทำการบ้านเยอะนิดนึงค่ะ” มีท้อไหมเพราะเรายังเด็กด้วย อีกอย่างเราเพิ่งอายุ 14 ด้วย ซึ่งเด็กในวัยนี้น่าจะยังไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้? “เหมือนตอนแรกพรีมเข้ามาด้วยความบังเอิญที่โอกาสเข้ามาหาพรีม และพอได้ทำเราก็รู้สึกว่าสนุก พอสนุกเราก็ทำต่อไปเรื่อยๆ

พอได้เริ่มทำเราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกแค่เฉพาะตัวเองคนเดียว มันแอบเป็นความรับผิดชอบเล็กๆ ที่เรารับปากไว้ว่าจะทำ และจะมีอีกหลายชีวิตที่ต้องทำงานกับเราไปด้วย ถ้าเราตัดสินใจไม่ทำงานตรงนี้แล้ว มันจะส่งผลให้กับคนรอบข้างเราด้วย เลยรู้สึกว่าต้องทำมันต่อไปเรื่อยๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นการทำงาน แต่มันเป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ที่เค้ายื่นให้เรา” คิดไหมว่า เข้ามาวงการบันเทิงแรกๆ จะได้เป็นนางเอกเลย?

​ “ไม่เลยค่ะ จริงๆ แล้วพรีมเป็นคนที่ไม่ซีเรียสว่าจะต้องเป็นนางเอกหรือนางร้าย แต่ซีเรียสกับบทว่าจะต้องเล่นออกมายังไงมากกว่าค่ะ แต่พอได้มาเป็นนางเอกก็ดีใจปนกับตกใจ ก็ตื่นเต้นอ่ะ เป็นความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่” ละครเรื่องที่ 3 ของเรา? “สามี ค่ะ ถือว่าเป็นดราม่าเรื่องแรกสำหรับพรีมค่ะ ตื่นเต้นมาก ตอนนั้นก็กดดันตัวเองว่าเราจะเล่นได้มั้ย เพราะเป็นบทที่เราไม่เคยเล่นมาก่อนและเป็นดราม่าด้วย

ซึ่งจะต้องเข้มข้นกว่าแนวอื่นอยู่แล้วค่ะ เหมือนเราเริ่มต้นไม่ถกว่าจะต้องเริ่มจากตรงไหน ไม่เคยจับบทที่สำคัญขนาดนี้ค่ะ และพอดีว่าเป็นกองละครเดียวกับที่พรีมเคยเล่น ก็เลยคุ้นเคยมาระดับหนึ่งค่ะ เค้าก็เลยช่วยพรีมทำความเข้าใจกับบท การตีความ เรื่องนั้นเลยเป็นเรื่องแรกที่ฟีดแบ็กการแสดงของพรีมมันพัฒนาดีขึ้น ถามว่าเครียดมั้ยที่เป็นดราม่าเรื่องแรก ก็แอบเครียดค่ะ เพราะว่าต้องควบคุมอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งภาษาและอินเนอร์

ซึ่งตอนนั้นพรีมอายุ 15 เองค่ะ แต่แม้บทจะเครียดพอเรามาทำงานจริงๆ ทุกคนรีแล็กซ์มากๆ กับการทำงานของละครเรื่องนี้ ส่วนเรื่องที่ 4 เป็น สามใบไม่เถา ค่ะ อยู่วงการบันเทิงมา 4 ปีค่ะ เฉลี่ยปีละเรื่องค่ะ ต่อด้วยเรื่อง พ่อครัวหัวป่าก์ ค่ะ และล่าสุดก็เรื่อง ทางผ่านกามเทพ ค่ะ ต่อด้วย เดือนประดับดาว ค่ะ” ตอนนี้เด็กหน้าใหม่เข้ามาในวงการเยอะมาก? “ใช่ค่ะ ตอนที่พรีมเข้ามาพรีมอายุ 14 และไม่เคยคิดว่าจะมีใครเข้ามาและอายุน้อยขนาดนี้ จนพอพรีมเริ่มอยู่มาเรื่อยๆ ก็มีเด็กเข้ามาอายุเหมือนพรีมตอนนั้นเลย”

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here