เปิดภาพ! ‘พระบรมโกศของรัชกาลที่ 1 – 9’ ทุกพระองค์ บำเพ็ญกุศล เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา! (ภาพ-รายละเอียด)

0
175
เผยภาพ! ‘พระบรมโกศของรัชกาลที่ 1 – 9’ ทุกพระองค์ บำเพ็ญกุศล เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา! (ภาพ-รายละเอียด)

เผยภาพพระบรมโกศพระบรมอัฐิ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ตั้งแต่ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 9 บำเพ็ญกุศลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ 2561 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2561 อินสตาแกรม thairoyalfamily ได้เผยแพร่ภาพพร้อมเขียนข้อความระบุว่า ในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในพระราชพิธีสงกรานต์ พุทธศักราช 2561 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน

ในพระบรมมหาราชวัง นั้น ได้มีการอัญเชิญพระบรมโกศพระบรมอัฐิ พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ออกบำเพ็ญกุศล
โดยในปีนี้ได้อัญเชิญพระบรมโกศพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ออกประดิษฐานบนพระราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตรเป็นคราวแรก โดยในภาพนั้น พระบรมโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ประดิษฐานแถวหน้าซ้ายมือสุด พร้อมด้วยพระบรมโกศพระบรมอัฐิ พระโกศพระอัฐิ สมเด็จพระอัครมเหสี, พระมเหสีในทุกรัชกาล นอกจากนั้นยังอัญเชิญพระโกศพระอัฐิพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงออกประดิษฐานบนพระที่นั่งกง ภายใต้ฉัตรขาวลายทอง 5 ชั้น ด้วยเช่นกัน ที่ประดิษฐาน พระบรมอัฐิ พระมหากษัตริย์ ในราชวงศ์จักรี การประดิษฐานพระบรมอัฐิ และพระอัฐิของราชวงศ์จักรีนั้น

เมื่อได้มีการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพแล้วจะต้องดูว่าพระองค์นั้นทรงมีพระอิสริยยศในชั้นใดแล้วจึงนำไปประดิษฐานในสถานที่นั้นๆ ตามพระเกียรติ ส่วนพระมหากษัตริย์แล้ว พระบรมอัฐิของพระองค์ท่าน จะถูกอัญเชิญไปประดิษฐานอยู่ 2 แห่งด้วยกัน คือ หอพระธาตุมณเฑียร เป็นหอประดิษฐานพระบรมอัฐิ ตั้งอยู่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ จะมีพระวิมานประดิษฐาน

พระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 3 พระองค์รวมไปถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูงในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ได้แก่ พระวิมานกลางจะเป็นพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 รวมไปถึงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกผู้เป็นพระราชบิดาในรัชกาลที่ 1 ทางด้านพระวิมานทางด้านขวายังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนนีพระราชชนนีในรัชกาลที่ 1 สมเด็จพระอมรินทรามาตย์

พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1, สมเด็จพระศรีสุริเยนต์ทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 2 ขณะที่พระวิมานด้านซ้ายเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าแก้ว กรมพระศรีสุดารักษ์ , สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสา กรมพระยาเทพสุดาวดี และสมเด็จพระศรีสุลาลัย พระราชชนนีในรัชกาลที่ 3  ซึ่งการที่นำพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรี

ไปเก็บไว้ในหอพระธาตุมณเฑียร นั้นก็เพราะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเล็งเห็นว่า หากเก็บไว้เหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่จะอัญเชิญพระบรมอัฐิไปบรรจุไว้ ณ ท้ายจรนำพระอุโบสถ หรือเชิญบรรจุไว้ในพระเจดีย์ของแต่ละวัด ก็เหมือนการทิ้งกระดูกพระบรมราชบุพการีไว้ให้ถูกเหยียบย่ำทำลาย หากมีการอพยพหลบหนี มีข้าศึกศัตรูรุกรานจนไม่สามารถรักษาพระนครไว้ได้

เพราะขณะนั้นกรุงรัตนโกสินทเพิ่งจะสถาปนาใหม่ ยังไม่มั่นคงแข็งแรงนัก  และ พระวิมานทองกลาง พระที่นั่งองค์กลางชั้นบนสุดของ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 8 รวมไปถึงพระมเหสีตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ขึ้นมาทั้งหมด อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของพระบรมราชวงศ์จักรีชั้นสูงหลายพระองค์ ซึ่งสถานที่นี้เป็นสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก

อีกทั้งสถานที่ตรงนี้เป็นสถานที่ที่เราไม่เคยพบภาพถ่ายของพระวิมานทองกลางในพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทเลย ซึ่งเป็นสถานที่ยากต่อการที่จะทราบว่าเป็นห้องแบบไหน เนื่องจากแม้แต่ภาพถ่ายก็หายากมาก น้อยคนนักที่จะสามารถเข้าห้องพระวิมานทองตรงนี้ได้ ส่วนในส่วนพระที่นั่งจักรีฯ นั้น ทางด้านชั้นบนพระที่นั่งองค์ตะวันตกก็เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระอัฐิของพระบรมวงศ์บางพระองค์อีกด้วย

ซึ่งทั้งสองสถานที่นั้นเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรีทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนภายนอกไม่สามารถที่จะเข้าไปข้างในได้ ส่วนสำหรับสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหาอุปราช (รวมไปถึงพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) และพระราชโอรสพระราชธิดาของพระมหากษัตริย์พระบรมวงศ์ชั้นสูงในราชวงศ์จักรีนั้นส่วนใหญ่จะประดิษฐานในหอพระนาก วัดพระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่รวมพระบรมอัฐิมากที่สุดในพระบรมมหาราชวัง

ภายหลังต่อมา การเก็บรักษาพระอัฐิของเจ้านายต่างๆนั้นจะเก็บไว้ในวังของเจ้านายในราชสกุลนั้นๆ วัดหลวงต่างๆ รวมไปถึงคนในราชสกุลนั้นจะเก็บรักษาไว้เอง สำหรับพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ขณะที่พระพระบรมราชสรีรางคารจะอัญเชิญไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก่อนจะนำไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหารต่อไป

เกร็ดพระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคารพระมหากษัตริย์จักรีวงศ์ ภายหลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว วันรุ่งขึ้น (27 ต.ค. 60) จะเข้าสู่พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ อัญ เชิญพระบรมอัฐิสู่พระบรมมหาราชวัง โดยทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ ได้เลือกสรรเกร็ดพระราชพิธีจาก “คู่มืองานพระราชพิธีพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร”

ที่จัดทำโดยกรมศิลปากร ในเรื่องการเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ดังนี้… ขั้นตอนการเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร การเก็บพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคาร เป็นพิธีที่กระทำขึ้นหลังจากการถวายพระเพลิงพระบรมศพเสร็จสิ้นแล้ว โดยประกอบพิธี ณ พระจิตกาธาน (เชิงตะกอน) เมื่อเสด็จขึ้นพระเมรุมาศเจ้าพนักงานภูษามาลา

(ข้าราชการในราชสำนักมีหน้าที่รักษาเครื่องราชอิสริยยศและเครื่องแต่งพระองค์ของพระมหากษัตริย์) เปิดผ้าคลุมพระบรมราชสรีรางคาร ทรงสรงพระบรมอัฐิด้วยน้ำพระสุคนธ์ เจ้าพนักงานแจงพระบรมอัฐิโดยอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระบรมราชสรีรางคาร เรียงเป็นลำดับให้มีลักษณะ เหมือนรูปคน หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตก จากนั้น หันพระบรมอัฐิพระบรมราชสรีรางคารที่แจงไว้มาทาง ทิศตะวันออก

เรียกว่า “แปรพระบรมอัฐิ” แล้วจึงถวายคลุมด้วยผ้า เช่น พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถวายคลุมด้วย ผ้า 3 ชั้น คือ แพรขาว ผ้าตาด และผ้ากรองทอง  ทรงจุดเทียนเครื่องนมัสการทองน้อย ทรงกราบถวายบังคม พระบรมอัฐิแล้วเสด็จลงมาประทับพระที่นั่งทรงธรรม ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เหล่าราชนิกุล ข้าราชการ เดินสามหาบ

(การจัดข้าวของและอาหารเป็นหาบ 3 หาบ พันไม้คานด้วยผ้าขาว ข้างหนึ่งของหาบเป็นเสบียงอาหารแห้ง หาบอีกข้างหนึ่งบรรจุข้าวและอาหารคาวหวานที่ทำสุกแล้ว) ต่อมาเปลี่ยนเป็นการทำสำรับภัตตาหารสามหาบ ตั้งถวาย พระสงฆ์สดับปกรณ์พระบรมอัฐิ ทรงจุดธูปเทียน เครื่องนมัสการทองน้อย ทรงทอดผ้าไตร สมเด็จพระราชาคณะ และพระราชาคณะสดับปกรณ์ ทรงโปรยเหรียญทอง เหรียญเงินพระราชทาน

เจ้าพนักงานภูษามาลาเปิดผ้าคลุม พระบรมอัฐิ ทรงเก็บพระบรมอัฐิลงสรงในขัน ทรงพระสุคนธ์ การเก็บพระบรมอัฐิจะเลือกเก็บแต่ละส่วนของพระสรีระอย่างละเล็กน้อย พร้อมกันนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่ได้รับพระบรมราชานุญาตขึ้นรับพระราชทานพระบรมอัฐิไปสักการบูชาแล้ว ทรงประมวลพระบรมอัฐิบรรจุพระโกศ หลังจากนั้นเชิญ พระโกศพระบรมอัฐิ ไปยังพระที่นั่งทรงธรรม

ทรงประกอบ พิธีบำเพ็ญพระราชกุศลถวายส่วนพระบรมราชสรีรางคาร เชิญลงบรรจุในพระผอบโลหะปิดทองประดิษฐานบนพานทองสองชั้นคลุมผ้าตาดพักรอไว้บนพระเมรุมาศ ส่วน “พระบรมราชสรีรางคาร” คือเถ้าถ่านที่ปะปนกับพระบรมอัฐิชิ้นเล็กชิ้นน้อย ของพระบรมศพพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระบรมราชบุพการีที่เผาแล้ว ซึ่งอาจเรียกว่า “พระสรีรางคาร” ตามลำดับพระอิสริยยศของพระบรมวงศ์

และเรียกว่า “อังคาร” สำหรับสามัญชน รัชกาลที่ 6 ทรงยกเลิกการลอยพระบรมราชสรีรางคาร อย่างไรก็ตาม การบรรจุพระบรมราชสรีรางคารจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชบุพการี และสมเด็จพระบรมราชินี เกิดขึ้นครั้งแรกในคราวพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2454

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกธรรมเนียมการลอยพระบรมราชสรีรางคาร และโปรดให้เชิญพระบรมราชสรีรางคารมาประดิษฐาน ณ รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม จึงกลายเป็นธรรมเนียมในการเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปประดิษฐานในสุสานหลวงหรือสถานที่อันควรแทน โดยเจ้าพนักงานจะเชิญพระบรมราชสรีรางคาร

จากสถานที่ที่พักไว้แล้วตั้งขบวนพระบรมราชอิสริยยศไปยังสถานที่บรรจุอันเหมาะสม สำหรับพระบรมอัฐิ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จะอัญเชิญโดยพระที่นั่งราเชนทรยานไปประดิษฐาน ณ พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ขณะที่พระบรมราชสรีรางคาร จะอัญเชิญไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ก่อนจะนำไปบรรจุ ณ วัดบวรนิเวศวิหารต่อไป สถานที่ประทับขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงพระผนวช

สำนักช่างสิบหมู่ ออกแบบผอบเชิญพระบรมราชสรีรางคาร อย่างสมพระเกียรติ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้รับมอบหมาย ให้ออกแบบผอบอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารองค์ใหม่ เพื่อใช้ทรงพระบรมราชสรีรางคารไปประดิษฐานในพระถ้ำศิลาที่ฐานชุกชีพระประธานพระอุโบสถวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และที่ฐานองค์พระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร โดยได้ศึกษารูปแบบจากผอบองค์เดิมที่มีอยู่แล้ว

และนำมา ประยุกต์ออกแบบใหม่ให้มีรูปทรงและลวดลายชั้นเชิงต่างๆ งดงามสมพระเกียรติยิ่งขึ้น ผอบองค์นี้แบ่งส่วนประกอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่เป็นฐาน ส่วนตัวผอบ และส่วนที่เป็นฝา ซึ่งส่วนฐานจะมีชั้นหน้ากระดานบัวคว่ำ รองรับชั้นลูกแก้ว มีลวดและท้องไม้สลับคั่นระหว่างชั้น ลูกแก้ว โดยลวดลายลูกแก้วหรือชั้นเกี้ยวตามโบราณราชประเพณีจะใช้ออกแบบเครื่องสูงสำหรับพระมหากษัตริย์

และเป็นหนึ่งในลวดลายประดับพระมหาพิชัยมงกุฎ สถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยในราชวงศ์จักรี พระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์ไทยจะประดิษฐานอยู่สองที่ คือ… 1. หอพระธาตุมณเฑียร เป็นหอประดิษฐานพระบรมอัฐิ ตั้งอยู่ข้างพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ จะมีพระวิมานประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี 3 พระองค์รวมไปถึงพระบรมวงศ์ชั้นสูง

ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ด้วย โดยพระวิมานกลางจะเป็นพระบรมอัฐิ รัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 รวมไปถึงพระบรมอัฐิสมเด็จพระปฐมบรมราชชนกผู้เป็นพระราชบิดาในรัชกาลที่ 1 2. พระวิมานทองกลาง พระที่นั่งองค์กลางชั้นบนสุดของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 4 ถึง รัชกาลที่ 8 รวมไปถึงพระมเหสีตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ขึ้นมาทั้งหมด

ส่วนภายในพระอุโบสถเป็นงานศิลปกรรมแบบฝรั่งเศสคล้ายกับพระที่นั่งในพระราชวังแวร์ซายในฝรั่งเศส และรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธอังคีรส เป็นพระประธานปางสมาธิ สร้างจากทองคำทั้งองค์ด้วย นอกจากนี้ ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสุสานหลวงขึ้นในวัดราชบพิธฯ ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้ผู้ที่มีความใกล้ชิด คือ พระมเหสี เจ้าจอมมารดา เจ้าจอม พระราชโอรส พระราชธิดา พระนัดดา และพระปนัดดา ได้อยู่ร่วมกัน หลังจากที่ได้ล่วงลับไปแล้วตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here