ประเด็นร้อนสุดขีด! ”ขู่ฟ้องตั้งฉายา” เชิงดอยสุเทพ-ปุย หลังเผยแพร่เรื่องหมู่บ้านป่าแหว่งในโซเชียล! (ภาพ-รายละเอียด)

0
217
ประเด็นร้อนสุดขีด! ”ขู่ฟ้องตั้งฉายา” เชิงดอยสุเทพ-ปุย หลังเผยแพร่เรื่องหมู่บ้านป่าแหว่งในโซเชียล! (ภาพ-รายละเอียด)

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกเลิกนัดเจรจาเครือข่ายเชียงใหม่ ทวงถามบ้านพักตุลาการหรือ “หมู่บ้านป่าแหว่ง” เชิงดอยสุเทพ-ปุย พร้อมเตรียมเคลื่อนฟ้องศาลปกครองต่อเม.ย.นี้ ขณะที่มีรายงานว่าศาลอาจจะฟ้องร้องผู้เกี่ยวข้องหลังเผยแพร่เรื่องหมู่บ้านป่าแหว่งในโซเชียล ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเฟซบุ๊ก “ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ” ได้เผยแพร่ข้อมูล กรณีปัญหาการก่อสร้างบ้านพักตุลาการจังหวัดเชียงใหม่

เชิงดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ ซึ่งเดินหน้าก่อสร้างจนเกือบจะแล้วเสร็จ ท่ามกลางกระแสคัดค้านของกลุ่มอนุรักษ์ โดยระบุว่าชาวเชียงใหม่คัดค้านการก่อสร้าง!! “หมู่บ้านป่าแหว่ง” มาตั้งแต่กลางปี 2558 ใครไม่รู้จริง โปรดสงบปากสงบคำ แล้วไปหาอะไรทำซะ #จบนะ #เข้าใจตรงกันนะ #TeerasakRupsuwan #เพจขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ https://goo.gl/drKZ7v นอกจากนี้ยังขอเชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน

#แคมเปญขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ https://goo.gl/N2cnns ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดเดิมวันนี้ เวลา 13.30 น.ตัวแทนภาคประชาชนชาวเชียงใหม่ จะเข้าพูดคุยกับตัวแทนศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ แต่ปรากฎว่ามีการยกเลิกการนัดหมายครั้งนี้กระทันหัน อย่างไรก็ตาม ตัวแทนชาวบ้านยังคงนัดเจอกันที่ค่ายกาวิละเช่นเดิม และยืนยันว่าไม่ใช่การ ประท้วง

แต่เป็นการเดินทาง เพื่อหารือตามที่มีการนัด 3 ฝ่าย และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเรื่องเคลื่อนไหว แม้จะไม่มีการเจรจา 3 ฝ่ายตามที่นัดล่วงหน้าไว้ โดยเฉพาะความคืบหน้าอื่นๆที่เตรียมจะดำเนินการต่อทั้งการจะยื่นศาลปกครอง เพื่อให้ขอคืนพื้นที่ ให้ยุติการก่อสร้าง นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้า จะมีการสืบชะตาและบวชป่าเชิงดอยสุเทพ ต่อไป ชาวบ้านระบุไม่กังวลถูกฟ้องยันเรียก “หมู่บ้านป่าแหว่ง”

นอกจากนี้ยังมีรายงานในสื่อสังคมออนไลน์ว่า อาจจะฟ้องร้องผู้ที่หมิ่นอำนาจศาลด้วย โดยในประเด็นนี้นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ระบุว่า ได้ยินกระแสเรื่องการขู่ฟ้องชาวบ้านที่คัดค้านเรื่องนี้มาต่อเนื่อง ไม่รู้สึกกังวล โดยเฉพาะการเรียกว่าหมู่บ้านป่าแหว่ง เป็นเรื่องจริงที่ชาวบ้านอนุรักษ์ และเครือข่ายเรียกขานต่อกันมาหลายปี เพราะเห็นถึงความไม่เหมาะสมในการใช้พื้นที่

จนทำให้สภาพเหมือนป่าแหว่ง และคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเรียกแบบนี้ “หลังจากวันนี้มีการขอเลื่อนนัดคุยกับชาวบ้าน หากมีการนัดหมายรอบใหม่ จะขอเจอผู้ที่เกี่ยวข้องในวัดหลวงของเมืองเชียงใหม่ และต้องเปิดให้สื่อเข้าสังเกตการณ์เพื่อให้เป็นเงื่อนไขว่าชาวบ้านตกลงกับตัวแทนศาลหรือหน่วยงานที่ทำโครงการนี้ รวมทั้งเตรียมจะล่ารายชื่อยื่นฟ้องศาลปกครองในเดือนเม.ย.นี้

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา แม้ผบ.ทบ.จะระบุว่าให้ชะลอโครงการ บ้านพักตุลาการ เชิงดอยสุเทพ-ปุย จ.เชียงใหม่ แต่เมื่อมีการตรวจสอบแล้วเจ้าของโครงการระบุว่ามีการปฎิบัติตามกฎหมาย ทำให้ยังไม่หยุดก่อสร้าง โดยผู้แทนของ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เจ้าของโครงการ ระบุยังยึดการหารือกับผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 เชียงใหม่ ที่ได้ข้อสรุปกันว่าจะฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ไม่ได้ให้ระงับการก่อสร้าง

กรณีบ้านพักข้าราชการตุลาการ บนเนื้อที่ 147 ไร่ ในพื้นที่ต.ดอน แก้ว อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ กำลังกลายเป็นประเด็น”ร้อน”สุดขีด แม้จะเป็นโครงการอันเริ่มต้นและต่อเนื่องมาจากเมื่อปี 2549 ในห้วงก่อนรัฐประหารในเดือนกันยายน แม้จะเป็นโครงการอันมีรากฐานสัมพันธ์กับ 2 ส่วน ส่วน 1 คือ ข้าราชการตุลาการ และอีกส่วน 1 คือ กองทัพบกโดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 3

อันเป็นหน่วยราชการซึ่งมากด้วยความละเอียดอ่อน แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ติดกับเขตป่าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงมีความอ่อนไหวเป็นอย่างสูง ความจริงกรณีบ้านพักข้าราชการตุลาการนี้มีการร้องเรียนอย่างต่อเนื่องจากคนในพื้นที่ แต่ไม่ได้รับความสนใจอย่างจริงจัง ต่อเมื่อเกิดสถานการณ์การล่าสัตว์ในพื้นทีเขตอุทยานแห่งชาติ ทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี โดยเจ้าสัว”ประชารัฐ” จึงก่อให้เกิดกระแส

1 กระแสอนุรักษ์ป่า 1 กระแสอนุรักษ์เสือดำ 1 กระแสไม่พอใจต่อความเหลื่อมล้ำ ไม่เสมอภาค ในทางกฎหมายตรงนี้เองทำให้บ้านพักข้าราชการตุลาการร้อนแรงขึ้น เป็นความร้อนแรงที่แม้จะมีความพยายามชี้ว่าเป็นโครงการตั้งแต่ยุค “ทักษิณ”และต่อเนื่องมายังยุค”ยิ่งลักษณ์” และจวนจะจบสิ้นโครงการอยู่รอมมะร่อแล้ว แต่ดูเหมือนความหงุดหงิด ไม่พอใจของชาวบ้านก็ไม่ลดราลง ตรงกันข้าม กลับขยายกลายเป็นความรู้สึก”ร่วม”

มองข้ามเสื้อสี แต่ต้องการพิทักษ์ผืนป่า เหมือนกับเมื่อเป็นเรื่องของท้องถิ่นก็น่าจะจำกัดกรอบอยู่แต่เพียงในเชียงใหม่หรือในภาคเหนือ แม้มีทหารเข้ามาก็เป็นทหารในกองทัพภาคที่ 3 แต่พลันที่สถานการณ์พัฒนาเติบใหญ่ก็กลายเป็น”เผือกร้อน”ในมือของคสช.และในมือของกองทัพบก พยายามที่จะบริหารจัดการเพื่อคลายความร้อนแรงลง ก่อนจะลามไหม้ไปยัง “รัฐบาล” และ “คสช.” ก่อนจะลามไหม้ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ศาลแจงสร้าง”บ้านพักข้าราชการ”ตีนดอยสุเทพถูกกฎหมาย เตรียมปลูกป่าให้เข้ากับพื้นที่เดิม เลขาฯศาลยุติธรรมแจงสร้างบ้านพักข้าราชการที่ตีนดอยสุเทพ ดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เผยเตรียมปลูกป่าเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่เดิม เมือ่วันที่ 27 มี.ค. นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้ตอบข้อซักถามสื่อมวลชนประเด็นการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการตุลาการ

และข้าราชการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ จ.เชียงใหม่ ว่า สิ่งที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้เตรียมการไว้แล้ว ก็คือการดูแลสภาพพื้นที่ในการที่จะปลูกป่าทำให้เข้ากับพื้นที่บริเวณเดิม ซึ่งเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะศาลยุติธรรมให้ความสำคัญในการดูแลสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ศาลย่านรัชดาภิเษกก็มีการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน “สิ่งนี้เราให้ความสำคัญ และเราไม่ได้พูดอย่างเดียว

แต่เราทำ โดยวันที่ 21 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบก่อตั้งศาลยุติธรรม เราก็จะปลูกป่าและดำเนินการต่างๆเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเราก็เข้าใจความห่วงใยของพี่น้องประชาชน”เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมกล่าว เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าการก่อสร้างบ้านพักดังกล่าว ไม่ได้ฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎหมายใด หรือเรื่องของป่าไม้ นายสราวุธ กล่าวว่า “ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย

สิ่งที่เราดำเนินการไปทั้งหมดถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนข้อทักท้วงก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เราก็จะดำเนินการต่อไปตามที่บอกไว้” เมื่อถามว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ ได้คุยเรียบร้อยกับฝ่ายทหารเจ้าของพื้นที่และได้ข้อสรุปแล้วใช่หรือไม่ นายสราวุธ กล่าวว่า ศาลยุติธรรมได้ประสานกับส่วนราชการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นมีการทำความเข้าใจ

และให้ข้อมูลที่ถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแล้ว และขอฝากสื่อมวลชนในการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้อง ขณะที่ตามสัญญาก่อสร้าง ต้องส่งมอบงานภายในเดือน มิ.ย.นี้ ดังนั้นการก่อสร้างก็ยังดำเนินต่อไป “ตอนนี้งานก่อสร้างใกล้จะเสร็จในเดือนมิ.ย.นี้ ก็เหลืออีกประมาณ 2 เดือนเศษ สิ่งที่สำคัญก็คิดว่างบประมาณที่ใช้ไปและการอยู่ดูแลพื้นที่ คิดว่าเราสามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมบริเวณใกล้เคียงได้

และจะอยู่ช่วยดูแลพื้นที่ป่าใกล้เคียงได้ ซึ่งถือเป็นภารกิจที่สำคัญที่เราจะทำ และเราจะลงมือทำทันที” เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวชี้แจงและทำความเข้าใจกับประชาชน รวมทั้งคนเชียงใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรื่องนี้ด้วยว่า เราพยายามให้ข้อมูลว่า สิ่งที่เราทำมีเจตนาดี เราไม่ได้จะทำลายสิ่งแวดล้อมหรือทำให้เกิดความเสียหายกับธรรมชาติ เมื่อถามว่าจะมีปัญหาเรื่องการรื้อถอนบ้านพักข้าราชการศาลดังกล่าว อีกหรือไม่

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ศาลยุติธรรมต้องทำตามกฎหมาย ในฐานะเป็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็จะดำเนินการให้ถูกต้อง ทุกคนอยู่ในสังคมภายใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่มีใครได้สิทธิพิเศษ ศาลยุติธรรมก็ไม่มีสิทธิพิเศษ ดังนั้นพร้อมที่จะเคารพกฎหมายทุกประการ ขณะที่ นายสุริยันห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือการปฏิบัติตามกฎหมายนั้นชัดเจนอยู่แล้ว

เปิดข้อมูลบ้านพักตุลาการ 4 โครงการมูลค่า 1,017 ล้านบาท สำหรับโครงการดังกล่าวประกอบไปด้วย โครงการแรกการสร้างบ้านพักระดับประธานศาล จำนวน 9 หลัง คือ บ้านพักประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 บ้านพักรองประธานศาลอุทธรณ์ ภาค 5 บ้านพักประธานแผนกคดีเยาวชนฯ บ้านพักประธานแผนกคดีผู้บริโภค บ้านพักประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อม บ้านพักประธานแผนกคดีเลือกตั้ง

บ้านพักอธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 5 บ้านพักผู้พิพากษาหัวหน้าศาล 2 หน่วย (ศาลจังหวัดเชียงใหม่ 1 หน่วย ศาลแขวงเชียงใหม่ 1 หน่วย) และอาคารชุดข้าราชการตุลาการ 64 หน่วย ประกาศประกวดราคาในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 และทำสัญญาก่อสร้างในเดือนกรกฎาคม 2556 วงเงิน 342,900,000 บาท โครงการที่สอง บ้านพักผู้พิพากษา 38 หลัง บ้านพักผู้อำนวยการ 1 หลัง

อาคารชุดข้าราชการตุลาการ 16 หน่วย และอาคารชุดข้าราชการศาลยุติธรม 36 หน่วย ประกาศประกวดราคาเดือนกันยายน 2556 ทำสัญญาวงเงิน 321,670,000 บาท โครงการที่สาม อาคารที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 ประกาศประกวดราคาเดือนมกราคม 2557 ทำสัญญาวงเงิน 290,885,000 บาท และโครงการที่สี่ อาคารที่ทำการสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 5 วงเงินสัญญา 61,900,000 บาท

รวมทั้ง 4 โครงการเป็นวงเงินรวม 1,017,355,000 บาท ทั้งนี้โครงการทั้งหมดกินพื้นที่ประมาณ 147 ไร่ 3 งาน 41 ตารางวา หากแล้วเสร็จ โครงการดังกล่าวจะเป็นที่พักของข้าราชการตุลาการกว่า 200 คน จาก 7 หน่วยงาน โดยคาดว่าจะสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ในเดือนพฤษภาคมนี้  ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ถูกใจ ที่มาแคมเปญทวงคืนผืนป่าดอยสุเทพ แม้จะมีคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการ

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นผลต่อการรณรงค์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 5 คืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ 143 ไร่ 3 งาน 41 ตร.ว. แคมเปญใน change.org ที่สร้างขึ้นโดย ดร.ทนง ทองภูเบศร์ นักวิชาการอิสระ ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนับสนุนแล้วกว่า 19,000 คน สอบถามถึงที่มาที่ไปของการรณรงค์ครั้งนี้ ซึ่ง ดร.ทนง เล่าว่า ในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่เคยใช้พื้นที่ตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือที่เชียงใหม่

เริ่มติดตามโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมที่มีการก่อสร้างอาคารในพื้นที่ป่าบริเวณเชิงดอยสุเทพ แม้จะเป็นการขออนุญาตใช้พื้นที่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ส่วนตัวมองนิยามของป่าในเชิงนิเวศวิทยามากกว่าจะมองในมุมกฎหมาย ทำให้รู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปสร้างที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้น โดยเฉพาะเมื่อเป็นโครงการของหน่วยงานรัฐที่น่าจะมีพื้นที่ในการสร้างอาคารบ้านพักอีกมากมาย

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here