เปิดมรดก! หลังเศรษฐีหนุ่มถูกยิงดับ!ภรรยาจัดยิ่งใหญ่ ใส่สร้อยทอง-ฝังรถหรูในหลุมศพ รวมมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท! (ภาพ-รายละเอียด)

0
122
เปิดมรดก! หลังเศรษฐีหนุ่มถูกยิงดับ!ภรรยาจัดยิ่งใหญ่ ใส่สร้อยทอง-ฝังรถหรูในหลุมศพ รวมมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท! (ภาพ-รายละเอียด)

เมื่อ 4 เม.ย. 61 สื่อต่างประเทศ รายงานครึกโครม ข่าวการเสียชีวิตของ นายเชอรอน ซัคดีโอ เศรษฐีหนุ่มนักธุรกิจคนดังในตรินิแดด และโตเบโก ประเทศทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ที่สร้างความฮือฮาให้แก่ผู้คนและโลกออนไลน์อย่างยิ่ง เนื่องจากการฝังศพของเขา ต้องถือเป็นหนึ่งในการฝังศพที่แพงที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมา เพราะมีการใส่สร้อยทองเส้นใหญ่มาก แหวนทองวงเบ้อเร่อ ให้กับศพของนายซัคดีโอ

ที่อยู่ในชุดเสื้อกางเกงสีขาวที่เขาโปรดปราน อีกทั้งยังมีการนำรถหรู เบนท์ลีย์ และรองเท้ายี่ห้อทิมเบอร์แลนด์ที่นายซัคดีโอช่ืนชอบ ลงไปในโลงศพ และหลุมศพของเขาด้วย คิดเป็นมูลค่านับ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 64 ล้านบาท เลยทีเดียว ข่าวแจ้งว่า นายซัคดีโอ เศรษฐีนักธุรกิจค้ารถและเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ ได้ถูกคนร้ายลอบสังหาร โดนดักยิงอย่างเลือดเย็น ที่ด้านหน้าบ้านของแม่เลี้ยง

ในเมืองชาร์ลีวิลล์ เมื่อคืนวันที่ 26 มีนาคม ก่อนที่ต่อมาเขาได้เสียชีวิตที่โรงพยาบาล ตามรายงานข่าวจากเว็บไซต์ spynigeria ระบุว่า นายซัคดีโอ แต่งงานแล้ว และมีลูกสองคน ซึ่งการเสียชีวิตของเขา ได้ทิ้งมรดกทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์ให้แก่ภรรยาและลูกสองคนของเขา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถติดตามจับกุมแก๊งคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับการลอบสังหารนายซัคดีโอได้

จากเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าการทำร้ายร่ากายนั้นมีความผิด โดยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 กำหนดให้ ผู้ใดทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตัวอย่างคดีทำร้ายร่างกาย นาย ก กำลังทำร้ายภรรยา นาย ข เข้ามาช่วยโดยเข้าไปล๊อคคอ

พยายามกดลงพื้น(ไม่ได้เตะต่อย) ต่อมา นาย ก แจ้งความหาว่า นาย ข ทำร้ายร่างกาย โดยมีใบรับรองแพทย์ลงความเห็นว่า ปวดหลังน่าจะรักษาเกิน 30 วันแบบนี้นาย ข จะมีความผิดหรือป่าวคะ ถ้าผิดจะได้รับโทษอะไรบ้าง ความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้กระทำร้ายซึ่งจะมีความผิดดังกล่าว จะต้องมีเจตนาจะกระทำการประทุษร้ายแก่กาย หรือจิตใจของบุคคล

ไม่ว่าจะทกระทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด ดังนั้น กรณีที่ นาย ข. เห็น นาย ก. กำลังใช้กำลังทำร้ายร่างกายภรรยาของเขา ด้วยความที่เขาเป็นพลเมืองดี ทนไม่ได้จากการเห็นผู้หญิงถูกทำร้ายร่างกายภรรยาอันไม่เป็นธรรมจากการกระทำความผิดของ นาย ก. ซึ่งไม่ใช่ว่า นาย ก. เป็นสามีแล้วจะใช้สิทธิทำร้ายร่างกายภรรยาของตนได้แต่อย่างใด การกระทำของนาย ข. ที่ได้เข้าไปล็อคคอ

นาย ก. กดลงพื้นโดยไม่ได้เตะต่อย นาย ก. แต่อย่างใด ล้วนเป็นการกระทำไปเพื่อการห้ามปราบนาย ก. ที่กระทำละเมิด ประทุษร้ายต่อร่างกายภรรยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการกระทำของพลเมืองดีที่น่าเอาเป็นแบบอย่างของสังคม นาย ข. จึงไม่มีเจตนาทำร้ายร่างกาย นาย ก. ย่อมขาดองค์ประกอบความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ข. จึงไม่มีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย นาย ก. ตาม ป.อ. มาตรา 295

การยอมความในคดีทำร้ายร่างกาย ความผิดฐานทำร้ายร่างกายนั้นแม้ผู้เสียหายจะยอมความแต่ก็ไม่มีผลให้คดียุติ เพราะการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามมาตรา ๒๙๕ ป.อ. เป็นความผิดอาญาแผ่นดิน โดยคดีความผิดต่อแผ่นดินนั้นเป็นความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหาย และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน คู่ความจะไปทำความตกลงยอมความกันไม่ได้

แม้ว่าคู่ความจะได้ทำการยอมความหรือถอนฟ้องคดีไปแล้ว พนักงานสอบสวนยังอาจดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ต้องหาได้ อย่างไรก็ดีการยอมความในคดีอาญาของผู้เสียหายเองนั้นอาจมีผลเป็นการยอมความในส่วนคดีละเมิดอันเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาในความผิดฐานทำร้ายร่างกาย หากในการยอมความนั้นมีเนื้อหาบ่งถึงการยอมความในคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาด้วย

ตัวอย่างคดีทำร้ายร่างกาย นาย ก. ทำร้ายร่างกายนาย ข. นาย ข. จึงได้ยื่นฟ้อง นาย ก. ต่อศาล ระหว่างที่ศาลกำลังพิจารณาคดีอยู่ นาย ข. ไม่ติดใจจะดำเนินคดีกับนาย ก. ต่อไป นาย ข. ก็สามารถถอนฟ้องคดีดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นผลทำให้คดีนี้ระงับไป นาย ข. จะยื่นฟ้อง นาย ก. ในเรื่องนี้อีกไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากคดีทำร้ายร่างกายเป็นคดีอาญาแผ่นดินคดียังไม่ยุติ เมื่อนาย ก. ทำร้ายร่างกายนาย ข. ดังกล่าว

พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนและจับกุมนาย ก. มาดำเนินคดีได้ แม้นาย ข. จะได้ถอนฟ้องนาย ก. ไปแล้วก็ตาม  การทำร้ายร่างกายคู่สมรส หลายท่านมีความเข้าใจว่า คู่สมรสทำร้ายร่างกายกันเองได้ ไม่ต้องรับโทษอาญาใดๆ แม้แต่ตำรวจบางท่านยังคิดเช่นนั้น ถือเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก ก่อนอื่นต้องทราบว่า การทำร้าย คือ พฤติกรรมใช้กำลังทุกรูปแบบเพื่อให้อีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ

ทางกายหรือจิตใจ จะใช้อาวุธร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญากำหนดโทษของคดีทำร้ายร่างกายไว้หลายระดับตามความหนักเบาของบาดแผลที่เกิดขึ้น เป็นการกระทำต่อบุคคลเฉพาะที่กำหนดไว้ หรือมีพฤติกรรมพิเศษ ดังนี้ มาตรา 390 ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 391 ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 295 ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย

ถ้าได้กระทำต่อบุคคลเฉพาะเจาะจง เช่น บุพการี เจ้าพนักงาน เป็นต้น หรือพฤติการณ์พิเศษ เช่น การวางแผนล่วงหน้า กระทำทารุณกรรม เป็นต้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 297 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงสิบปี โดยกำหนดลักษณะบาดแผลซึ่งถือเป็นอันตรายสาหัสไว้

เช่น ตาบอด ใบหน้าเสียโฉมอย่างติดตัว แท้งลูก ป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาหรือทำงานไม่ได้เกินกว่า 20 วัน เป็นต้น มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตามมาตรา 297 ถ้าความผิดนั้นกระทำต่อบุคคลที่กำหนดเฉพาะเจาะจงหรือพฤติกรรมพิเศษตามที่ระบุไว้ในมาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส

ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามหลักกฎหมายเกี่ยวกับการทำร้ายร่างกายข้างต้นนั้น จักเห็นว่า มันใช้ลงโทษ ผู้ใด ที่ทำร้าย ผู้อื่น ซึ่งมีผลในการคุ้มครองผู้เสียหายและลงโทษผู้ใช้กำลังทำร้ายโดยไม่จำกัดเพศ สถานภาพทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของสามีภรรยา ครูอาจารย์ บิดามารดา ล้วนอาจถูกลงโทษตามหลักนี้ได้ สำหรับคดีอาญานั้น

ผู้กระทำจักต้องรับโทษอาญาเป็นการเฉพาะตัวและต้องตีความข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและให้ความยุติธรรมแก่ผู้เสียหายด้วย ดังนั้น ความเข้าใจผิดเรื่องสามีภรรยาสามารถตบตีทำร้ายกันได้ ครูอาจารย์โบยตีลูกศิษย์ บิดามารดาฟาดตีเด็กในปกครอง จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ผู้กระทำต้องรับโทษอาญา ไม่ว่าจะเป็นจำคุก ปรับ แล้วแต่ดุลพินิจของศาล คดีทำร้ายร่างกาย อัตราโทษ มาตรา 295

ผู้ใดทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจของผู้อื่นนั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่พันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 296 ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย ถ้าความผิด นั้น มีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ  มาตรา 297

ผู้ใดกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้ายรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือน ถึงสิบปี อันตรายสาหัสนั้น คือ (1) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือเสียฆานประสาท (2) เสียอวัยวะสืบพันธุ์ หรือความสามารถสืบพันธุ์ (3) เสียแขน ขา มือ เท้า นิ้วหรืออวัยวะอื่นใด (4) หน้าเสียโฉมอย่างติดตัว (5) แท้งลูก (6) จิตพิการอย่างติดตัว (7) ทุพพลภาพ หรือป่วยเจ็บเรื้อรังซึ่งอาจถึงตลอดชีวิต

(8) ทุพพลภาพหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาเกินกว่า ยี่สิบวัน หรือจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน มาตรา 298 ผู้ใดกระทำความผิดตาม มาตรา 297 ถ้าความผิด นั้นมีลักษณะประการหนึ่งประการใดดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 289 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี  มาตรา 299 ผู้ใดเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลแต่สามคนขึ้นไป และบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เข้าร่วมในการนั้น

หรือไม่ รับ อันตรายสาหัส โดยการกระทำในการชุลมุนต่อสู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าผู้ที่เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้นั้นแสดงได้ว่า ได้กระทำไปเพื่อห้ามการ ชุลมุนต่อสู้นั้น หรือเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ  มาตรา 300 ผู้ใดกระทำโดยประมาท และการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี

หรือปรับไม่เกิน หกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เหตุบรรเทาโทษจำเลยในคดีอาญา มาตรา ๗๘ เมื่อ ปรากฏว่า มีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ว่าจะ ได้มีการเพิ่ม หรือ การลดโทษ ตาม บทบัญญัติ แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ หรือ กฎหมายอื่น แล้วหรือไม่ ถ้า ศาล เห็นสมควร จะลดโทษ ไม่เกิน กึ่งหนึ่ง ของ โทษที่จะลง แก่ ผู้กระทำความผิดนั้น ก็ได้ เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิด เป็นผู้โฉดเขลาเบาปัญญา

ตกอยู่ในความทุกข์อย่างสาหัส มีคุณความดีมาแต่ก่อน รู้สึกความผิด และ พยายามบรรเทาผลร้าย แห่งความผิดนั้น ลุแก่โทษต่อ เจ้าพนักงาน หรือ ให้ความรู้แก่ ศาล อันเป็นประโยชน์ แก่การพิจารณา หรือ เหตุอื่น ที่ ศาล เห็นว่า มีลักษณะทำนองเดียวกัน โดยไม่ต้องใช้คำรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน แต่พฤติการณ์ที่จำเลยยอมมอบตัว ทั้งที่มีอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนอยู่ เป็นเหตุบรรเทาโทษ คำพิพากษาฎีกาที่ 1473/2544 เหตุแห่งการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษจำเลยคดีอาญา

มาตรา 56 ผู้ใดกระทำความผิดซึ่งมีโทษจำคุก และในคดีนั้นศาล จะลงโทษจำคุกไม่เกินสองปี ถ้าไม่ปรากฏว่าผู้นั้นได้รับโทษจำคุกมา ก่อนหรือปรากฏว่าได้รับโทษจำคุกมาก่อน แต่เป็นโทษสำหรับความ ผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ เมื่อศาลได้คำนึง ถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรมสุขภาพ ภาวะแห่งจิต นิสัยอาชีพและสิ่งแวดล้อมของผู้นั้น หรือสภาพความผิด หรือเหตุอื่นอันควรปราณีแล้ว

เห็นเป็นการสมควรศาลจะพิพากษาว่า ผู้นั้นมีความผิดแต่รอการกำหนดโทษไว้ หรือกำหนดโทษแต่รอการ ลงโทษไว้ แล้วปล่อยตัวไปเพื่อให้โอกาสผู้นั้นกลับตัวภายในระยะเวลา ที่ศาลจะได้กำหนด แต่ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา โดย จะกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้นั้นด้วยหรือไม่ก็ได้ เงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของผู้กระทำความผิดนั้น ศาลอาจกำหนดข้อเดียวหรือหลายข้อ

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here