อดีตนักร้อง “โต ซิลลี่ฟูล” ขอโทษแล้ว! ปมเหยียดบูชารูปปั้น วอนชาวพุทธยกโทษ-รับผิดหวังทำเข้าใจผิด (คลิป)

0
395

จากกรณี “โต ซิลลี่ ฟูลส์” หรือ นายวีรชน ศรัทธายิ่ง อดีตนักร้องเพลงร็อกชื่อดังที่ประกาศหันหลังให้วงการเพลง ไปสู่บทบาทครูสอนศาสนาอิสลาม โดยระหว่างจัดรายการ “โต ตาล” กับพิธีกรคู่หู มีผู้ชมได้ถามคำถามในประเด็น “ทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้น เหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ” ซึ่งมีบางช่วงบางตอนที่โตบอกว่า

คลิป

“ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นหากผลักก็ตกแตก มันต่ำกว่าผมแล้ว มันไม่มีชีวิต จะไหว้ทำไมสิ่งไม่มีชีวิต รูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้” กระทั่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ อ่านข่าว : “โต ซิลลี่ฟูล” โต้ปมเหยียดคนไหว้รูปปั้น! เผยไม่มีสิทธิวิจารณ์ใคร

ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายวีรชนได้เดินทางไปบรรยายพิเศษที่โรงพยาบาลปัตตานี ซึ่งก่อนที่จะเริ่มบรรยายในหัวข้อ “เพิ่มพลังบวกสู่การทำงานยาเสพติดอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ” ของงานดังกล่าว นายวีรชนได้กล่าวชี้แจงพร้อมขอโทษถึงกระแสในด้านลบที่เกิดขึ้นกับตน ว่า “ส่วนตัวแล้วมีอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องในสังคมไทย

- Advertisement -

อย่างไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเป็นส่วนที่เล็กหรือใหญ่ในการทำให้มีสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นในประเทศไทยซึ่งตนก็อยากจะทำ ทีนี้การที่จะทำสิ่งเหล่านี้ได้ ความสำคัญสูงสุดก็คือความร่วมมือปรองดองกันระหว่างทุกฝ่ายทุกคน การที่เราขาดการปรองดองและความสามัคคีสมานฉันท์ ทำให้การที่จะไปสู่เป้าความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยหรือของโลกมันเป็นไปได้ยาก

อ่านข่าว : อิสลามห้ามวิจารณ์ศาสนาอื่น! ‘จุฬาราชมนตรี’ ยกอัลกุรอ่านเตือน “ผู้รู้” หวั่นนำสู่ความแตกแยก นายวีรชน กล่าวต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ที่ตนคิดว่า อาจจะพูดและทำให้คนเข้าใจผิด โดยเฉพาะพี่น้องต่างศาสนิกเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา และพูดเรื่องของการบูชารูปปั้นซึ่งเป็นกระแสที่ลบมากสำหรับตน ตนคิดว่ามีความเข้าใจผิดตรงที่ว่า ตนไปต่อว่าศาสนาอื่น

ซึ่งหากดูการบรรยายของตนกับตาลตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ตนไม่เคยพูดในเชิงนั้นเพราะจะเป็นการผิดต่อหลักการศาสนาตนเอง ดังนั้น ต้องขอเคลีร์ยและขอโทษทุกท่านที่เข้าใจว่าตนไปต่อว่าการบูชาของท่าน เนื่องด้วยความเข้าใจผิดว่า ความเชื่อทางศาสนาพุทธซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสนาพุทธ ซึ่งตนไม่ได้พูดถึงศาสนาพุทธโดยเจาะจง

คิดว่าพระพุทธเจ้ามีคำสอนว่าไม่ควรจะปั้นรูปเพื่อบูชา เอาเป็นว่าตนเข้าใจผิดตรงนี้และกัน“ตนต้องขอโทษทุกคนในเมืองไทยที่เจ็บช้ำน้ำใจ ส่วนตัวผมก็รู้สึกผิดหวังไปด้วย เพราะว่าขาดการปรองดองขึ้นมาทันที เพราะผมต้องการจะเปลี่ยนแปลงไม่ว่าส่วนเล็กๆหรือส่วนน้อยๆในประเทศนี้ ผมก็ต้องการความร่วมมือระหว่างทุกความเชื่อทุกศาสนา แต่ก็ทำให้เข้าใจผิดว่าผมไปว่า

ซึ่งต้องบอกว่าเข้าใจผิด แต่ยังไงผมก็ขอโทษอยู่ดี เพราะเจตนารมณ์ผมไม่ต้องการที่จะมีพวกน้อยในการทำความดี” บังโต กล่าว นายวีรชน กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้น ตนต้องขอโทษทุกท่านที่ตนทำให้เสียใจ โดยที่ตนไม่ได้มีเจตนาทำให้เสียใจเลย อยากจะรบกวนให้ทุกท่านกลับไปฟังทุกๆตอนของรายการโต-ตาลตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว

จะรู้ว่าผมยกศาสนทูตของทุกศาสนาขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงสุดเสมอ เพราะฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าดีๆตนจะยกขึ้นสูงเสมอ ก่อนที่ทุกท่านจะโกรธว่าตนไปว่าอะไรใคร ไม่เคยมีเจตนาว่าาและไม่เคยว่าด้วย ที่ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเขาถามว่า “ผมคิดอย่างไรในฐานะเป็นมุสลิมกับการบูชารูปปั้นหรือเทวรูป”

ซึ่งตนก็พูดในฐานะเป็นมุสลิมว่าคิดอย่างไร ไม่ได้พูดถึงศาสนาอื่น พูดในฐานะมุสลิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าสิ่งที่พูดออกไปแล้วคิดว่าไปกล่าวหาคนอื่น ตนก็ขอโทษด้วย เพราะเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางจุฬราชมนตรีก็ได้มีการแถลงข่าวออกมาแล้วว่าคนผิดก็คือตน เมื่อหัวหน้าพูดอย่างนี้ ตนก็ผิด อยากให้พี่น้องคนไทยยกโทษให้ตน จากกรณีนายวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ “โต”

อดีตนักร้องนำวง “ซิลลี่ฟูล” ได้จัด รายการกับพิธีกรและมีการตอบคำถามจากทางบ้านประเด็นเรื่องรูปปั้นของพระเจ้า deepsouthwatch เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกจาก สุชาติ เศรษฐมาลินี รองประธานคณะกรรมการอิสลามประจำ จ.เชียงใหม่ ถึง “โต ซิลลี่ฟูล” โดยระบุว่า…..จดหมายถึงโตซิลลี่ฟูล ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมในฐานะที่เป็นมุสลิมคนหนึ่งเหมือนกับคุณ

มีความรู้สึกสะเทือนใจและหดหู่ใจอย่างยิ่งกับการบริภาษและวิจารณ์อย่างถึงพริกถึงขิงถึงการเคารพรูปปั้นของชนศาสนานิกอื่น จนเพื่อนต่าง ศาสนิกจำนวนมากออกมาตอบโต้อย่างรุนแรงทั้งต่อตัวคุณเอง และก้าวล่วงกร่นด่าศาสนาอิสลามด้วยถ้อยคำอันกักขฬะหยาบคายตามมา เพราะศาสนาอิสลามที่ผมเข้าใจนั้น ไม่เคยสอนให้เราไปด่าทอ ดูหมิ่น เหยียดหยาม ลบหลู่ ศาสนาอื่น

ดังที่ อัล-กุรอาน ได้กล่าวว่า “และพวกเจ้าจงอย่าด่าว่า บรรดาที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากอัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็จะด่าว่าอัลลอฮ์เป็นการละเมิด โดยปราศจากความรู้ ในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้ความสวยงามแก่ทุกชาติ ซึ่งการงานของพวกเขา และยังพระเจ้าของพวกเขานั้น คือการกลับไปของพวกเขา แล้วพระองค์ก็จะทรงบอกแก่พวกเขาในสิ่งที่พวกเขากระทำกัน”

(อัล-กุรอาน 6:108) ในฐานะมุสลิม ผมคุ้นชินมาตลอดชีวิตกับการถูกดูถูกเหยียดหยาม ใส่ร้าย ป้ายสี ตลอดจนการบิดเบือนคำสอนจากคนต่างศาสนิกสุดโต่งบางกลุ่มในนามเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นกรณี การวาดภาพการ์ตูน 12 ช่องในประเทศเดนมาร์ก ที่ล้อเลียนท่านนบีมุฮัมหมัด (ศาสดาของศาสนาอิสลาม)

อย่างหยาบคายเพื่อสื่อถึงความป่าเถื่อนรุนแรงและมักมากในกาม หรือกรณีการ์ตูนหน้าปกของนิตยสารชาลีเอปโด ในประเทศฝรั่งเศสที่เหยียดหยามนบีมุฮัมหมัดอย่างกักขฬะ หรือกรณีงานเขียนของซัลมาน รุชดี ที่เขียนเป็นหนังสือโดยใช้ชื่อว่า “โองการซาตาน” สิ่งที่ผมได้เห็นจากปฏิกิริยาในโลกมุสลิม รวมทั้งมุสลิมในประเทศไทยก็คือ การแสดงออกด้วยการประท้วงแสดงความไม่

พอใจอย่างรุนแรงต่อการที่อิสลามและท่านนบีถูกลบหลู่หยามเหยียด ซึ่งผมเข้าใจว่าคุณโตก็คงมีความรู้สึกไม่พอใจและได้แสดงออกบางอย่างเช่นกันยามเมื่ออิสลามและท่านนบีถูกลบหลู่ดูหมิ่นเช่นนั้น คำถามผมคือ แล้วทำไมเราต้องไปพูดเชิงดูหมิ่นด่าทอเหยียดหยามความเชื่อความศรัทธาของผู้อื่น สร้างความรู้สึกให้กับเพื่อนต่างศาสนิกที่ไม่ต่างจากเมื่อมุสลิมเราถูกด่าทอเหยียดหยาม

เฉกเช่นเดียวกัน คุณอาจพูดว่าในเมื่อคุณถูกถาม คุณก็จำเป็นต้องตอบและต้องอธิบาย แต่ผมเห็นว่า มุสลิมเรามีคำตอบ มีคำอธิบายในเรื่องนี้ที่สามารถทำให้เพื่อนต่างศาสนิกได้เข้าใจและยอมรับในจุดยืนของมุสลิมเราได้โดยไม่ต้องทำให้เขารู้สึกว่าถูกด่าทอ ถูกดูหมิ่น ถูกเหยียดหยาม ดังการใช้คำพูดและกิริยาของคุณ ดังนั้น สิ่งที่คุณได้ทำไปในความเห็นของผมจึงไม่ใช่การ

อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลโดยใช้ปัญญาที่ชาญฉลาดและด้วยคำพูดที่สุภาพ (ฮิกมะฮ์) ดังที่ อัล-กุรอาน ได้สอนไว้ว่า “จงเรียกร้องสู่แนวทางแห่งพระเจ้าของสูเจ้าโดยสุขุม และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า แท้จริงพระเจ้าของพระองค์และพระองค์ทรงรู้ดียิ่งถึงบรรดาผู้ที่อยู่ในทางที่ถูกต้อง” (อัลกุรอาน 16:125) ผมแม้จะมีความรู้น้อยทางด้านศาสนาเพราะ

ไม่ได้ศึกษาเชี่ยวชาญมาทางนี้ แต่อิสลามเท่าที่ผมได้รู้จักเรียนรู้ ผมกลับเห็นว่าตลอดประวัติศาสตร์อิสลามและคำสอนวัตรปฏิบัติของท่านนบีมุฮัมหมัดที่มุสลิมเราเรียกว่าอัสซุนนะฮ์นั้น มันเต็มไปด้วยความสุภาพ งดงาม อ่อนน้อม อดทน-อดกลั้น และเคารพให้เกียรติชนทุกศาสนิกไม่ใช่หรือ ดังตัวอย่างในประวัติศาสตร์สมัยท่านนบีฯ ที่คุณเองก็คงทราบดี เช่น เมื่อครั้งหนึ่งมีขบวนศพ

ผ่านท่านนบีและปวงอัครสาวก (ศ่อฮาบะฮ์) ปรากฏว่าท่านนบีฯ ได้ลุกขึ้นยืนเพื่อให้เกียรติกับศพที่เสียชีวิตไปนั้น แล้วมีสาวกท่านหนึ่งกล่าวแก่ท่านนบีว่า “ท่านลุกยืนขึ้นทำไม นั่นไม่ใช่ศพมุสลิม” ท่านนบีฯ จึงถามกลับไปว่า “แล้วเขาไม่ใช่มนุษย์เหมือนท่านดอกหรือ?”หรือเรื่องที่มุสลิมเรามักเล่ากันอยู่เสมอๆ เกี่ยวกับผู้หญิงเพื่อนบ้านของท่านนบีฯ คนหนึ่ง ที่เกลียดท่าน

แล้วจะนำขยะมาทิ้งไว้ที่หน้าบ้านท่านเป็นประจำ และท่านนบีฯ ไม่เคยไปด่าตอบโต้กลับหรือแสดงกิริยาเกรี้ยวกราดหยาบคายต่อหญิงผู้นั้น ท่านกลับเก็บขยะที่ถูกนำมาทิ้งไว้หน้าบ้านของท่านไปทิ้งทุกครั้ง ด้วยความอดทน จนกระทั่งวันหนึ่ง หน้าบ้านของท่านว่างเปล่าไม่มีขยะเจ้าประจำมาทิ้งไว้ ท่านจึงไปเยี่ยมหญิงผู้นั้นพร้อมอาหารด้วยความเป็นห่วงว่าเธอไม่สบายไปหรือเปล่าจึงไม่

เห็นมาทิ้งขยะไว้หน้าบ้านของท่านในวันนั้น และผมเห็นว่าเรื่องที่น่าจะเตือนใจคุณและผมรวมทั้งมุสลิมเราทั้งหลายได้ดีที่สุดอีกเรื่องหนึ่งคือ ในสมัยของท่านอุมัร อิบนิ ค๊อตต๊อบ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งค่อลีฟะฮ์ (ผู้ปกครองสูงสุดของโลกอิสลามขณะนั้น) และเดินทางไปยังกรุงเยรูซาเล็มที่มุสลิมสามารถยึดกลับคืนมาได้ และท่านเดินทางไปที่โบสถ์คริสต์ประจำเมืองเมื่อถึงเวลาละหมาด

บาทหลวงชาวคริสต์เชิญท่านเข้าละหมาดในโบสถ์เพราะเห็นว่าได้ตกเป็นของชาวมุสลิมแล้ว แต่ท่านอุมัรกลับขอทำการละหมาดข้างนอกโบสถ์โดยให้เหตุผลแก่บาทหลวงผู้นั้นว่า “ฉันเห็นว่ามีรูปปั้นติดอยู่ในโบสถ์ของท่าน ดังนั้น หากฉันละหมาดข้างในโบสถ์นี้ฉันเกรงว่าคนของฉันในรุ่นต่อมาที่พวกเขาอาจไม่เข้าใจและจะมาทำลายรูปปั้นของท่านไปเสีย ฉันจึงขอละหมาดข้างนอกโบสถ์”

และต่อมาในสมัยออตโตมัน เมื่อพิชิตกรุงสะแตนติโนเปิลได้ในปี ค.ศ.1453 ซึ่งคนในเมืองล้วนนับถือศาสนาคริสต์ และพวกเขาต่างร้องไห้ขณะทหารออตโตมันเดินทัพเข้าเมืองเพราะคิดว่าพวกมุสลิมคงกำจัดโบสถ์ศาสนสถานของพวกเขาเสียสิ้น แต่ผู้นำออตโตมันขณะนั้นตระหนักดีถึงหลักคำสอนและการปฏิบัติอันงดงามยิ่งใหญ่ของอิสลามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องราวของท่านอุมัรดัง

กล่าว พวกเขาจึงไม่ได้ทำลายรูปปั้นและรูปเคารพของชาวคริสต์จนเหลือให้เห็นร่องรอยมาจนถึงทุกวันนี้ซึ่งผมคิดว่าคุณโตก็คงตระหนักดีในเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ ผมเชื่อว่าด้วยการปฏิบัติเช่นนี้ตลอดประวัติศาสตร์อิสลามจึงทำให้ศาสนาอิสลามยิ่งใหญ่และดำรงอยู่มายาวนานจนถึงพวกเราในวันนี้ แล้วทำไมคนรุ่นเรากลับมาลดทอนคุณค่าความงดงามเหล่านั้นไปเสียในการที่

จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างให้เกียรติซึ่งกันและกัน ครั้งหนึ่ง ผมได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศอินโดนีเซีย ประเทศที่ถือว่ามีจำนวนประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลกขณะนี้ ผมได้ฟังเรื่องราวที่อยากจะแบ่งปันกับคุณคือ ที่ชุมชนมุสลิมชื่อสุนันกุดดุส อิหม่ามในชุมชนได้เล่าให้ผมฟังอย่างน่าสนใจว่า เมื่อครั้งอิหม่ามที่เป็นผู้นำมุสลิมจำนวนหนึ่งมายังชุมชนนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูซึ่ง

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here