รู้ไว้ปลอดภัยกว่า! อย่าลงเล่นน้ำทะเลอย่างเด็ดขาด ถ้าเจอคลื่นขาดกัน วิธีเอาตัวรอด “คลื่นดูด” ภัยร้ายใกล้ฝั่งชายทะเล ! (คลิป-ชมภาพ)

0
381

ช่วงนี้เกิดคลื่นลมทะเลแรงไปทั่ว ถ้าจะลงเล่นน้ำชายหาด ถ้าเจอคลื่นขาดจากกันเป็นช่อง และน้ำมีสีเขียวแบบนี้ ห้ามเผลอใจลงไปเล่นเด็ดขาด เพราะคลื่นน้ำวน มันจะดูดท่านจมหายไปทันที และตายแน่ๆ และถ้าฉุกเฉินอย่าว่ายทวนเข้าหาฝั่งเด็ดขาด เพราะไม่มีทางสู้แรงน้ำมหาศาลได้ แต่ให้ตัดสินใจว่ายหันหน้าออก แนวขนานกับฝั่ง ขัดความรู้สึกหน่อย แต่ตามหลักฟิสิกส์ แรงน้ำจะเป็นคุณกับท่าน

คลิป

และจะรอดชีวิตราวปาฏิหารย์ ใครมีเพื่อนอยู่แถวๆหาดแม่รำพึง ช่วยกันส่งต่อๆกันไปนะครับ อันตรายมาก หลังจากที่ในช่วงนี้มีข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวที่ลงเล่นน้ำบริเวณชายหาดชายฝั่งทะเลในช่วงหลังฝนตกและมีปรากฏการณ์คลื่นดูดส่งผลให้ผู้ที่ลงเล่นน้ำจมหายไป ซึ่งบางครั้งก็เกิดต่อหน้าต่อตาผู้คนที่เล่นน้ำด้วยกันจนกลายเป็นเรื่องที่หลายๆคนต่างผวากับเหตุการณ์ดังกล่าว

วันนี้เราไปดูกันว่าจะเรียนรู้และป้องกันรับมือกับเหตุการณ์คลื่นดูดได้อย่างไรบ้าง Rip Current แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็คือ “กระแสน้ำรูปเห็ด” ซึ่งมีคนเข้าใจผิดว่าเป็น ทะเลดูด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เนื่องจากทะเลดูดจะดูดสิ่งต่าง ๆ จากผิวน้ำลงไปใต้น้ำ แต่กระแสน้ำรูปเห็ดนี้ จะเกิดขึ้นบนผิวน้ำและใกล้ชายฝั่งมีรูปร่างคล้ายดอกเห็ดจึงเรียกกันว่า Rip Current หรือ กระแสน้ำรูปเห็ด กระแสน้ำใกล้ชายฝั่งมี 2 ประเภท

ได้แก่ กระแสน้ำตั้งฉากกับฝั่งทะเลออกไปสู่ทะเลลึก และ กระแสน้ำเลียบชายฝั่ง ไหลขนานกับฝั่งทะเล การเกิดกระแสน้ำรูปเห็ดนี้จะมองเห็นได้จากในที่สูงเป็นลำกว้างประมาณ 5-10 เมตร มีความเร็วประมาณ 8 กม./ชม. โดยขึ้นอยู่กับความสูงของคลื่น รูปร่างและความลาดชันของฝั่งทะเล รวมทั้งขนาดของตะกอนและสิ่งกีดขวาง เช่น โขดหินรอดักตะกอน โดยจะเกิดขึ้นบริเวณไม่ไกลจากริมฝั่ง

ทำให้ผู้ที่ลงเล่นน้ำใกล้ฝั่งตกใจ เนื่องจากเมื่อเข้าไปในบริเวณลำของกระแสน้ำรูปเห็ด จะถูกกระแสน้ำพาเอาออกไปไกลจากฝั่งสู่น้ำลึกอย่างรวดเร็ว ผู้ที่ว่ายน้ำไม่แข็งจะจมน้ำเสียชีวิตได้ กระแสน้ำที่เกิดโดยคลื่นใกล้ฝั่งมีหลายชนิด แต่บริเวณที่ก่อให้เกิด Rip Current คือบริเวณ โซนคลื่นแตก จะอยู่บริเวณใกล้ฝั่ง ในเวลาที่คลื่นเดินทางมาใกล้ฝั่งจะมีความสูงมากขึ้น

เนื่องจากมันจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อให้เกิดการสมดุล ถ้าหากความสูงของ คลื่นมากกว่า 7 เท่าของความยาวคลื่น หรือ ความลึกของน้ำมากกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น คลื่นก็จะแตก เพราะไม่มีความสมดุลของพลังงานกระแสน้ำนี้สามารถเกิดได้ตลอดเวลา โดยขึ้นอยู่กับความแรงของลม ความสูงของคลื่น ความลาดชันของชายหาด บางครั้งอาจจะขึ้นอยู่กับสภาพลมฟ้าอากาศ

และสภาพแวดล้อมด้วยที่เป็นตัวเพิ่มความแรงของกระแสน้ำ ซึ่งลมมรสุมที่พัดผ่านเข้าสู่หน้าหาดแต่ละหาดจะแตกต่างกัน วิธีสังเกต ให้สังเกตสีของน้ำทะเล เพราะมันเป็นกระแสน้ำที่พาเอาตะกอน ออกไปนอกชายฝั่ง บริเวณกระแส น้ำ จึงมีความขุ่นแตกต่างไปจากน้ำทะเลทั่ว ๆ ไป มีการไหลวน ปั่นป่วนเพราะความแรงและมีลักษณะคล้ายรูปดอกเห็ด โดยมีลำต้นยื่นจากชายฝั่ง ส่วนที่เป็นหมวกเห็ดยื่นไปในทะเลลึก ขนาด

ยิ่งใหญ่และยิ่งไกลก็ยิ่งแรงมาก และ เมื่อใดก็ตามที่ กระแสน้ำไหลเข้าสู่ฝั่งแล้วถูกกีดขวางจากสิ่งต่าง ๆ เช่น โขดหิน หรือสันทราย ไม่ให้ไหลกลับสู่ท้องทะเลได้สะดวก เมื่อมีช่องว่างกระแสน้ำก็สามารถไหลกลับได้ ยิ่งเป็นร่องแคบ ๆ น้ำก็ยิ่งจะไหลแรง ถ้าช่องกว้างน้ำจะไหลช้าและกระจายออกไป ซึ่งความเร็วและความแรงขึ้นอยู่กับรูปร่าง ความสูงของคลื่นและความลาดชันของชายหาด บางทีไม่ถึงกับตั้งฉากเสียทีเดียว

การเสียชีวิตจากการเกิดกระแสน้ำ Rip Current ในต่างประเทศจะเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงมาก ทำให้ประเทศเขามีเจ้าหน้าที่คอยดูแลและให้ความช่วยเหลือรวมทั้งติดป้ายประกาศเตือน นอกจากนี้ยังให้ความรู้เกี่ยว กับ Rip Current แก่สาธารณชนด้วย รวมทั้งมีการพยากรณ์ช่วงเวลาและชายหาดที่น่าจะเกิดกระแสน้ำนี้ขึ้นเพื่อเตือนนักท่องเที่ยว วิธีป้องกัน

ถ้าลงเล่นน้ำแล้วพบว่ามีกระแสน้ำผลักดันตัวเราอย่างแรงและเร็วให้ออกไปนอกฝั่ง ก่อนอื่นเราต้องมีสติอย่าตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก ให้สังเกตว่าฝั่งทะเลอยู่ทางทิศใดและว่ายออกด้านข้างขนานกับชายฝั่ง เมื่อพ้นจากบริเวณลำแคบ ๆ ของกระแส น้ำที่พาเราออกไปนอกชายฝั่งแล้ว คลื่นนอกบริเวณกระแสน้ำรูปเห็ดก็จะพาเรากลับเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นหลังฝนตกหนัก หรือ หลังจากวันที่ทะเลปั่นป่วน

ควรงดลงเล่นน้ำทะเลสัก 2-3 วัน เพราะหลังจากนั้นสันทรายทะเลที่เกิดขึ้นจะพังและทราย ก็จะถูกหอบขึ้นมากองบนหาดทรายตามเดิม ตัวอย่าง หาดแม่รำพึง น่าจะมีลักษณะเกิดจาก Rip Current คือกระแสน้ำที่พัดในแนวตั้งฉากกับชายฝั่งแล้วตีกลับออกทะเล โดยจะมีอุปสรรคใต้น้ำปิดกั้นไม่ให้ไหลกลับคืนท้องทะเลได้สะดวกนอกจากบางช่องทางเท่านั้น หรือเกิดจากการที่น้ำทะเลไหลพัดมาปะทะแล้วไหลย้อนกลับ

ออกไปในทะเล อุปสรรคเช่น แนวหิน แนวปะการัง หรือสันทรายที่อยู่ใต้น้ำ แนวหินหรือแนวปะการังมักจะอยู่คงที่ และเจ้าหน้าที่สามารถเตือนกันได้ แต่แนวสันทรายมักจะมีการเคลื่อนที่ พังหรือก่อตัวขึ้นใหม่ ทำให้การป้องกันได้ยาก อันตรายของ Rip Current จะเกิดกับคนที่ไม่รู้วิธีรับมือเมื่อตกเข้าไปในกระแสของมัน เพราะธรรมชาติของคนเรามักจะว่ายน้ำสวนทวนกระแสของ Rip Current

พอว่ายเข้ามาเรื่อยๆก็มักจะแพ้และหมดแรง ถ้าหากว่าไปเล่นน้ำทะเลแล้วเจอกับ Rip Current แนะนำว่าอย่าว่ายสวนกระแส แต่ให้ว่ายไปในระนาบของชายฝั่ง มันจะทำให้เราหลุดพ้นจากกระแสได้ หลังจากนั้นจึงค่อยว่ายเข้าฝั่งเมื่อรอดพ้นจากอิทธิพลของมัน เที่ยวทะเล ระวังร่องน้ำดูด เสียชีวิตแล้วหลายราย เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม กลายเป็นข่าวให้เห็นตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์อยู่เป็นประจำ

สำหรับการเสียชีวิตจากการไปเล่นน้ำทะเล ที่บริเวณหาดแม่รำพึง จ.ระยอง หรือกระทั่งหาดอื่นๆ ในทะเลไทย ทั้งๆ ที่ผู้เล่นไม่ได้ว่ายออกไกลจากฝั่งเท่าไรนัก ล่าสุดก็เพิ่งมีเด็กนักเรียนจาก จ.สมุทรปราการ เสียชีวิตไปอีก 1 รายนั้น ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม น้ำทะเลบางแห่ง ถึงได้ดูดคนเล่นน้ำออกไปสู่ทะเลลึก! มันเป็นอาถรรพ์ หรือมีเหตุผลอื่นๆ? เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.สมเกียรติ ขอเกียรติวงศ์

หัวหน้ากลุ่มงานสมุทรศาสตร์และสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่ง บอกว่า ปกติชายหาดแต่ละพื้นที่จะมีลักษณะทางธรณีวิทยาแตกต่างกัน ทำให้บางฤดูไม่เหมาะกับการเล่นน้ำ โดยฝั่งอ่าวไทยในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้โอกาสที่จะได้รับอันตรายจากคลื่นลมแรงมีมาก เพราะชายฝั่งส่วนใหญ่มีลักษณะเปิด เมื่อมีคลื่นเคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งที่มีลักษณะตรงหรือโค้ง บวกกับความแรงที่ผิวน้ำ และลักษณะความลึกที่ไม่เท่ากัน

โอกาสที่จะเกิดการเบี่ยงเบนของคลื่นของฝั่งซ้ายและขวาที่ปะทะกันทำให้เกิดแรงดันน้ำดูดลงไปใต้น้ำ โดยคนที่อยู่ในตำแหน่งพอดีจะถูกคลื่นดูดลงไปที่ก้นอ่าว “เวลาที่น้ำดูด ถ้าเป็นคนว่ายน้ำแข็งจะพยายามว่ายกลับมาจุดเดิม แต่มักจะถูกน้ำพาไหลออกไปเรื่อยๆ วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้นคือ ต้องว่ายเลี่ยง น้ำดูดไม่ใช่มีแต่ในอ่าวไทย แต่ฝั่งอันดามัน เช่น หาดกะตะ กะรน ป่าตอง และสุรินทร์ จ.ภูเก็ต

ก็มีคนเสียชีวิตจากน้ำดูดในช่วงมรสุมเช่นกัน” ดร.สมเกียรติ กล่าว ด้านนายเฉลิมศักดิ์ วานิชสมบัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางอุทยานฯ มีการติดป้ายเตือนนักท่องเที่ยว และติดธงบริเวณหาดแม่รำพึงให้ระวังอันตรายจากการเล่นน้ำในบริเวณดังกล่าวแล้ว และมีรถตระเวนเตือนนักท่องเที่ยวเป็นประจำ

ซึ่งหาดดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อนักท่องเที่ยว เพราะเป็นหาดที่มีคลื่นแรง และลักษณะของหาดลาดเทลงไปในทะเล หากเล่นน้ำโดยไม่ระมัดระวังก็อาจจะเกิดอันตรายได้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะดังกล่าวนี้มีชื่อเรียกว่า “rip current หรือ ริปเคอร์เร้นท์” เป็นกระแสน้ำที่พัดในแนวตั้งฉากกับชายฝั่งออกสู่ทะเล โดยเกิดจากการที่น้ำทะเลถูกอุปสรรคใต้น้ำปิดกั้นมิให้ไหลกลับคืนท้องทะเลได้สะดวกนอกจากบางช่องทางเท่านั้น

หรือเกิดจากการที่น้ำไหลพัดสอบมาปะทะแล้วไหลย้อนกลับ ออกไปในทะเล อุปสรรคเช่น แนวหิน แนวปะการัง หรือสันทรายที่อยูใต้น้ำแนวหินหรือแนวปะการังมั จะอยู่คงที่ และเจ้าหน้าที่สามารถบอกเตือนกันได้ แต่แนวสันทรายมักจะมีการเคลื่อนพังหรือก่อตัวขึ้นใหม่ ยากแก่การระวังป้องกัน นอกจากนี้ “rip current” ยังเกี่ยวพันกับฤดูกาล และสภาพอากาศหลังฝนตกหนักหรือในช่วงวันที่คลื่นน้ำทะเลปั่นป่วน

มักจะมีผลให้ทรายตามชายหาดพังไหลย้อนลงไปตกตะกอนนอกแนวขอบชายฝั่งทะเล ซึ่งทรายเหล่านี้เองเป็นสันทรายใต้น้ำที่ขัดขวางการไหลย้อนกลับของน้ำทะเลที่ถาโถมเข้าฝั่งด้วยอิทธิพลของคลื่น น้ำทะเลจำนวนมากถูกบังคับให้ไหลกลับออกไปในช่องเปิดของของสันทราย และกลายเป็น RipCurrent ที่ทรงอานุภาพพร้อมจะปลิดชีพของคนที่ไม่รู้จักมัน เพราะฉะนั้น หลังฝนตกหนัก หรือ หลังจากวันที่ทะเลปั่นป่วน

จงงดลงเล่นน้ำทะเลสักสองสามวัน เพราะหลังจากนั้นสันทรายทะเลที่เกิดขึ้นจะพังและทราย ก็จะถูกกอบขึ้นมากองบนหาดทรายตามเดิม เมื่อคลื่นม้วนตัวกลับลงทะเลหลังจากซัดเข้ากระทบฝั่ง สันและเนินทรายต่างๆ ที่วางตัวเรียงอยู่ใต้พื้นน้ำจะเป็นอุปสรรคขวางไม่ให้น้ำไหลคืนลงทะเลได้สะดวก ทำให้น้ำจะไปไหลรวมกันย้อนลงทะเลที่ช่องรอยต่อระหว่างสันทราย เกิดเป็นกระแสดูดออกจากฝั่งที่เรียกว่า Rip Current

กระแสน้ำที่เกิดขึ้นนี้อาจจะมีความเร็วได้ตั้งแต่ 0.5-2.5 เมตร/วินาที ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความแรงของคลื่น และสภาพพื้นทะเลใต้ผิวน้ำ อันตรายของ Rip Current จะเกิดกับคนที่ไม่รู้วิธีรับมือกับมันเมื่อตกเข้าไปในกระแสของมัน เพราะธรรมชาติของคนเรามักจะว่ายน้ำสวนทวนกระแสของ Rip Current ซึ่งก็มักจะแพ้และหมดแรงต้านทานในที่สุด ซึ่งริปเคอร์เร้นท์สามารถเกิดขึ้นได้เกือบทุกหาด

โดยขึ้นอยู่ที่ความแรงของกระแสน้ำเป็นหลัก วิธีแก้ไขเมื่อตัวเองอยู่ในริปเคอร์เร้นท์ คือ อย่าพยายามว่ายเข้าฝั่งทันที เพราะคุณจะไม่สามารถสู้แรงน้ำได้ ทางที่แนะนำคือ ต้องออกมาจากมันด้วยการว่ายน้ำทางขวางกับกระแส หรือให้ง่าย ๆ คือ ว่ายขนานกับชายฝั่งจนแน่ใจว่าเราไม่ถูกดูดออกไปแล้ว จึงค่อยว่ายเข้าหาฝั่งอีกที

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here