เปิดบ้าน “มหาเศรษฐี” ที่แพงที่สุดในโลก อลังการ สุดเริศ สูง 27 ชั้น จ้างคนดูแลกว่า 600 คน มีทุกอย่างครบ จบในบ้านเดียว (ชมภาพ)

0
492

จากกรณี มหาเศรษฐีจากอินเดีย คนนี้ ได้สร้างบ้านตัวเองโดยงบประมาณ มูลค่าทรัพย์สินกว่า 19.3 พันล้านดอลลาร์ หลังจากที่ทุกอย่างถูเนรมิตรครบทุกอย่างทำให้เพื่อนของมหาเศรษฐีคนนี้ถึงกับตะลึงกันเลย เพราะทุกอย่าในบ้านของ มหาเศรษฐีคนนี้มีครบทุกอย่างและเขานั้น เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท “รีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์” ที่ทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศ มหาเศรษฐีที่มีเงินมากมายแล้วนั้น

เขาก็คงอยากสร้างบ้านให้ดูดีและสะดวกสบายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนดั่งมหาเศรษฐีจากอินเดียคนนี้ชื่อ นาย Mukesh Ambani (มูเกช อัมบานี) ผู้ชายคนนี้ถือว่ารวยติดอันดับของโลก จากการจัดอันดับของ Forbes มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 19.3 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2016 รวยอยู่อันดับที่ 36 ของโลก จากธุรกิจปิโตรเคมี อุตสาหกรรม บริษัทพลังงานและวัสดุ และที่ตั้งของมันไม่ได้อยู่พื้นที่ราคาถูก มันอยู่บนถนนเส้นที่แพงอีกต่างหาก

นี่คือตึกสูง 27 ชั้น กลางเมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย ที่เป็นบ้านของครอบครัวมหาเศรษฐีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ภายใน “บ้าน” ของเขานั้นประกอบไปด้วยโรงภาพยนตร์ 50 ที่นั่ง ลานจอดรถ 160 คัน และลิฟต์ 9 ตัวและจ้างพนักงาน 600 คน มาดูแลให้ความสะดวกในส่วนต่างๆ ของตึก และชั้นดาดฟ้ามีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ ถึง3 ลำเลยที่เดียว นายมุเกช อัมบานี ประธาน “รีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์”

บริษัทรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย ติดอันดับ 1 ผู้ร่ำรวยที่สุด 100 อันดับในอินเดียเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน นิตยสาร “ฟอร์บส” เผยแพร่รายงานการจัดอันดับผู้ร่ำรวยที่สุด 100 อันดับในอินเดีย ล่าสุดเมื่อ 19พ.ย. พบว่าในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา มีเศรษฐีระดับพันล้านในอินเดียเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่ามาอยู่ที่ 52 คน จากปีที่แล้วที่มีแค่ 27 คน อันเป็นผลพวงการฟื้นคืนชีพของตลาดหุ้นทั่วโลก ผู้ร่ำรวยที่สุดในอินเดียปีนี้

คือนายมุเกช อัมบานี ประธาน “รีไลแอนซ์ อินดัสทรีส์” บริษัทรายใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งเป็นการติดอันดับ1ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 มีทรัพย์สินมูลค่ารวม 32,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 54 เปอร์เซนต์ ส่วนลักษมี มิททาล เจ้าพ่อบริษัทถลุงเหล็ก รั้งอันดับ2 ด้วยทรัพย์สิน 30,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 46 เปอร์เซนต์ ขณะที่ “อานิล”น้องชายที่กำลังมีปัญหาขัดแย้งกันของนายอัมบานี

ติดอันดับ3 มีทรัพย์สินรวม17,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 40เปอร์เซนต์ เศรษฐีหน้าใหม่ที่ติดโผปีนี้ คือสุธีร์และซามีร์ เมห์ตา สองพี่น้องจากกลุ่มบริษัทด้านพลังงาน “ทอร์เรนท์ พาวเวอร์” ติดอันดับ 23 ร่วม ด้วยมูลค่าทรัพย์สินรวม 2,020 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ฟอร์บส ยังเทียบเคียงมูลค่าทรัพย์รวมของเศรษฐีจีนกับอินเดีย ด้วยจำนวน 100 คนเท่ากัน พบว่า 100 ผู้ร่ำรวยที่สุดของจีน มีทรัพย์สินรวม 170,000 ล้านดอลลาร์

น้อยกว่าทรัพย์สินของ 100 เศรษฐีเมืองภารตะที่มี 276,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมารายงานข่าวในวันจันทร์ (22) ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยของอินเดียเห็นชอบส่งเจ้าหน้าที่คอมมานโดระดับท็อปของประเทศไปให้การคุ้มครองต่อ มูเกช อัมบานี มหาเศรษฐีชื่อดังชาวอินเดียเป็นกรณีพิเศษ หลังจากที่อัมบานีซึ่งเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดีย และรวยเป็นอันดับที่ 2 ของทวีปเอเชียรายนี้ ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งที่มีเนื้อหาขู่เอา

ชีวิตเขาเมื่อราว 2 เดือนก่อน และคาดว่า ผู้อยู่เบื้องหลังคำขู่ดังกล่าวอาจเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงอินเดียน มูจาฮิดีน แหล่งข่าวรายหนึ่งเผยว่า อัมบานีอาจยอมจ่ายเงินให้กับรัฐบาลอินเดียสูงถึง 900,000 รูปี (คิดเป็นเงินไทยราว 476,280 บาท) ต่อเดือน เพื่อแลกเปลี่ยนกับการที่รัฐบาลแดนโรตีต้องส่งหน่วยคอมมานโด พร้อมอาวุธครบมือมาคอยรักษาความปลอดภัยให้กับเขาเป็นการส่วนตัว แม้จนถึงขณะนี้ทางการอินเดียจะยังไม่ตัดสินใจว่าจะส่ง

กำลังมาให้การคุ้มครองอัมบานี เป็นจำนวนเท่าใดก็ตาม อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอัมบานีในการทุ่มเงินจ้างหน่วยคอมมานโดของรัฐมาทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเป็นการส่วนตัวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความไม่เหมาะสม โดยเฉพาะตามเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ เนื่องจากผู้คนจำนวนมากไม่เห็นด้วยที่กองกำลังคอมมานโดของประเทศ จะต้องถูกส่งไปอารักขาคนรวย แทนที่จะทำหน้าที่ปกป้องประชาชนผู้เสีย

ภาษี ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากนิตยสารฟอร์บส์ของสหรัฐฯระบุว่า ในปีนี้ อัมบานี ในวัย 56 ปี มีทรัพย์สินในความครอบครองคิดเป็นมูลค่ากว่า 21,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 616,620 ล้านบาท ประเทศอินเดียเกิดขึ้นบนอนุทวีปอินเดีย (Indian subcontinent) ซึ่งตั้งอยู่บนบริเวณแผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian tectonic plate) ซึ่งในอดีตนั้นเคยเชื่อมอยู่กับแผ่นออสเตรเลีย การรวมตัวทางภูมิศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศ

อินเดียนั้นเกิดขึ้นราว 75 ล้านปีก่อน เมื่ออนุทวีปอินเดียซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปแห่งตอนใต้ คือ มหาทวีปกอนด์วานา (Gondwana) ได้เริ่มเคลื่อนตัวขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านที่บริเวณมหาสมุทรอินเดียซึ่งในขณะนั้นยังไม่เกิดขึ้น โดยกินเวลารวมทั้งหมดประมาณ 55 ล้านปี หลังจากนั้นอนุทวีปอินเดียนได้ชนเข้ากับแผ่นทวีปยูเรเชีย อันเป็นที่มาของการเกิดเทือกเขาที่มีความสูงที่สุดในโลก คือ เทือกเขาหิมาลัย

ซึ่งอยู่บริเวณภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย ตอนใต้ของเทือกเขาซึ่งเคยเป็นท้องทะเลอันกว้างขวางได้ค่อยๆกลายมาเป็นผืนดินราบลุ่มแม่น้ำอันกว้างใหญ่ ทำให้เกิดเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาตอนเหนือของอินเดีย (Indo-Gangetic Plain) ทางภาคตะวันตกนั้นติดกับทะเลทรายธาร์ ซึ่งถูกกั้นกลางด้วยทิวเขาอะราวัลลี อนุทวีปอินเดียนั้นได้คงอยู่จนกลายมาเป็นคาบสมุทรอินเดียในปัจจุบัน ซึ่งจัดเป็นส่วนที่เก่าแก่ที่สุดทางธรณีวิทยา

และยังเป็นบริเวณที่มีความคงที่ทางภูมิศาสตร์ที่สุดแห่งหนึ่งในอินเดีย โดยกินพื้นที่กว้างขวางจรดเทือกเขาสัทปุระ (Satpura)ทางตอนใต้ และเทือกเขาผิงอ ในภาคกลางของอินเดีย โดยมีลักษณะคู่ขนานกันไปจรดชายฝั่งทะเลอาหรับในรัฐคุชราตทางทิศตะวันตก และที่ราบสูงโชตนาคปุระ (Chota Nagpur Plateau) ที่เต็มไปด้วยแร่รัตนชาติในรัฐฌาร์ขัณฑ์ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่วนทิศใต้นั้นประกอบด้วยแผ่นดินคาบสมุทรบนที่ราบสูงเดค

คาน (Deccan Plateau) ซึ่งถูกขนาบโดยเทือกเขาริมทะเลทั้งสองฝั่งที่เรียกว่า เทือกเขากัทส์ทิศตะวันตก และตะวันออก(Western and Eastern Ghats) ในบริเวณนี้จะพบหินที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งมีอายุถึง 1 พันล้านปี เทือกเขาเคดาร์ (Kedar Range) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหิมาลัย มองจากวิหารฮินดู (Kedarnath Temple) ชายฝั่งของอินเดียนั้นมีระยะทางประมาณ 7,517 กิโลเมตร (4,700 ไมล์)

แบ่งเป็นระยะทางบนคาบสมุทรอินเดีย 5,423 กิโลเมตร (3,400 ไมล์) และ 2,094 กิโลเมตร (1,300 ไมล์) ในหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์และลักษทวีป จากแผนที่ทะเลของอินเดียนั้น ชายฝั่งบนแผ่นดินใหญ่ของอินเดียประกอบด้วยหาดทรายถึง 43% กรวดและหิน 11% รวมถึงหน้าผา และ 46% เป็นดินเลนและโคลน แม่น้ำในอินเดียแบ่งออกได้เป็นสี่ประเภทคือ แม่น้ำจากเทือกเขาเอเวอเรส แม่น้ำคาบสมุทรเดคคาน

แม่น้ำชายฝั่ง และแม่น้ำในดินแดนภายในแม่น้ำหิมาลัย ปกติจะเกิดจากน้ำที่ละลายมาจากหิมะ ในภาคเหนือของอินเดีย ดังนั้น แม่น้ำเหล่านี้จะมีน้ำไหลเต็มที่อยู่ตลอดเวลา และมีความลาดชันค่อนข้างต่ำ ในฤดูมรสุมเมื่อฝนตกมาก แม่น้ำเหล่านี้จะรับน้ำไว้ได้ไม่หมด จึงทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่อยู่เสมอ ส่วนแม่น้ำในคาบสมุทรเดคคาน โดยปกติได้น้ำจากน้ำฝน ดังนั้นปริมาณน้ำในแม่น้ำดังกล่าว จึงมักจะมากน้อยไม่แน่นอน

อีกทั้งมีความลาดชันลดหลั่นลง จึงรับน้ำได้มาก และช่วยระบายน้ำในฤดูมรสุมอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีแม่น้ำย่อย ๆ ซึ่งไม่มีต้นกำเนิดจากแม่น้ำทั้งสองประเภทดังกล่าว และอยู่ตามชายฝั่งโดยเฉพาะในฝั่งตะวันตก จะมีเส้นทางสั้น ๆ และมีขนาดแคบ จึงรับน้ำได้ในปริมาณจำกัด สำหรับแม่น้ำในดินแดนภายใน เป็นลำน้ำเล็ก ๆ ไม่มีทางออกทะเล ปลายทางของแม่น้ำหากไม่ไหลลงแอ่งน้ำ ทะเลสาบ ก็จะเหือดแห้งไปในทะเลทรายธาร์

ระบบแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียคือ แม่น้ำคงคา (Ganges) ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาหิมาลัย แม่น้ำสาขาในระบบแม่น้ำคงคาคือ แม่น้ำยมนา แม่น้ำกากรา แม่น้ำกันดัค และแม่น้ำโคสิ บริเวณผืนดินที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาจัดได้ว่ามีความอุดสมบูรณ์ และกว้างใหญ่ที่สุด โดยเป็นบริเวณกว้างถึงหนึ่งในสี่ของประเทศ นอกจากนั้นยังมีแม่น้ำพรหมบุตร ซึ่งมีความสำคัญรองลงมา มีสาขามากมาย ซึ่งไหลผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของอินเดีย

โดยไปสุดที่อ่าวเบงกอลเช่นเดียวกับแม่น้ำคงคา ส่วนลุ่มน้ำของระบบแม่น้ำอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ รองลงมาได้แก่ ลุ่มแม่น้ำโคธาวารีนาเลีย (Godavari) ในเขตที่ราบสูงเดคคาน ระบบน้ำตาปี (Tapi) ในภาคเหนือ และระบบน้ำเพนเนอร์ (Penner) ในภาคใต้ การที่อินเดียถูกแวดล้อมด้วยพรมแดนธรรมชาติรอบด้าน คือมีทั้งภูเขาและฝั่งทะเลเป็นพรมแดน ได้แยกอินเดียออกจากส่วนอื่น ๆ

ของทวีปเอเชีย ทำให้อินเดียตั้งอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง ซึ่งนับว่ามีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อวิถีชีวิตของชาวอินเดีย ทำให้ชาวอินเดียมีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่มีลักษณะของตนเองโดยเฉพาะ และในโอกาสเดียวกัน พรมแดนธรรมชาติดังกล่าว ช่วยให้สามารถรักษาวัฒนธรรมของตนให้สืบเนื่องตลอดมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงสมัยปัจจุบัน สภาพอากาศของอินเดียนั้นได้รับอิทธิพลจากสองแหล่งใหญ่ๆ คือเทือกเขาหิมาลัย และทะเลทรายธาร์

ทำให้มีทั้งฤดูร้อนอันอบอุ่น และฤดูหนาวที่มีมรสุม เทือกเขาหิมาลัยนั้นมีบทบาทมากในการป้องกันลมพัดลงลาดเขา (Katabatic wind) ทำให้บริเวณส่วนใหญ่ของประเทศนั้นอบอุ่นกว่าประเทศอื่นๆที่ตั้งอยู่ในละติจูดเดียวกัน ส่วนทะเลทรายธาร์นั้นก็มีบทบาทในการขับเคลื่อนความชื้นของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งลมมรสุมนี้เองที่ทำให้ทุกปีๆระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคมนั้นมีฝนกรดตกในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here