‘น้องโอ’ แจง! “ไม่ค่อยอยากเล่นหนัง” อยากไปสอบโรงเรียนเตรียมทหารและอยากรับราชการ!! (คลิป)

0
291

น้องโอ ขายไข่เจียว แจง ตัวเองเป็นลูกคนที่ 4 อยากแบ่งเบาภาระพี่เลี้ยงน้องคนเล็ก หลังพ่อ-แม่เสีย บอกไม่ค่อยอยากเล่นหนัง-ไม่อยากดัง แต่พี่อยากให้ลองไปเล่นจะได้มีเงินเก็บ หลังจากที่เรื่องราวของ น้องโอ วุฒิพงษ์ ใจหาญ เด็กหนุ่มนักเรียนชั้น ม.4 ขายไข่เจียว เลี้ยงดูพี่น้อง 5 ชีวิต เป็นที่ชื่นชมบนโลกออนไลน์ โดยทางผู้กำกับดังอย่าง พชร์ อานนท์ ก็สนใจในตัวน้องโอ พร้อมชวนไปแสดงภาพยนตร์นั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 11 เมษายน 2561 น้องโอ ได้ออกมาชี้แจงว่า กรณีที่สังคมเข้าใจว่าตนเป็นพี่คนโตนั้น เป็นความเข้าใจผิด จริง ๆ แล้วตนเป็นลูกคนที่ 4 มีพี่ชายและพี่สาว และน้องสาวคนเล็ก รวมแล้วมีพี่น้อง 5 คน ซึ่งหลังจากที่พ่อ-แม่ เสียชีวิต ก็มีพี่ชายเป็นคนดูแล แต่ตนอยากจะแบ่งเบาภาระพี่ จึงขายไข่เจียว และใช้รายได้ตรงนี้เลี้ยงน้องสาวคนเล็ก พร้อมทั้งเก็บเงินไว้ใช้เผื่อฉุกเฉิน น้องโอ บอกว่า

หลังจากเป็นข่าวดังในโลกออนไลน์ ก็ทำให้ขายดี ขายได้วันละ 2,000-3,000 บาท โดยใช้ไข่เกือบ ๆ 10 แผง ถ้าวันไหนขายได้ 3,000-4,000 บาท ต้นทุนก็ประมาณ 1,000 บาท พร้อมกับเผยด้วยว่า อยากไปสอบโรงเรียนเตรียมทหารและอยากรับราชการ ส่วนกรณีที่ พชร์ อานนท์ ชวนเล่นหนังนั้น

- Advertisement -

น้องโอ ระบุว่า เขาก็ถามมาว่าอยากเล่นหนังไหม จริง ๆ แล้วตนไม่ค่อยอยากเล่นเท่าไร เพราะตนไม่อยากดัง แต่พี่ชายก็แนะนำว่าให้ลองเล่นดูเพราะอาจจะมีรายได้ดี มีเงินเก็บ สำหรับบ้านที่อาศัยอยู่นั้นเดิมทีแล้วอยู่กับพ่อ-แม่ เมื่อท่านเสียชีวิตไป พี่น้องก็ยังอาศัยอยู่และเช่ากันต่อไป และช่วยกันทำงานเลี้ยงครอบครัวต่อไป

ภายหลังจากที่สังคมออนไลน์มีการแชร์ภาพ น้องโอ เด็กหนุ่มนักเรียนชั้น ม.4 ซึ่งพ่อและแม่เสียชีวิต เจ้าตัวจึงต้องเป็นหัวหน้าครอบครัว เปิดร้านขายข้าวไข่เจียว เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูน้อง ๆ อีก 5 คน และยังต้องส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือด้วยนั้น เหมือนกับที่่ล่าสุด (6 เมษายน 2561) เจ้าของเฟซบุ๊ก Poungploy Sastrapai ได้มีการโพสต์เรื่องราวของเด็กหนุ่มนักเรียนชั้น ม.4 ที่เจ้าตัวต้องผันชีวิตมาเป็นหัวหน้าครอบครัว

แทนพ่อและแม่ที่เสียชีวิต ด้วยการเปิดร้านขายข้าวไข่เจียว เพื่อนำเงินไว้ใช้จ่ายในครอบครัวที่มีพี่น้อง 5 คน  ทั้งนี้ สาวเจ้าของโพสต์ระบุว่า จากการพูดคุยพบว่าน้องเป็นคนเรียบร้อย ออกขายของตั้งแต่ 6 โมงเย็น และเก็บของกลับบ้านประมาณตี 1 ของทุกวัน ทุกครั้งที่มาขายของก็จะมีน้องสาวมาคอยเป็นลูกมือ และสำหรับใครที่ต้องการจะอุดหนุนเป็นการช่วยเหลือน้องก็สามารถมาซื้อข้าวไข่เจียวได้ย่านพระราม 2 ซอย 50 (ข้างเซ็นทรัล พระราม 2)

ล่าสุด (8 เมษายน 2561) นายวุฒิพงษ์ ใจหาญ หรือ น้องโอ เปิดเผยกับทีมข่าว 77 ข่าวเด็ด ว่า ตอนนี้ตนกำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนวัดทรงธรรม จ.สมุทรปราการ หลังจากที่พ่อและแม่เสียชีวิต ก็อยากหางานพิเศษทำช่วงหลังเลิกเรียน แต่ด้วยอายุยังไม่ถึง 18 ปี จึงทำให้หางานลำบาก กระทั่งมีพี่คนหนึ่งมาชวนให้ไปเปิดร้านขายไข่เจียว ตนจึงตัดสินใจลองทำ เพื่อหารายได้มาเป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

น้องโอ บอกว่า ร้านข้าวไข่เจียวเปิดมาได้ 3 สัปดาห์แล้ว ขายในราคา 30 บาท ส่วนเครื่องปรุงที่เป็น ผักชี มะเขือเทศ หมูสับ แครอท ฯลฯ ลูกค้าสามารถเลือกได้เองตามใจชอบ ภายหลังมีการแชร์ภาพของตนในโลกโซเชียล ทำให้มีลูกค้ามาซื้อข้าวไข่เจียวที่ร้านมากยิ่งขึ้น จนตอนนี้ต้องใช้ไข่ไก่ถึง 5 แผง (150 ฟอง) จากเดิมใช้ไข่ไก่วันละ 2 แผง (60 ฟอง) ถือว่ามียอดขายสูงขึ้นถึงหนึ่งเท่าตัว

รู้สึกภูมิใจมากที่สามารถหารายได้ด้วยตัวเอง สามารถนำมาเป็นค่าเล่าเรียนและเลี้ยงดูน้องๆ ในครอบครัวได้ น้องโอ บอกอีกว่า อยากให้กำลังใจทุกคนที่กำลังท้อ หมดหนทาง หรืออยากหางานพิเศษทำ ลองปรึกษาผู้ใหญ่หรือคนรอบข้างว่าสามารถทำงานอะไรได้บ้าง ไม่จำเป็นต้องเรียนหนังสือเก่ง หรือมีเกรดเฉลี่ยสูงๆ ขอแค่มีความตั้งใจที่จะทำ “ถ้าผมทำได้ ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน…”

อย่างไรก็ตาม จากเรื่องราวของน้องโอ ที่โด่งดังในโลกออนไลน์ ทางด้าน พชร์ อานนท์ ผู้กำกับคนดัง ก็ได้โพสต์อินสตาแกรมประกาศตามหาน้อง ระบุข้อความว่า หลังจากได้อ่านข่าวน้องโอแล้ว รู้สึกสงสาร ชีวิตลำบากเหมือนกับตนตอนเด็กๆ พร้อมกับชวนน้องโอว่า หากสนใจร่วมงานกับตน ให้ส่งเบอร์โทร. มาที่ INBOX เพราะตนกำลังจะเปิดหนังเรื่องใหม่ พร้อมย้ำอีกว่า ตนไม่ได้เกาะกระแสสังคม

แต่อยากช่วยคนและชอบคนขยัน ชอบให้โอกาสคน อีกทั้งมาทำงานกับตน น้องก็ยังขายไข่เจียวได้เหมือนเดิม สำหรับพจน์ อานนท์ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขา เพราะเชื่อได้ว่าคงไม่มีใคร ที่ไม่เคยกวาดสายตาผ่านแผ่นฟิล์มการกำกับภาพยนตร์ของเขาผู้นี้ อาจจะมีบ้างสำหรับผู้ที่ไม่รู้จักเรียงนาม แต่ที่จริงแท้เสียกว่าแช่แป้ง คือคุณไม่มีทางที่คุณจะไม่เล็ดลอดเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม หรือคำสถบด่าหลากหลายนิยาม เมื่อได้สัมผัส “หนัง” ของเขา

ไม่ต่างไปจากเรื่องชีวิตส่วนตัว ที่คุณมักจะได้ยิน “พจน์ อานนท์” ออกสื่อสาธารณะ ตกเป็น “ข่าว” ฟ้องร้อง ทะเลาะกับใครต่อใครอยู่เรื่อยๆ จนต้องยอมรับว่า “ชื่อนี้ดังจริงๆ” “เราเป็นคนตรงๆ แต่ตัวจริงกับภาพที่ออกมาเป็นคนละอย่างกัน” หรือ “เราไม่ได้ทำหนังห่วย ถ้าเรามีเงิน” จะจริงอย่างที่พูดหรือแค่ราคาคุยเท่านั้น เราจะมาไขข้อข้องใจชายผู้นี้พร้อมๆ กัน  เป็นที่รู้ทั่วกันดีว่า “พจน์ อานนท์” ชื่อนี้ดังเหลือเกิน

แต่ “ดัง” ในที่นี้ มีทั้งชื่อทางดีและชื่อทางไม่ดี ถ้าให้วัดเดซิเบลเสียง ดีและร้าย ปริมาณมวลเสียงจะเทมาทางฝั่งหลังมากกว่า “เหมือนมีเรื่องตลอดเวลา ก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน คนเขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมมีเรื่องได้ตลอดเวลา ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากมี ก็มานั่งนึกๆ คิด ดวงเราเป็นอย่างนี้ ต้องมีเรื่อง ก็เลยไปหาซินแส เขาก็บอกว่าชื่อเก่าไม่ถูกกับดวงอายุในเกณฑ์นี้ ชื่อมันหมดพลัง แล้วในทางโหรศาสตร์ชื่อของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี

ไม่ควรจะมีตัวอักษร ‘น’ ตัวอักษร ‘ต’ รวมอยู่ด้วย ก็เลยกลายมาเป็น พชร์-อภิรุจ” “พชร์” ชื่อเล่นยังคงออกเสียงเรียกเหมือนเดิม แต่เป็นการเล่นคำและความหมายของคำว่า “เพชร” ส่วนชื่อจริง “อภิรุจ” หมายความว่า ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เจริญรุ่งเรื่อง นอกจากเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม ที่เขาว่ากันว่า พจน์-อานนท์ เป็นคนเราะร้าย เห็นทีจะต้องชั่งน้ำหนักพินิจพิเคราะห์ใหม่เสียแล้ว เพราะตลอดการสนทนาเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม

และท่าทีโฉ่งฉ่าง เป็นกันเอง ทำให้เราต้องถามว่า “นอกจากเปลี่ยนชื่อแล้ว มีอะไรที่เปลี่ยนอีกไหม” เราถามย้ำ “เปลี่ยนนิสัยด้วย คือจริงๆ นิสัยเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ภาพที่มันออกมา เถียงคนโน้นทีคนนี้ที แต่จริงๆ ไม่ใช่ ซินแสเลยแนะนำว่าเปลี่ยนลุคใหม่ คือภาพที่นำเสนอให้เป็นตัวตนจริงๆ เลย เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องแอ๊บแล้ว
“คือนับจากนี้ไป พชร์-อภิรุจ จะเป็นอีกด้านของ พจน์-อานนท์ ” เจ้าตัวยืนยัน

“คนรักเป็นร้อย คนเกลียดเป็นล้าน” มุกตลกที่มักหยิบยกเอามาใช้เรียกเสียงขบขัน ดูเหมือนเป็นสโลแกนหลักใหญ่สำหรับ “พชร์ อภิรุจ” ที่ถึงแม้จะเปลี่ยนชื่อแซ่ และการแสดงตัวตน หลบลี้สิ่งอัปมงคลต่างๆ แต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลงานการกำกับหนัง ยังคงไม่สร่างห่างไกลคำ “ด่า” ในสายตาท่านผู้ชม “เริ่มตั้งแต่ปี 40 เรื่องแรกเลย ตอนนั้นทำเรื่อง ‘สติแตกสุดขั้วโลก’ เป็นหนังเกี่ยวกับวัยรุ่น

เพราะช่วงนั้นมีแต่หนังนักเรียนกระโปรงบานขาสั้นขายาวเราก็เลยทำบ้าง แต่ของพจน์มาแปลกเป็นวัยรุ่นที่แตกต่างจากชาวบ้านเขา มีเหาะเหินเดินอากาศ คนก็บอกว่าไร้สาระ ทั้งที่สรุปรายได้หนังรวมประจำปี เราเป็นหนังที่ทำรายได้เยอะที่สุด ซึ่งตอนนั้นมีหนังคู่กรรมเวอร์ชันพี่เบิร์ดฉายรวมอยู่ด้วย “65 ล้านในสมัยนั้น ไม่ใช่ไม่เยอะ ถ้าเปรียบเทียบกับสมัยนี้ก็เป็นร้อยๆ ล้าน เพราะว่าค่าดูหนังเมื่อก่อนราคา 60-70 บาท

โรงหนังเอสเอฟก็ไม่มี มีแต่เดอะมอลล์ บางกะปิ เดอะมอลล์ บางแค เรารู้สึกว่ามันโอเค แต่คนก็ด่าว่าทำหนังปัญญาอ่อน” “โดนตั้งแต่เรื่องแรกจนเรื่องสุดท้าย เราโดนด่าตลอด” เสียงตัดพ้อของชายที่ได้ชื่อว่า สร้างความบันเทิงมานักต่อนัก กล่าวกับเราอีกว่า ตลอดระยะเวลาการทำหนังหนึ่งเรื่อง ขั้นตอนแต่ละขั้นตอนไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่คิดว่าอยากจะทำเรื่องนี้ก็ทำ “เงิน” ต่างหากที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อน

ม้วนฟิล์มให้แล่นไปนาทีจบชั่วโมง “ที่ทำหนังหอแต๋วแตก ปล้นนะยะ อยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราเป็นเจ้าของเงินทุนเอง คือเราเป็นลูกน้องรับจ้างเขาผลิต เราไม่ได้เป็นเจ้าของเงินทุนเอง เราแค่ทำงานตอบโจทย์ค่าย ไม่ใช่ว่าเราต้องเนื้อเต้น อยากทำแต่หอแต๋วแตก ไม่ใช่โปรเจกต์หนังดีๆ เราก็เสนอไปเยอะมาก แต่ไม่ผ่าน เพราะนายทุนเองก็ไม่อยากให้เงิน 10 ล้าน 20 ล้านของเขาสูญเปล่า

แต่พอบอกว่าจะทำหอแต๋วแตกภาคต่อ เขาก็ให้ผ่าน ลงมือได้เลย เพราะมันทำแล้วได้เงิน นายทุนเขาก็อยากลงทุน”  ส่วนเครื่องหมายการค้าหนัง “ห่วย” ที่เขาได้รับ เจ้าตัวยืนกรานว่า “ถ้าเราเป็นเจ้าของเงินเอง คุณจะไม่ได้เห็นผลงานพจน์ห่วยหรอก คุณจะได้เห็นแต่ผลงานดีๆ” “แต่กลายเป็นว่า พอบอกหนังเรื่องนี้ของ พจน์ อานนท์ ก็จะอคติไว้ก่อน มันต้องไม่สนุก มันต้องไม่อะไร มาดูก่อนแล้วค่อยอคติ

ถ้าจะด่าเราต้องดูผลงานเราก่อน ไม่ใช่มาด่าแบบผิดๆ ถูกๆ เป็นใครก็ไม่ชอบ คุณยังไม่ได้มาดูหนังผมเลย ยังไม่เคยดูหอแต๋วแตกเลย คุณมาด่าว่าหนังมันอย่างนั้นหนังมันอย่างนี้ ก็หนังมันหอแต๋วแตก ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ถ้าหนังแบบ ‘มหาลัยเหมืองแร่’ หรือ ’15 ค่ำเดือน11′ มันก็เป็นอีกแบบ หนังหอแต๋วแตกมันก็คือหนังกะเทยด่ากันแล้วก็วิ่งหนีผี โจทย์มันก็บอกอยู่แล้ว

“ไม่ใช่ว่าเราทำเป็นแต่หนังหอแต๋วแตกเป็นอย่างเดียว หนังอย่าง ’18 ฝน คนอันตราย’ หรือ ‘เพื่อน…กูรักมึงว่ะ’ ที่ได้รางวัลเราก็ทำพิสูจน์ตัวเองมาแล้ว ไหนจะ ‘เอ๋อเหรอ’ หนังเด็กออทิสติก ‘เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ’ หนังลูกทุ่งเราก็ทำ ต้องการสาระ ใช่ไหม เราก็ทำ อย่างเรื่อง ‘ศพเด็ก 2002’ ก็สอนให้เลยว่าอย่าไปทำแท้งนะมันไม่ดี” “ตอนหลังทำไปทำมาไม่ใช้ชื่อตัวเองกำกับแล้วก็หลายเรื่อง หรือกำกับเองแต่ใช้ชื่อคนอื่นก็เยอะ”

เมื่อหนังไทยถูกครอบด้วย “แบรนด์เดียว” แน่นอนว่า ภาพยนตร์เป็นศิลปะเชิงพาณิชย์อีกชนิดหนึ่งที่มีเม็ดเงินสะพัดอยู่นับไม่ถ้วน ฉะนั้น เรื่องทุนทรัพย์ องค์กร หรือการโปรโมตที่มีประสิทธิภาพ ย่อมหมุดหมายได้ว่า “หนังเรื่องนั้นจะทำเงินอย่างไม่ต้องสงสัย”  “เรารู้สึกว่า คนดูเขาเลือกดูหนังที่ค่าย ค่ายอย่างเดียวเท่านั้นเอง ตัวหนังก็เหมือนๆ กันหมด ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมาก แต่แบบว่าเขาเลือกดูที่แบรนด์

แบรนด์ใครแข็งแรง แล้วก็แห่ไปดูที่แบรนด์นั้นแบรนด์เดียว พอแบรนด์นี้ทำหนังเรื่องนี้ออกมา คนดูแห่ไปดูบอกต่อกันว่าหนังดี แต่พออีกแบรนด์ทำหนังเหมือนกันเลย คนดูบอกไม่ดี ไม่ดู ก็คืออคติไว้ก่อน เหมือนคนดูไม่เปิดโอกาสต้อนรับค่ายอื่นๆ เลย แต่มันก็มีที่เขาตอบรับแล้วก็ทำหนังให้เขาผิดหวัง” “วงการหนังไทยมันก็เลยอยู่ได้แค่แบรนด์เดียว แบรนด์อื่นที่จะมาทำก็รู้สึกว่าไม่ทำดีกว่า

ทำไปก็ขาดทุน มันก็ไปไม่ถึงไหน กลายเป็นวงการแบรนด์เดียว เราก็ไปโทษเขาไม่ได้ เพราะเขาทำหนังดี ถูกใจคนดู แต่ไอ้คนที่จะมาแข่งที่จะพยายามถีบตัวเองขึ้นมา บางทีทำหนังขึ้นมาก็สู้เขาไม่ได้ ก็หนังคุณเป็นอย่างนี้ ทำมา 10 ดีซะ 2 นอกนั้นพังหมด คนก็เลยเบื่อหนังไทย” “แล้วทิศทางวงการหนังไทยต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร” เราถาม “ไม่รู้จะพูดยังไง” เจ้าตัวเผย ก่อนจะทิ้งท้ายว่า

“ก็ต้องสู้กันต่อไป มันก็อยู่ที่ตัวเราเองว่า เราจะพัฒนาฝีมือไปได้แค่ไหน ทำยังไงให้คนยอมรับ แต่แบรนด์มันก็ยังมีความสำคัญสำหรับคนดูอยู่ เพราะคนดูสมัยนี้ก็เลือกดูที่แบรนด์มากกว่าดูที่หนัง” พจน์ ยังบอกอีกว่า“ถ้าเราเป็นเจ้าของเงินเอง คุณจะไม่ได้เห็นผลงานพจน์ห่วยหรอก คุณจะได้เห็นแต่ผลงานดีๆ” พชร์เริ่มทำงานด้วยการเป็นผู้จัดการฝ่ายขายโฆษณาของนิตยสารเธอกับฉัน ต่อมาในปี 2530

ได้ขึ้นเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับเดียวกัน หลังจากนั้นได้เป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารสำหรับวัยรุ่นหลายฉบับรวมถึงเป็นแมวมองมีชื่อ เมื่อสมัยเป็นบรรณาธิการนิตยสารชื่อดังอย่าง “เธอกับฉัน” ได้ปลุกปั้นให้ดาราแจ้งเกิดในวงการมาแล้วหลายต่อหลายคนหลายยุคต่อเนื่องกันมา ตั้งแต่ แอนดริว เกร้กสัน, ปราโมทย์ แสงศร, เต๋า สโรชา วาทิตตพันธ์, มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์, เต๋า สมชาย เข็มกลัดและอีกมากมาย

ต่อมาในปี 2538 ได้รับเป็นผู้กำกับเต็มตัว กับภาพยนตร์เรื่อง สติแตก สุดขั้วโลก เป็นเรื่องแรกได้สร้างชื่อเสียง ผลงานที่ต่อเนื่องมาได้แก่ 18 ฝนคนอันตราย, ปล้นนะยะ, เอ๋อเหรอ, ไฉไล, หอแต๋วแตก, เพื่อน…กูรักมึงว่ะ ผลงานล่าสุดคือ หลวงพี่แจ๊ส 4G และ 888 แรงทะลุนรก และอีกมากมาย ชีวิตส่วนตัว เมื่อ 15 กันยายน 2559 พชร์ อานนท์ได้เข้าอุปสมบทที่วัดสระเกศ เป็นเวลา 7 วัน

หลังขอพรให้หนัง “หลวงพี่แจ๊ส 4 จี” ประสบความสำเร็จในด้านรายได้ ถือเป็นการบวชครั้งที่ 2 ครั้งแรกเมื่อปี 2538 เป็นการบวชแทนคุณพ่อแม่ ครั้งที่สองนี้บวชหลังจากได้ขึ้นแทนเป็นผู้กำกับ 100 ล้านตามที่ตั้งใจ และพระอานนท์ได้ฉายาทางธรรมว่า อานนโท แปลว่า “ผู้ยินดีในธรรม” อย่างไรก็ตามเขายังคงได้รับคำด่ามากมายจากสังคมออนไลน์ จากการที่พชร์ใช้นามแฝงในการกำกับภาพยนตร์หลวงพี่แจ๊ส 4 จี

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here