เปิดภาพสุดช็อก! นักท่องเที่ยวถ่ายภาพติดคล้ายสองผีเปรตโผล่ข้างวิหารวัดดังสุโขทัย “ความเชื่อส่วนบุคคล” (ชมภาพ)

0
731

สุโขทัย – ฮือฮานักท่องเที่ยวถ่ายรูปวัดแต่ภาพเหมือนสองผีเปรตโผล่ข้างวิหารวัดดังสุโขทัย เผย 20 ปีก่อน ก็เคยเห็นกันจะๆสูงเท่ายอดไม้ ยืนร้องโหยหวนหน้าวัด ชาวบ้านวิ่งหนีกันป่าราบ วันนี้ (5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีชาวบ้านต่างถิ่นเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดศรีคงคาราม (วัดน้ำด้วน) หมู่ 6 ต.เมืองบางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

แล้วใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตรงบริเวณหน้าวิหารหลวงพ่อสามสมัย แต่ปรากฏว่ามีภาพผีเปรตสองตนติดมาด้วย จนสร้างความฮือฮา น่าหวาดผวา ชวนขนหัวลุก แก่ผู้ที่ได้เห็นภาพดังกล่าวไปแล้วนั้น ล่าสุด นายตัน มีกิจ อายุ 55 ปี ชาวบ้านน้ำด้วน เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ภาพนี้ถ่ายได้ในตอนเย็นช่วงปลายเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา โดยหลายคนเห็นแล้ว บ้างก็ว่าคล้ายพระยืนอุ้มบาตร แต่บางคนก็ว่าคล้ายผีเปรตสองตน ตัวสูง

เมื่อซูมดูใบหน้าจะเห็นว่าตาโต ปากจู๋ ศีรษะโล้น ส่วนเปรตอีกตนคล้ายคนโบราณ มีเส้นผม ยืนอยู่ข้างวิหารหลวงพ่อสามสมัย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดแห่งนี้ “เมื่อ 20 ปีก่อน ก็เคยมีชาวบ้านเห็นเปรต ร่างใหญ่โต สูงเท่ายอดไม้ ยืนร้องโหยหวนอยู่หน้าวัดแห่งนี้ จนชาวบ้านพากันวิ่งหนีป่าราบ และไม่กล้าเดินผ่านหน้าวัดในช่วงกลางคืนอีกเลย ชาวบ้านเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คอยปกป้องวัด ถ้าใครเข้ามาแล้วปฏิบัติไม่ดี

คิดไม่ซื่อ ก็จะมีอันเป็นไป อยู่ที่วัดนี้ไม่ได้” นายตัน กล่าวและว่า นอกจากนี้ บนยอดเขาบริเวณวัดก็ยังเป็นที่ตั้งพระธาตุเจดีย์เก่าแก่ 800 ปี ยุคเมืองโบราณบางขลัง มีชาวบ้านเคยเห็นดวงไฟสีเขียวมรกต กับสีขาวดวงใหญ่ ปรากฏเหนือยอดเจดีย์ ก่อนลอยพุ่งไปยังวัดโบสถ์เมืองโบราณบางขลัง ทุกวันสำคัญทางศาสนา พร้อมได้ยินเสียงดนตรีปี่พาทย์ดังกังวานจากบนเขา รวมทั้งเรื่องราวลิงยักษ์ตัวเท่าคนมีโซ่ล่ามที่ข้อเท้า

ปรากฏต่อหน้าผู้ไม่หวังดีที่เข้ามา ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นลิงเจ้าที่ คอยปกป้องสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดน้ำด้วน และนอกจากภาพถ่ายติดผีเปรตสองตนแล้ว ในช่วงเย็นวันเดียวกันนั้น ชาวบ้านคนเดิมก็ยังถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกบนยอดเขา ปรากฏเป็นแสงสะท้อนซ้อนติดๆกัน ดูสวยงาม แปลกตา และน่าพิศวงเป็นอย่างมากด้วย เปรตตามความเชื่อไทย เป็นผี มีรูปร่างสูงเท่าต้นตาล ผมยาว คอยาว ผอมโซ ผิวดำ ท้องโต มือเท่าใบตาล

แต่มีปากเท่ารูเข็ม และเปรตจะหิวอยู่ตลอดเวลาเนื่องจากกินอะไรไม่ได้ จึงชอบมาขอส่วนบุญในงานบุญต่างๆ ซึ่งเมื่อสะสมบุญได้แล้วเกิดใหม่ชาติหน้าจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างที่เป็นอยู่ ซึ่งจากลักษณะนี้ทำให้คำว่า เปรต กลายมาเป็นคำด่าในภาษาไทยที่หมายถึง คนที่อดอยากผอมโซ เที่ยวรบกวนขอเขากิน หรือเมื่อมีใครได้โชคลาภก็เข้ามาขอแบ่งปัน เปรตวัดสุทัศน์

เป็นความเชื่อแต่ครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์เกี่ยวกับเรื่องราวของเปรตแห่งวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ที่เล่ากันว่าที่วัดแห่งนี้มักมีเปรตปรากฏกายในเวลากลางคืนเป็นที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ประกอบกับอหิวาตกโรคที่ระบาดจนมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากในรัชสมัยรัชกาลที่ 2 จนเผาศพแทบไม่ทัน ณ วัดสระเกศ จนมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า “แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ ” ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เรื่องเล่าเปรตวัดสุทัศน์ฯนั้น

มาจากภาพวาดบนฝาผนังในอุโบสถ ที่เป็นรูปเปรตตนหนึ่งนอนพาดกายอยู่ และมีพระสงฆ์ยืนพิจารณาอยู่ ซึ่งภาพนี้มีชื่อเสียงมากในสมัยอดีต เป็นที่เลื่องลือกันของผู้ที่ไปที่วัดแห่งนี้ว่าต้องไปดู และสิ่งที่ผู้คนเห็นว่าเป็นเปรตนั้น ผู้คนที่อาศัยอยู่บริเวณวัดแห่งนี้มายาวนานบอกว่า แท้ที่จริงแล้วเป็นเงาของเสาชิงช้าที่อยู่หน้าวัด ในสายหมอกยามเช้าต่างหาก ต่อมา เรื่องเปรตวัดสุทัศน์นี้ได้นำมาเขียนเป็นนวนิยาย

และทำเป็นละครโทรทัศน์ในปี พ.ศ. 2546 ออกอากาศทางช่อง 7 นำแสดงโดย วรนุช วงษ์สวรรค์ และเอกรัตน์ สารสุข เปรตกู้ เปรตกู้ เคยปรากฏเป็นข่าวครึกโครมผ่านทางสื่อมวลชนมาครั้งหนึ่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 เมื่อทางหนังสือพิมพ์ไทยรัฐลงข่าวหน้าหนึ่งว่า มีผู้บันทึกวิดีโอของเปรตได้ที่ป่าคำชะโนด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี รวมทั้งปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ในป่าแห่งนี้ได้อีกด้วย เช่น

การตักบาตรกับต้นไม้โดยรุกขเทวดาซึ่งจะได้เป็นข้าวมธุปายาส เป็นต้น เมื่อวิดีโอชุดนี้ได้เผยแพร่ออกไป มีบุคคลจำนวนหนึ่งให้ความเชื่อถือ เช่น พ.อ.นพ.พงศักดิ์ ตั้งคณา นักพูดชื่อดัง รวมทั้งพระพยอม กัลยาโณ พระนักเทศน์ชื่อดังเจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เป็นต้น ต่อมา ความได้ปรากฏว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องทั้งหมดในเทปวิดีโอนั้น ล้วนแต่เป็นการจัดฉาก โดยบุคคลที่ชื่อ นายกิตติ ประภัสโรบล หรือที่นิยมเรียกกันว่า

“อาจารย์กู้” ซึ่งนายกิตติได้มีพฤติกรรมหลอกลวงเช่นนี้มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว โดยในครั้งนี้นายกิตติได้แสดงเป็นเปรตจึงถูกเรียกว่า “เปรตกู้” ต่อมานายกิตติก็ได้ถูกตำรวจที่นำโดย พล.ต.ต.คงเดช ชูศรี จับกุม และถูกศาลพิพากษาให้จำคุกให้ข้อหาหลอกลวงประชาชน เมื่อพ้นโทษออกมาแล้ว นายกิตติได้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่ อื่น ๆ ในกลางปี พ.ศ. 2551 ที่จังหวัดลำปาง มีเด็กชายคนหนึ่งตื่นนอนขึ้นมากลางดึก

และเห็นสิ่งประหลาดที่มีรูปร่างสูงมากนอกหน้าต่างมุ้งลวดจากห้องนอน จึงได้ถ่ายรูปเก็บไว้ด้วยโทรศัพท์มือถือ ซึ่งต่อมาเป็นที่โจษจันกันว่าเป็นรูปเปรต แต่เมื่อรายการเรื่องจริงผ่านจอ ทางช่อง 7 ได้ขึ้นไปพิสูจน์ พบว่าเป็นเพียงเงาของเศษผ้าที่อุดมุ้งลวดที่ขาดเท่านั้นเอง เมื่อผู้ใดประพฤติอกุศลกรรมบถ 10 ประการนี้ ผู้นั้นชื่อว่านำตนเดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่โลกเปรตแล้ว และเมื่อเขาขาดใจตายไปจากมนุษยโลกนี้

หากว่าอกุศลกรรมนั้น สามารถนำเขาไปสู่นิรยภูมิ คือ โลกนรกได้ เขาก็จักต้องไปเสวยทุกข์โทษอยู่ในนรกก่อน พอสิ้นกรรมพ้นจากนรกแล้ว เศษบาปยังมี จึงจะไปเกิดเป็นเปรตต่อในภายหลัง นี้จำพวกหนึ่ง อีกจำพวกหนึ่งนั้นมีอกุศลกรรมบางเบา ไม่ถึงขั้นที่จะต้องตกนรกก็ไม่ต้องไปผ่านแดนนรก แต่จะตรงไปเกิดในโลกเปรตเลยทันที ซึ่งในกรณีหลังนี้มีข้อที่ควรจะทราบไว้ ดังต่อไปนี้ เมื่อมนุษย์ผู้มีจิตไม่บริสุทธิ์

ประพฤติอกุศลกรรมทั้งหลาย ซึ่งเป็นการนำตนให้เดินไปตามปฏิปทาทางไปสู่เปตติวิสัยแล้ว ในขณะที่จะขาดใจตายจากมนุษย์ไปผุดเกิดเป็นเปรตนั้น ย่อมจะมีเหตุการณ์อันแสดงว่าตนจักได้ไปเกิดเป็นเปรตแน่ๆ คือ คตินิมิต ซึ่งบ่งบอกถึงคติแห่งโลกเปรตที่ตนจักต้องไปเกิด เช่น บางทีให้เห็นเป็นหุบเขาหรือถ้ำอันมืดมิด เป็นสถานที่เงียบวิเวกวังเวงและปลอดเปลี่ยว บางทีให้เห็นเป็นแกลบและข้าวลีบมากมาย

ให้รู้สึกหิวโหยอาหารและกระหายน้ำเป็นกำลัง บางทีให้เห็นเป็นน้ำเลือดน้ำหนองน่ารังเกียจสะอิดสะเอียนเป็นยิ่งนัก และให้เห็นไปว่าตนได้ดื่มกินน้ำเลือดน้ำหนองเหล่านั้นเป็นอาหาร ภาพเหล่านี้มาปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนแจ่มใสในมโนทวารคือทางใจ จิตยึดเหนี่ยวไว้เป็นอารมณ์ เมื่อดับจิตตายลงไปในขณะนั้น ก็น้อมนำไปเกิดในทุคติภูมิ คือ เกิดเป็นเปรต ต้องเสวยทุกขเวทนาตามสมควรแก่กรรมชั่วที่ตนได้ทำไว้

เพราะคตินิมิตเหล่านี้เป็นเครื่องชี้ให้รู้ว่า เขาผู้นั้นจะต้องไปเกิดเป็นเปรตอย่างแน่นอน และเมื่อเขาได้ไปเกิดเป็นเปรตแล้ว เป็นอันแสดงว่า บัดนี้ เขาผู้ประพฤติอกุศลกรรม ซึ่งนำตนเดินไปตามปฏิปทา ทางไปสู่เปรตอสุรกาย ได้บรรลุถึงถิ่นที่ต้องไปอย่างเที่ยงแท้แล้ว เปตติวิสยภูมินั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเปรียบเทียบไว้ว่า เหมือนกับต้นไม้ในพื้นที่อันไม่เสมอ มีใบอ่อนและใบแก่ โปร่งเบา มีร่มเงาอันโปร่ง

เป็นสถานที่ที่ไม่น่ารื่นรมย์ เพราะแห้งแล้งเต็มไปด้วยความทรมาน เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งประพฤติอกุศลกรรมนำชีวิตของตนไปในทางอกุศลกรรม ผู้นั้นชื่อว่านำตนไปสู่ปฏิปทาทางไปสู่ต้นไม้อันหาความสุขสบายมิได้ คือ เปตติวิสยภูมินั้นอย่างแน่นอน หากลองย้อนกลับมานึกถึงตัวเราบ้าง เราท่านทั้งหลาย ผู้มีโชคดีเกิดมาเป็นมนุษย์ พบพระพุทธศาสนาใน ชาตินี้

เมื่อได้รับฟังคำชี้แจงคำบอกเล่าจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงไว้ ซึ่งพระญาณอันวิเศษสุดของเราเช่นนี้แล้ว การที่จะงมงายประพฤติอกุศลกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าลามกทั้งหลายไปด้วยความดื้อ รั้น เพราะอำนาจแห่งทิฏฐิมานะ ไม่เชื่อมั่นในคำของพระพุทธองค์ แล้วเดินทางเซซังไปสู่ดินแดนแห่งต้นไม้แห้งโกร๋น ที่มีแต่ความแห้งแล้งทรมาน คือ แดนเปรตอสุรกายนั้น ย่อมเป็นการไม่สมควร

ดังนั้น ควรนำตนหลีกออกจากทางอันชั่วช้าเลวทรามนั้นเสียโดยรวดเร็ว ก่อนที่เราจะลาจากโลกนี้ไป ตำนานผีเปรต ผีเปรตในตำนานผีไทยกล่าวไว้ว่า มีอยู่ 12 ตระกูลใหญ่ๆ ใครอยากจะทราบรายละเอียดต้องไปดูในคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องเปรตโดยเฉพาะ นิรยกถาอันเป็นคัมภีร์ว่าด้วยเรื่องเปรตโดยเฉพาะ หรือดูจากจารึกการเปรียญณ วัดพระเชตุพนฯ และหาอ่านได้จากประชุมศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ

เล่ม 1 ซึ่งคัดลอกและถ่ายทอดมาโดยย่อ ดังนี้ หิมวนตปปเทเส วิชาติเปโต นาม เปตวิสโย กาลครั้งหนึ่งยังมี ประเทศแห่งหนึ่งใ นป่าหิมพานต์ ชื่อว่าวิชาตประเทศ ตั้งอยู่เบื้องบนแห่งนรกขึ้นมา อันเป็นที่อยู่แห่งเปรตทั้งหลายมีมหิทธกาเปรตเป็นอธิบดีแก่เปรตทั้งปวง และตระกูลเปรตนั้นมีอยู่ 12 ตระกูล

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here