ติวเตอร์ซัด ! สาวจบ ป.ตรี กวาดถนน ชี้ระบบการศึกษาเฮงซวย-ถอยหลังลงคลอง จบ ม.3 ก็ได้ (คลิป-รายละเอียด)

0
279

จากกรณีที่มีสาวจบปริญญาตรีคนหนึ่ง โพสต์เรื่องราวของตนเอง ระบุว่าตนเองเรียนจบปริญญาตรีแล้วมาทำอาชีพกวาดถนน เนื่องจากสบายใจกว่า แล้วบอกด้วยว่า การเรียนจบปริญญาไม่ได้แสดงว่าจะต้องทำงานในห้องแอร์หรือทำงานเงินเดือนเยอะๆ ขอแค่จบมามีงานทำ เงินเดือนไม่ต้องเยอะมาก แต่พอใช้และมีเก็บ ทำงานตรงนี้ไม่กดดัน โพสต์ดังกล่าวได้รับเสียงชื่นชมอย่างกว้างขวาง และมีการแชร์เรื่องราวออกไปหลายหมื่นครั้ง

คลิป

ล่าสุด เฟซบุ๊กเพจติวเตอร์ “จารย์บิ๊กซ์ บิ๊กซ์คิด” ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ระบุว่า วิธีคิดของหญิงคนดังกล่าวนั้นถอยหลังเข้าคลอง เรียนประถมศึกษา 6 ปี เรียนมัธยมศึกษา 6 ปี มหาวิทยาลัย 4 ปี ผลาญทรัพยาการไปอย่างต่ำ 4 ปี สูงสุด 10 ปี เข้ากระบวนการผลิตบัณฑิต กลับไปทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงขนาดนี้ ความรู้ความสามารถจากการศึกษาระดับนี้สามารถทำงานที่เหมาะสมได้มากกว่า

“เรียนประถมศึกษา 6 ปี เรียนมัธยมศึกษา 6 ปี เรียนมหาวิทยาลัย 4-5 ปี แล้วก็ไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความสะอาด ที่เขารับวุฒิ ป.6 ม.3 ม.6 จากนั้นก็ยืดอกรับคำชื่นชมจากอินเทอร์เน็ตว่าดีมาก อาชีพสุจริต ไม่เลือกงาน ไม่แข่งใคร พอเพียง…..น้องครับ น้องถอยหลังเข้าคลองครับ น้องผลาญทรัพยากรไปอย่างต่ำ 4 ปี อย่างสูง 10 ปี น้องเข้ากระบวนการผลิตบัณฑิต แต่น้องกลับไปทำงานที่ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงขนาดนี้

- Advertisement -

ความรู้ความสามารถของน้องจากการศึกษาระดับนี้สามารถทำงานที่เหมาะสมได้มากกว่า ถ้าน้องโพสต์แก้เก้อ เพราะหางานทำไม่ได้พี่ก็เข้าใจ แต่ถ้าน้องคิดแบบที่โพสต์จริงๆ แปลว่าระบบการศึกษาที่น้องผ่านมา มันเฮงซวยถึงผลิตแนวคิดแบบนี้ใส่หัวคนที่ควรเป็นปัญญาชน กำลังสำคัญของประเทศ ทรัพยากรที่ว่า ได้แก่ เงิน เวลา อาหาร คำสอน กระดาษ เครื่องเขียน เชื้อเพลิง บลาๆ

ซึ่งทั้งหมดนั้นมันไม่จำเป็นต้องเสียมากขนาดนี้เลยถ้าจะทำงานตรงนั้น เอางี้คิดง่ายๆ ครับ ถ้าครอบครัวต้องขายควาย ขายที่ ส่งหนูเรียน หรือหนูต้องกู้ยืมเรียน มันเสียเปล่าเลยนะ เพราะถ้าแค่นี้ก็พอใจแล้ว จบ ม.3 หนูไปสมัครงานนี้เลยลูก มันไม่ใช่ทำงานไม่ตรงสาย แต่มันคือการขาดทุนทางการศึกษา เห่อออออออออ” จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Suwanan Ketiam ได้โพสต์ภาพตัวเอง ขณะใส่ชุดครุยปริญญา

และภาพสวมชุดพนักงานกวาดถนนของ กทม. พร้อมข้อความบรรยายภาพว่า “โอ้โฮ้ !! จบ ป.ตรี มา แล้วมาทำงานแบบนี้อะเหรอ ? (คำที่หลายคนชอบถาม )…..การเรียนจบ “ปริญญา” ไม่ได้เเสดงว่าจะต้องทำงานอยู่ในห้องแอร์ หรือ ทำงานเงินเดือนเยอะๆ เราขอแค่จบมา มีงานทำ เงินเดือนไม่ต้องเยอะมาก แต่พอใช้ และมีเงินเก็บ ทำงานตรงนี้สบายใจกว่า ไม่ต้องมีใครมากดดัน หัวหน้าให้ไปทำตรงไหนก็ไป

ได้ไปหลายสถานที่ ทำหลายๆอย่างที่คนทั่วไปไม่ค่อยมีโอกาส มีเพื่อนๆร่วมสายงานที่น่ารัก คอยดูแล เผลอๆ จะใจดีกว่า….ซะอีก ในส่วนตัวเราคิดว่า ทำงานอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ ดีกว่าไม่มีงานทำ และไม่มีเงินใช้น่า” ซึ่งเมื่อโพสต์ถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มีคนเข้าไปแสดงความเห็นเป็นจำนวนมาก วันนี้ (9 เม.ย.) นางสาวสุวนันท์ เกตุเอี่ยม อายุ 23 ปี พนักงานทั่วไป (กวาด) สำนักงานเขตลาดกระบัง

ผู้โพสต์เรื่องราว เปิดเผยว่า ตนจบการศึกษาปริญญาตรีจาก คณะศึกษาศาสตร์ สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม โดยเหตุที่ตนเลือกอาชีพพนักงานกวาดถนนของ กทม. เนื่องจาก ตนต้องการทำงานเป็นอะไรก็ได้ ที่เป็นงานข้าราชการ ซึ่งทำเพื่อแม่ เนื่องจากแม่เป็นพนักงานกวาดถนนของ กทม.เช่นกัน และกำลังป่วยด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบเฉียบพลัน ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรับยาอยู่เดือนละ 90,000 บาท

แต่แม่กำลังจะเกษียรอายุราชการอีกเพียง 3 ปี แต่งานราชการมีสวัสดิการในการรักษา ดังนั้นตนมองว่าตนจะไปทำงานอะไรที่หาเงินมารักษาแม่ได้ จึงลองสมัครเป็นพนักงานกวาดถนนดู ยอมรับว่าช่วงแรกรู้สึกอาย ถึงขนาดต้องแต่งกายปิดใบหน้าขณะทำงาน แต่ตนก็คิดได้ว่านี่คืออาชีพสุจริต และเงินที่ได้มาตนก็ไม่ได้ไปขอใคร ทั้งนี้ เหตุที่ตนโพสต์เรื่องราวดังกล่าว ก็เนื่องจากเวลาตนไปไหนมาไหน เจอเพื่อนฝูง

ก็มักมีคนถามประมาณว่า จบการศึกษาก็สูง เหตุใดไม่ไปทำงานที่ดี อยู่ในห้องแอร์ ส่วนตัวก็รู้สึกอึดอัด อีกทั้งตนก็รู้สึกผูกพันกับอาชีพนี้ เพราะแม่ตนทำอาชีพนี้มาตั้งแต่ตนยังเด็ก ซึ่งตนอยากบอกกับคนที่คิดแบบนี้ว่า ตนทำงานตรงนี้สบายใจมากกว่า และคงจะอยู่ในสายงานนี้ต่อไป นางสาวสุวนันท์ บอกว่า ตนไม่เคยดูถูกอาชีพอื่น ไม่ได้ดูถูกใบปริญญา แต่ตนเป็นลูกเพียงคนเดียว ที่อยากจะเรียนจบปริญญาเพื่อแม่

และตนก็จะทำอาชีพนี้เพื่อให้แม่ได้รักษาตัวต่อ ถึงแม้เงินค่าตอบแทนจะไม่ได้มากเท่าคนเรียนจบปริญญาก็ตาม ตนเคยทำงานอื่นมาก่อนหน้านี้ แต่งานนี้ถือเป็นงานที่ตนสบายใจที่สุดที่ได้ทำ เรื่องรางของ น.ส.สุวนันท์ เกตุเอี่ยม หรือ “น้องอ้อม” ที่เธอได้ลงเรื่องราวของตัวเองไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า เธอสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรี แต่ได้ไปทำงานเป็นพนักงานกวาดถนน ตามที่ได้เสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

(อ่าน: เปิดใจ สาวสุดกตัญญู จบ ป.ตรี ทำงานกวาดถนน หาเงินรักษาแม่ป่วย ไม่อายอาชีพสุจริต) ซึ่งต่อมา “อาจารย์บิ๊ก” ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในลักษณะว่า เสียดายสิ่งที่น้องเรียนมาสูงแต่กลับไปทำอาชีพกวาดขยะ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่าระบบการศึกษาของไทยกำลังถอยหลังเข้าคลอง เพราะเรียนมาเสียเงิน เสียเวลา และหากจะทำงานกวาดถนน ไม่จำเป็นต้องเรียนสูงถึงปริญญาตรีก็ได้ วันนี้ ( 3 เม.ย. 61 )

“รายการต่างคนต่างคิด” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ อมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.50 น. ได้เชิญ นายภัทรพล ขาวสะอาด หรือ “อาจารย์บิ๊ก” วิทยากรอิสระ และ น.ส.สุวนันท์ เกตุเอี่ยม หรือ “น้องอ้อม” ร่วมพูดคุยในรายการ โดย อาจารย์บิ๊ก กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่า 4 ปี ที่น้องอ้อมเรียนไปนั้น เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยนช์ เพราะในเงื่อน ไขเดียวกันที่น้องอ้อม

ต้องรอการสอบบรรจุเพื่อเข้ารับราชการกับอาชีพในฝัน และอาชีพที่น้องทำอยู่ในปัจจุบันนั้น ระยะเวลาที่ต้องรอพอๆ กัน ใช้ทรัพยากรพอๆ กัน ทำไม่ถึงเลือกตรงนี้ทั้งๆ ที่ไม่ต้องใช้วุฒิปริญญาตรีที่เรียนมาก็ได้ ส่วนตัวคิดว่า หลักการคิดแบบนี้เหมือนเป็นการเรียนปริญญามาเพื่อเป็นเครื่องประดับบ้าน ซึ่งมองว่าไม่ถูก แต่ถ้าอ้างว่าเป็นการทำเพื่อพ่อแม่ ตนก็มองว่าเป็นลูกกตัญญก็คงต้องชื่นชม

ส่วนตัวเรียนปริญญาเพราะองค์กรที่เขาจะรับตนเข้าทำงาน กำหนดว่าต้องจบปริญญา และที่ตนไม่เรียนปริญญาโท เพราะยังไม่มีป้ายติดว่า ไม่มีปริญญาโทห้ามเข้า ถ้าหากมีการปักป้ายเมื่อไร ตนก็จะไปแสวงหามา แต่น้องอ้อมกลับมีแนวคิดว่า เรียนไปก่อนเพื่อให้พ่อแม่สบายใจ ตนมองว่าการทำแบบนี้ไม่ได้เหมือนกับการไปบวช เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ ส่วนเรื่องการที่ทำงานหลังเรียนจบแล้วไม่ตรงกับอาชีพนั้น

ตนมองว่าต้องดูว่างานที่ทำนั้นมีความสุขหรือไม่ รายได้สามารถนำมาจุนเจือครอบครัวได้ด้วยหรือไม่ ถ้าตอบโจทย์ 2 ข้อนี้ได้ ทุกอย่างก็คงไม่มีปัญหา และที่ตนบอกว่าระบบการศึกษาถอยหลังเข้าคลองนั้น คือ จากที่ฟังน้องอ้อมพูดว่า ตัวเองขอให้มีปริญญาไว้ก่อน ตนมองว่าไม่ถูกทั้งในมุมของน้องเอง และคนที่กำลังคาดหวังปริญญาจากน้อง แสดงว่าวิธีคิดเกี่ยวกับการศึกษากำลังมีปัญหา และมองว่าจะเอามาทำไมหากไม่ได้ใช้

แถมเมื่อไม่ได้ใช้ยังมีความสุขดีอีกด้วย และที่เรามาคุยกันในวันนี้ เรารู้เพียงว่าน้องเรียนสูง แต่ทำงานต่ำกว่าที่จบมา แต่หากเรารู้ว่าน้องเรียนสูงและทำงานราชการ เราคงมาต้องมาคุยกันในเรื่องนี้ และตนคงไม่โพสต์สเตตัสในเฟซบุ๊กของตนเช่นนั้น ด้าน น้องอ้อม กล่าวว่า สาเหตุที่ตนเรียนปริญญาตรีนั้น เนื่องจากว่าตนต้องการทำงานราชการ และในตอนแรกนั้น ตนอยากเป็นครู แต่การที่จะไปสอบบรรจุครูนั้นค่อนข้างช้า

เลยหาทางว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถเข้าทำงานในหน่วยงานราชการได้เร็วขึ้น ยอมรับว่า ก่อนหน้านี้เคยมีความคิดว่า เมื่อเรียนจบมาก็จะมาทำงานกวาดถนน เพราะตอนสมัยเด็ก ได้มีโอกาสไปช่วยแม่กวาดถนน แต่แม่เคยบอกกับตนว่า อยากส่งตนได้เรียนสูงๆ และอยากให้ได้ทำงานที่ดี มีเงินเดือนสูง และที่ตนเรียน ก็ไม่ได้หวังว่าต้องทำงานสูง หรือว่าหวังที่จะมีเงินเดือนเยอะๆ แค่อยากเอาใบปริญญาบัตรมาให้แม่เท่านั้น

เพราะตนเป็นลูกคนเดียว และตนก็เชื่อว่าแม่ทุกคนอยากเห็นลูกได้รับปริญญา อยากเห็นลูกเรียนจบ ส่วนใบปริญญาที่ตนเอาไปสมัครงาน ก็มีเหตุผลส่วนตัว ทุกคนต่างก็ล้วนอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ถ้าหากเอาใบปริญญาไปสมัคร อย่างน้อยหัวหน้าตนก็ได้เห็น และเมื่อทำงานไปสักระยะหนึ่ง เขาอาจจะให้ตนเขาไปทำงานให้ออฟฟิศ หรือเลื่อนให้เป็นหัวหน้างานในอนาคต ที่ผ่านมาตนทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนมาโดยตลอด

ไม่ได้กู้เยืมเงินมาเพื่อเรียนหนังสือแต่อย่างใด ในสมัยเรียนมัธยม ตนเคยพูดกับแม่ว่า จะทำงานอะไรเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ เพราะแม่มีโรคประจำตัว และยารักษาค่อนข้างแพง แม่บอกกับตนว่าให้ทำงานราชการ น้องอ้อม กล่าวว่า ตอนนี้แม่ยังทำงานได้อยู่ ยังมีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แต่อีก 3 ปี แม่ก็จะเกษียณ ตนเลยอยากทำงานตรงนี้ เพื่อให้ได้เงินมารักษาแม่ เพราะงานตรงนี้มีสวัสดิการรองรับ

โดยส่วนตัวมองว่าคุ้มที่ตนเรียนจบมา ถึงแม้ว่าต้องมาทำงานกวาดถนน เพราะว่าใบปริญญาที่ได้มาต้องมีประโยชน์กับตน และอนาคตคงไม่หยุดอยู่เพียงแค่นี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ อาจารย์บิ๊ก ได้ให้สัมภาษณ์หลังจบรายการต่างตนต่างคิดด้วยว่า เจตนาการโพสต์เฟซบุ๊กดังกล่าว ตนก็ไม่ได้เหมารวมว่าอาชีพแบบนี้เป็นสิ่งที่ผิด ซึ่งตนกลับชื่นชมน้องด้วยซ้ำว่าน้องเรียนจบมีงานทำ และนำเงินตรงนั้นมาเลี้ยงดูครอบครัว

แต่ก็มีอีกมุมที่ตนอยากจะสะกิดให้ทุกคนได้เห็นว่า การที่เรียนจบปริญญาตรี แล้วออกมาทำงานในอาชีพที่ใช้วุฒิการศึกษาต่ำกว่าที่เรียนมาหลายช่วงชั้น มันเหมาะสมแล้วหรือไม่ อาจารย์บิ๊ก กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ ในสมัยที่ตนอายุ 17 ปี ก็เคยชวนเพื่อนไปสมัครทำงานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เจ้าของร้านไม่รับเข้าทำงาน เพราะอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ ทำให้ตนรู้ว่าเวลาไปสมัครงานจะต้องมีคุณสมบัติตามที่นายจ้างกำหนด เช่นเดียวกัน

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here