เทียบกันชัดๆ ค่าตัวออกงาน “พี่หมื่นโป๊ป” กับซุปตาร์เบอร์หนึ่ง “อั้ม พัชราภา” นาทีนี้ใครค่าตัวมากกว่ากัน (รายละเอียด)

0
670

1. จากปรากฏการณ์บุพเพสันนิวาสฟีเวอร์ ที่สร้างความโด่งดังให้กับเหล่านักแสดงกันแทบทุกคน โดยเฉพาะ พี่หมื่น หรือ โป๊ป ธนวรรธน์ ที่นาทีนี้งานอีเวนต์ไหนต้องเตรียมเงินไว้เลย ครั้งละ 250,000 บาท เป็นอย่างน้อย จากที่เมื่อก่อนออกงานแต่ละครั้งเรตราคาอยู่ที่หลักหมื่นต้นๆ เท่านั้น ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ (อ่านว่า ทะ-นะ-วัด วัด-ทะ-นะ-พู-ติ) ชื่อเล่น “โป๊ป” มีพี่น้อง 2 คน

โดยเขาเป็นลูกคนที่ 2 และมีพี่สาว 1 คน จบการศึกษาระดับประถมศึกษาจากโรงเรียนไผทอุดมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนหอวัง ระดับปวช. จากวิทยาลัยช่างศิลป และจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขานิเทศศิลป์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หลังจบการศึกษามาในช่วงแรก โป๊ป ธนวรรธน์ทำงานประจำที่บริษัทโมเดิร์นฟอร์ม

ในตำแหน่งคอมพิวเตอร์กราฟิก เป็นเวลา 5 เดือน เมื่อชนะการประกวด “โครงการตามล่าหาจะเด็จ” (ผู้ชนะสิบทิศ) จึงลาออกมาเพือเตรียมตัวรับบทดังกล่าว ในเวลาว่างเขาเคยเป็นครูสอนศิลปะในโครงการ To Be Number One และโค้ชสอนฟุตบอลให้กับเด็กๆ โป๊ป ธนวรรธน์เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี พ.ศ. 2549 ด้วยการชนะการประกวด “โครงการตามหาจะเด็ด” เพื่อรับบท “จะเด็ด”

ในละครเรื่อง ผู้ชนะสิบทิศ ทางช่อง 9 แต่สุดท้ายโปรเจกต์ละครเรื่องนี้ก็ถูกยกเลิกไป จากจุดนั้นก็ทำให้เขาได้มาเป็นลูกศิษย์ของท่านมุ้ย (หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล) จนในที่สุด โป๊ป ธนวรรธน์ก็ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือเรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๓ ยุทธนาวี โดยรับบทเป็น “ขุนรามเดชะ” แต่ด้วยระยะเวลาการถ่ายทำที่นาน ทำให้มีภาพยนตร์เรื่องที่ 2 เขารับบทเป็นพระเอกเต็มตัวในเรื่อง

รักที่รอคอย คู่กับรัชวิน วงศ์วิริยะ ได้ออกฉายก่อนในปี 2552 และรับบทเป็นพระเอกอีกครั้งกับภาพยนตร์เรื่อง รักละไมล์ ในบท “แดน” คู่กับนางเอกสาวหน้าใหม่ สิรี ลูเธอร์ แต่ก็มีเหตุให้หนังไม่ได้เข้าฉาย ต่อมาโป๊ป ธนวรรธน์ก็ได้มาแสดงละครเรื่องแรกกับทางช่อง TPBS โดยรับบทเป็น “หมอกานต์” คู่กับ สาวิตรี สุทธิชานนท์ ในละครเรื่อง เขาชื่อกานต์ ซึ่งถ่ายทำเสร็จสิ้นแล้วแต่ไม่ได้ออกอากาศวงการบันเทิง (2554-ปัจจุบัน)

โป๊ป ธนวรรธน์ เข้ามาสู่การเป็นนักแสดงช่อง 3 จากบทบาท”รวี” ในภาพยนตร์ รักที่รอคอย ทำให้ทางผู้ใหญ่ช่อง 3 สนใจและติดต่อให้มาเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงกับทางช่อง 3 โดยระยะแรกโป๊ป ธนวรรธน์เซ็นสัญญากับทางช่อง 3 เป็นระยะเวลา 3 ปี และปัจจุบันโป๊ป ธนวรรธน์ ได้ต่อสัญญากับทางช่อง 3 เป็นครั้งที่สองแล้ว ผลงานเรื่องแรกของเค้า ถูกวางตัวให้แสดงบท “ชาลี”

ในละครเรื่อง เคหาสน์สีแดง แต่ด้วยความตั้งใจที่จะบวชตามที่วางแผนไว้ ทำให้ต้องปฏิเสธละครเรื่องนี้ไป ละครเรื่องแรกที่โป๊ป ธนวรรธน์มาแสดงกับทางช่อง 3 คือละครเรื่อง ดอกส้มสีทอง โดยรับบท “นัท” ซึ่งบทนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดให้กับเขาในฐานะนักแสดงช่อง 3 อย่างเต็มตัว และได้เป็นพระเอกช่อง 3 เรื่องแรกคือ “วิ้งส์ เจ้าเสน่ห์” ซึ่งเป็นละครเป็นจบในตอน รับบทเป็น “โจ๊ก”

แต่ด้วยปัจจัยของเวลาที่ออกอากาศทำให้ไม่เป็นที่จดจำเท่าไร ในปี 2556 โป๊ป ธนวรรธน์ได้รับโอกาสให้ร่วมงานในละครฉลองครบรอบ 43 ปี ไทยทีวีสีช่อง 3 สุภาพบุรุษจุฑาเทพ ตอน คุณชายปวรรุจ ในบทบาท “หม่อมราชวงศ์ปวรรุจ จุฑาเทพ (คุณชายรุจ)” หลังจากซีรีส์เรื่องนี้ออกอากาศก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก สำหรับบทนี้เขาได้รับรางวัลโทรทัศน์ทองคำ

ในสาขานักแสดงนำชายดีเด่นด้วย ในปี 2557 เขาได้แสดงละครเรื่อง สามีตีตรา ในบทบาท “หม่อมหลวงพิศุทธื์” ละครเรื่องนี้ทำให้เขามีเริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้น ปีเดียวกันเขากลับมาร่วมงานกับนิษฐา จิรยั่งยืนอีกครั้งในเรื่อง รักออกฤทธิ์ โดยรับบทเป็น “โจ” ในปี 2558 เขาแสดงละครพีเรียดรักตลก เรื่อง สะใภ้จ้าว คู่กับ พิจักขณา

วงศารัตนศิลป์ ในปี 2560 เขาได้กลับมาพบกับ นิษฐา จิรยั่งยืน อีกครั้งในละครคอเมนดี้เรื่อง พ่อยุ่งลุงไม่ว่าง ในปี 2561 ได้รับบทเป็น “หมื่นสุนทรเทวา” ในเรื่อง บุพเพสันนิวาส คู่กับ ราณี แคมเปน แล้วได้พลิกบทบาททางการแสดงครั้งสำคัญในเรื่อง ข้ามสีทันดร ในบทบาท เที่ยงวัน ชายหนุ่มที่มีอดีตซึ่งเคยติดเฮโรอีนเป็นเวลานานถึง 10 ปี

2.แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ค่าตัวจะพุ่งขึ้นมาขนาดนี้ แต่ยังไม่สามารถล้มแชมป์อย่าง อั้ม พัชราภา ไชยเชื้อ ไปได้ เพราะสำหรับอั้มแล้ว ออกอีเวนต์แต่ละครั้ง รับค่าตัวครั้งละ 350,000 บาท ขึ้นไปเท่านั้น และครองความเป็นดาราที่เรตค่าตัวออกอีเวนต์สูงที่สุด อั้ม พัชราภา เข้าสู่วงการบันเทิงเมื่อปี พ.ศ. 2540 โดยเริ่มต้นจากการประกวด MissHack 1997 หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม สาวแฮ็คส์นั่นเอง

ซึ่งอั้มได้รับรางวัลชนะเลิศ และเป็นสาวแฮ็คส์คนแรก ของเวทีประกวดนี้ และอั้มอยู่ภายใต้การดูแลของชายแฮ็คส์ ซึ่งเป็นฝ่ายโปรโมชันของแฮ็คส์ในขณะนั้น ต่อมาอั้มได้เรียนแอ็คติ้งกับ ต้อย ชาติชาย แก้วสว่าง , และได้แนะนำให้พาไปรู้จักกับผู้ใหญ่ที่ไฟว์สตาร์ ซึ่งตอนนั้นกำลังจะเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง เสือ โจรพันธุ์เสือ ชายแฮ็คส์จึงพาอั้มเข้าไปแคส แต่ว่าตอนนั้นบุคลิกของอั้มยังไม่เหมาะกับบทจึงไม่ได้โอกาส

ต่อมาชัด แทนกาย ก็พาอั้มเข้าไปที่บรอดคาซท์ แต่จังหวะละครตอนนั้นยังไม่ลงตัว และต่อมาก็มาพบกับแก้ว พรีเมียร์ จากนั้นแก้วจึงแนะนำให้อั้มไปเป็นนักแสดงช่อง 7 โดยการนัดทางช่องให้ เพื่อนำอั้มไปลงเทป และส่งไปให้คุณแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ดูเพื่อพิจารณา และอั้มจึงได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในสังกัด สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 อั้มเริ่มมีบทบาทในวงการบันเทิง โดยผลงานชิ้นแรกคือแสดง MV “ไม่ใช่คนในฝัน”

ของศิลปิน “ต้น อาภากร” และในปีเดียวกัน มีผลงานละครเรื่องแรกกับทางช่อง 7 คือ “มณีเนื้อแท้” คู่กับ คงกระพัน แสงสุริยะ หลังจากนั้น อั้ม ก็มีผลงานละครอย่างต่อเนื่อง โดยในปีพ.ศ. 2541 เธอมีละครถึง 3 เรื่องคือ อีสา-รวีช่วงโชติ, ชวนฝันพนันรัก และคู่เขยคู่ขวัญ ก่อนตอกย้ำความแรงของดาวรุ่งดวงใหม่ด้วยละคร 4 เรื่องรวดในปีพ.ศ. 2542 ได้แก่ ลูกหว้า, รักสองภพ, พลับพลึงสีชมพู และแม่นาค

ต่อมาในปีพ.ศ. 2543 บท “เจ้าแม้นเมือง” ในละคร “รากนครา” ก็ส่งให้เธอโด่งดังมากขึ้นไปอีก แต่บทบาทที่ทำให้คนดูจดจำเธอนั่นก็คือบท “เปีย” ในละครเรื่อง “คมพยาบาท” ปีพ.ศ. 2544 เป็นการพลิกมารับบทร้ายครั้งแรกของเธอ ซึ่งละครประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำให้ชื่อเสียงของอั้มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นและเป็นการแจ้งเกิดเต็มตัวของเธอ เป็นนางเอกที่คนเริ่มจับตามองในขณะนั้น ต่อมาในปีพ.ศ. 2546

อั้มได้มีโอกาสแสดงภาพยนตร์เรื่อง “เฟค โกหกทั้งเพ” ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเธอ และละครเรื่อง “โซ่เสน่หา” ในบท “ปราลี” หญิงสาวที่รับจ้างตั้งท้อง ทำให้เธอได้รับรางวัล ท็อปอวอร์ด 2003 และยังได้รับรางวัลชมเชย จาก Asian Television Awards 2004 ในสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และในปีพ.ศ. 2548 กับบท “ปาริฉัตร” ในละคร “เพลิงพายุ” ละครที่มีเนื่อหาเข้มข้นร้อนแรง

ถึงขนาดนายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นยังพูดถึงบอกว่า จะรีบกลับไปดู บวกกับกระแสวิพากย์วิจารณ์ของสื่อถึงการแต่งตัวของอั้มที่ไม่เหมาะสมในละคร ส่งผลให้ละครเรื่องนี้กลายเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงที่สุดในปีนั้น และทำให้อั้มกลายมาเป็นนางเอกแถวหน้าของวงการ มีผลงานละคร อีเว้นท์ โฆษณา ออกมาไม่ขาด ปีพ.ศ. 2552 อั้มพลิกบทกลับมาเล่นร้ายอีกครั้งในบท “อรอินทร์” ในละคร “เมียหลวง”

ที่ต้องประชันฝีมือกับ ธีรภัทร สัจจกุล และ ปิยธิดา วรมุสิก ซึ่งละครเรื่องนี้ดังเป็นกระแสและถูกพูดถึงอย่างมาก ส่งผลให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จากสยามดารา สตาร์ส ปาร์ตี้ 2009 และปีเดียวกันกับบท “แจ๋ว” ในละคร “แจ๋วใจร้ายกับคุณชายเทวดา” เป็นละครแนวโรแมนติกคอเมดี้ ซึ่งเรื่องนี้เธอก็ได้รับคำชมอย่างล้นหลาม ว่าแสดงบทตลกได้น่ารัก ฮา และเป็นธรรมชาติ

ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล นางเอก HOT แห่งปี จากทีวีอินไซด์ ฮอท อวอร์ด 2009 และรางวัล นักแสดงหญิงยอดนิยม จากคมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7 อีกด้วย และในปีพ.ศ. 2554 อั้มก็ได้มีงานแสดงภาพยนตร์ อีกครั้ง ชื่อเรื่อง “30 กำลังแจ๋ว” รับบทเป็น “จ๋า” คู่กับ ภูภูมิ พงศ์ภาณุ กำกับภาพยนตร์โดย สมจริง ศรีสุภาพ ผลิตโดยเอ็ม เทอร์ตี้ไนน์ ซึ่ง คิง สมจริง ผู้กำกับ กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกอั้ม มารับบทนี้ว่า

“อั้ม คือนางเอกที่ใช่มากๆ สำหรับเรื่องนี้ เพราะส่วนตัวผมเห็น อั้ม ในหลายบทบาท อั้ม มีศักยภาพทางการแสดงสูงมาก เค้าน่าจะทำบทบาทนี้ให้มีความลึกซึ้ง โรแมนติก และ กินใจได้ด้วยบทบาทการแสดงของเขา และ ด้วยความเป็นตัวเขาก็สื่อถึงผู้หญิงอายุ 30 ออกมาได้ชัดเจนนะ อั้ม เขาก็มีครบหมดทุกมุม เรียกว่าครบเครื่องน่ะ ผมชอบทุกคาแรกเตอร์ของเขานะไม่ว่าจะมีรัก เลิกรัก อย่างเวลาที่เขามีความรักนะเขาจะสวยสุดๆ

เวลาที่มีอุปสรรคถึงเขาจะมีความเศร้าแต่เขาก็ยังเข้มแข็ง คุณว่าไหมล่ะนาทีนี้ถ้าใครพูดถึงเรื่องนี้ ก็ต้องนึกถึง อั้ม พัชราภา เท่านั้น” รวมทั้งจันทิมา เลียวศิริกุล หนึ่งในผู้บริหารของค่าย M๓๙ ในฐานะโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้เปิดเผยว่า “เริ่มต้นที่พัฒนาบทคือพี่คิงนำเสนอว่าผู้หญิงที่อยู่ในหัวเลยคือ อั้ม พัชราภา

เพราะว่าผู้หญิงในเรื่องค่อนข้างที่จะเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยจะมีปัญหากับการสนใจสังคม รู้จักตัวเอง รู้จักใจตัวเอง แต่เมื่อถึงเวลาตัดสินใจแล้ว จะเลือกใช้สมองหรือใช้หัวใจ มั่นใจมาก อั้มเพอร์เฟ็กต์กับคำว่าผู้หญิงเก่งและรู้จักตนเองและเชื่อว่าอั้มเล่นได้เพราะว่าอั้มเก่งมาก

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here