คลอดแล้วจ้า ! ‘อติล่า The Face’ ดีใจสุดขีด ภรรยาคลอดลูกชายคนแรกแล้ว บอกเลยน่ารักน่ารักมาก (ชมภาพ)

0
444

อติล่า The Face All Star ประกาศข่าวดี บูม ภัทตรา ภรรยาคลอดลูกชายคนแรกแล้ว เบบี๋น้อยมาในชุดไทยสไตล์ บุพเพสันนิวาส ทำแฟนคลับเซอร์ไพรส์หนักมาก หลังก่อนหน้านี้หนุ่ม อติล่า อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ นายแบบหนุ่มสุดหล่อแห่ง The Face All Star ได้ออกมาประกาศข่าวดีผ่านทางอินสตาแกรมว่า บูม ภัทตรา

ภรรยาของเขากำลังตั้งท้องลูกชายคนแรก และในวันนี้ (11 เมษายน 2561) หนุ่มอติล่า ได้ออกมาประกาศข่าวดีอีกครั้งว่า ภรรยาได้คลอดลูกชาย อาร์เธอร์ ภาคิน กานโยซ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ณ โรงพยาบาลเวชธานี โดยเบบี๋น้อยมาในชุดน่ารักแบบไทย ๆ สไตล์ออเจ้า บุพเพสันนิวาส น่ารัก..น่าชังสุด ๆ ทางเราก็ขอแสดงความยินดีกับหนุ่มอติล่า

และสาวบูม ด้วยนะคะ ขอให้เบบี๋น้อยร่างกายแข็งแรง ซึ่งก่อนหน้านี้หายช็อกกันแล้วเนอะ หนุ่มกล้ามล่ำหุ่นแน่นน่าลูบไล้ อติล่า อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ที่เด่นดังจากเวทีเดอะเฟซเมนไทยแลนด์ The Face MEN Thailand หลังจากตัดสินใจประกาศสะท้านโซเชียล ว่ามีภรรยาท้องโตใกล้คลอดแล้ว ทำเอาหลายตกใจไม่หาย!

ช่างเก็บความลับได้ดีจริง! จนเมียท้องแก่ใกล้คลอดจึงจะมากล้าบอก เตรียมพร้อมมานานหลายเดือนแล้ว ตอนนี้เรียกว่าอติล่าพร้อมสุดๆ จะรับหน้าที่การเป็นพ่อที่ดี บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้ติดต่อสัมภาษณ์อติล่า ถึงเรื่องราวปกปิดการท้องของภรรยา แต่อติล่า ยังไม่พร้อมจริงๆ ยังไม่สะดวกที่จะเปิดใจหมด เพราะตอนนี้อยากจะทุ่มเทเวลาที่มีอยู่

เพื่อดูแลภรรยาและลูกชายในท้องให้ดีๆ เพราะอีกไม่นานแล้วจะถึงเวลาคลอดลูก ซึ่งหมอที่ดูแลบอกว่าน่าคลอดช่วงเวลากลางเดือนเมษายนนี้แล้ว.อติล่าจบการศึกษาจาก Collège et Ecole de Commerce Madame de Staël. ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และเลือกที่จะยังไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย

เพราะยังต้องการค้นหาตัวเองว่าอยากจะทำอะไร จะได้เลือกเส้นทางที่ชอบและมีประโยชน์ต่อชีวิตจริงๆ เมื่อมีคนเสนอให้ลองมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยเผื่อมีโอกาสเป็นนายแบบ จึงคิดว่าน่าจะดีที่จะได้ลองอะไรใหม่ๆ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ อติล่าเป็นชื่อของกษัตริย์นักรบผู้ครองจักรวรรดิฮัน ผู้แผ่การปกครองจากเอเชียไปสู่ยุโรป

ชื่อที่ยิ่งใหญ่นี้กลายเป็นชื่อแรกของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ชายหนุ่มลูกครึ่งไทย-สวิสวัย 25 ปี ผู้จากยุโรปมาตามเส้นทางวงการบันเทิงบนแผ่นดินของแม่อยู่หลายปี ก่อนจะโด่งดังเป็นพลุแตกจากการประกวดและเข้ารอบสุดท้ายของ The Face Men Thailand ซีซั่นแรก

นายแบบหนุ่มผิวขาว ตัวสูงใหญ่ นอกจากผมสีเข้ม แทบไม่มีเค้าโครงเอเชียอยู่ในรูปร่างหน้าตา ความโดดเด่นทำให้เขาดูแปลกหน้า แต่เมื่อนั่งลงสนทนากันเพียง 5 นาทีแรก ฉันรู้ทันทีว่าเขามีความเป็นตะวันตกที่น่าค้นหา และมีความเป็นตะวันออกที่เราคุ้นเคยอยู่ในคนคนเดียว เราพบกันที่หน้าโรงเรียนสอนกังฟู ประตูสู่โลกอีกใบของเขาเปิดออก

ให้เราได้มองเห็นชีวิตนอกแสงไฟเจิดจ้าบนรันเวย์ มันไม่สวยหรูงดงาม แต่จริงใจและลึกซึ้ง เหมือนแววตาของเขานั่นแหละ “ผมไม่ได้บ้าแมวนะ” เจ้าของฉายา ‘แมวยักษ์’ ยืนยันแข็งขัน แต่แววตาเป็นประกายเมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยงขนฟูขาว “ผมมีแมวตัวหนึ่งชื่อหมิวหมิว มันเป็นแมวที่ไม่ต้อนรับแขก นิสัยไม่ดีเอาซะเลย มันไม่ต้องการใคร

ทั้งที่เราให้อาหารมัน พอมันกินอิ่มก็จะเดินหนีไปไม่สนใจ แต่พอหิวก็จะเข้ามาแม้วๆ (ทำเสียงเลียนแบบแมว) มันน่าจะสะท้อนตัวเรา ผมเป็นคน independent ตั้งแต่ไหนแต่ไร ใช้ชีวิตคนเดียว ดูแลตัวเองตั้งแต่อายุ 14 ผมทำอาหารให้ตัวเอง ไปโรงเรียนเอง เงินค่าเลี้ยงดูก็ต้องบริหารเองหลังจากจ่ายค่าเช่าบ้าน

“พ่อกับแม่ทะเลาะกันแล้วแยกกันอยู่ ในความรู้สึกของผม ที่นี่สะท้อนชีวิตคู่ที่เขาเคยอยู่ด้วยกัน แม่มีความสุขมากกว่าเมื่อไปทำงานอยู่ร้านอาหารไทยกับเพื่อนๆ คนไทย และจะกลับมาแค่อาทิตย์ละครั้ง ผมเลยอยู่ที่บ้านนั้นกับแฟนสมัยเรียนจนอายุ 18” เด็กหนุ่มลูกครึ่งพยายามดูแลตัวเองอย่างผู้ใหญ่ เขาเรียนหนังสือเก่ง

ได้เกรดดีมาตลอด แต่เก็บซ่อนความน้อยใจ โกรธเกรี้ยว กังวลกับการใช้ชีวิตด้วยตัวเองไว้ข้างใน ทุกอย่างระเบิดออกมาหลังการสอบเลข ม.ปลาย ได้คะแนนน้อยเพียงครั้งเดียว “ผมร้องไห้ออกไปจากห้องเรียนแล้วไม่ยอมกลับไป คนโทรตามก็ไม่รับ หายไปเลย มันทำให้เรารู้ว่าชีวิตไม่โอเค ผมไม่มีความสุข” หลังจากนั้นหลายปี

ความทุกข์จากการอยู่โดดเดี่ยวยังคงตามติดตัวเขา “ตอนนี้โตขึ้น ผมเข้าใจแม่แล้วว่าเขาให้เราทุกอย่างเท่าที่ทำได้ แต่ตอนนั้นเป็นเด็ก เด็กมันไม่เข้าใจหรอก” เมื่อย้ายออกจากบ้านหลังเรียนจบ ความกดดันที่จะทำงานหาเลี้ยงตัวเองและเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกันเป็นเรื่องหนักเกินรับไหวสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง

ในที่สุดอติล่าตัดสินใจจากสวิตเซอร์แลนด์มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อีกฟากหนึ่งของโลก เมื่อมีคนแนะนำให้เขาไปลองทำงานที่เมืองไทย “ไปเป็นดารามั้ย” “ดาราคืออะไร ผมอยู่ที่นั่นก็เป็นคนธรรมดา ไม่ใช่คนพิเศษอะไร แต่มีคนบอกว่าทำได้นะ ผมถูกส่งมาอยู่โมเดลลิง ตอนนั้นผมเกลียดกล้องมากๆ ไม่เป็นเหมือนที่เห็นทุกวันนี้

ผมเห็นกล้องแล้วตัวแข็ง ถ้าดูรูปช่วงแรกๆ จะเห็นว่าสายตาผมเป็นศูนย์ ไม่มีอารมณ์อยู่ในนั้นเลย” นายแบบหนุ่มพูดตรงๆ ว่าในอดีตเขาไม่ได้ตั้งใจกับงานเดินแบบเท่าไหร่นัก ไปสายบ้าง ไม่ดูแลตัวเองเท่าที่ควรบ้าง การทำงานจำเป็นสำหรับการเอาตัวรอด แต่ไม่ได้หล่อเลี้ยงไฟฝันหรือจิตวิญญาณ “มาถึงเมืองไทยแล้วผมก็ยังดื้อเหมือนเดิม

ผมยังไม่ปล่อยวาง ไม่เข้าใจชีวิต ทำไมเราต้องดูแลตัวเองเร็วขนาดนี้ ทำไมชีวิตมันไม่ง่าย ผมคิดว่ามาเมืองนอกแล้วจะหนีปัญหา ได้เริ่มต้นใหม่ แต่มันไม่อยู่ที่สถานที่ มันอยู่ที่ตัวเราเอง ต่อให้ย้ายไปอีกฝั่งหนึ่งของโลก ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม คนที่ต้องเปลี่ยนคือเรา” อติล่าชี้ที่หัวใจ เด็กหนุ่มที่โกรธชีวิตคนนั้นได้เติบโตและมุ่งมั่นกับเส้นทางนายแบบขนาดไหน

คุณมองเห็นได้จากความพยายามของเขาใน The Face Men Thailand จากวันแรกถึง Final Walk ย้อนกลับไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว อติล่าเลิกกับแฟนสาว คอนโดหมดสัญญาเช่า หลังจากใช้ชีวิตเป็นนายแบบอยู่ 3 ปีเต็มในกรุงเทพฯ ชีวิตเขากลับมาไม่มีใครและไม่มีบ้านอีกครั้ง ความว่างเปล่าที่ถาโถมทำให้ชายหนุ่มเดินทางออกจากเมืองหลวง

ไปเรียนรู้และค้นหาตัวเองที่วัดป่าสุวรรณโณ จังหวัดชัยภูมิ ตามที่ญาติทางแม่แนะนำมา “ก่อนผมมาเมืองไทยผมได้อ่านเรื่องพระพุทธเจ้า แล้วศึกษาธรรมะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมอยากรู้จัก เข้าใจ ศาสตร์นี้มากขึ้น อยากบวชมาตลอด มันเป็นจังหวะพอดี ตอนนั้นใกล้เบญจเพส และต้องหาที่อยู่ใหม่ก็เลยเอาวะ ลองดู”

อีกเรื่องที่ทำให้หนุ่มลูกครึ่งตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์คือเหตุผลทางไสยศาสตร์ อติล่าสนใจเรื่องการถอดจิต เขาเล่าให้ฟังว่าถูกผีอำและเห็นภาพหลอนที่ไม่น่าเชื่อหลายครั้ง “ผมแพนิกมาก กลัวมาก เป็นปรากฏการณ์ที่เด็กฝรั่งไม่เข้าใจ ทุกคนไม่เข้าใจ เราหลงไปกับมันมาก จนเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของจิต พอปิดหน้าต่างไม่สนิท

เห็นเงาดำตลอด แล้วก็กลัว รู้สึกว่าต้องไปศึกษาเรื่องนี้แล้วต้องควบคุมมันให้ได้ “การบวชเหมือนมาเรียนบทที่สอง มันสมเหตุสมผลไปหมด ผมใส่ชุดขาวเป็นนาคประมาณเดือนครึ่ง แล้วบวชประมาณสี่เดือนครึ่ง ระหว่างอยู่ชัยภูมิผมก็แสวงหาคำตอบ ยังอยู่ไม่สุข เลยไปหาหลวงพ่อที่อุดรฯ อีกเดือนครึ่ง ที่นั่นเป็นวัดป่าที่ป่ากว่าชัยภูมิอีก

บิณฑบาตรได้แต่ข้าวเหนียวกับแกงหน่อไม้ โมเมนต์นี้ทำให้ผมชอบหน่อไม้มาก (หัวเราะ) กินหน่อไม้ทุกอย่าง และส้มตำทุกวัน เป็นช่วงเวลาที่ดี ผมชอบมาก ได้อยู่กับตัวเองเยอะ” เมื่อเดินออกจากการเป็นนักบวช สิ่งที่ได้รับจากโรงเรียนพุทธคือคำตอบว่าเขาทำสิ่งที่ทำอยู่เพื่ออะไร “ผมไม่ชอบวงการมายา เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมเคยไม่ค่อยตั้งใจกับงานนายแบบ

ผมไม่เข้าใจ ไม่ชอบ ไม่ใช่เรา ไม่อยากทำ หลังจากบวชแล้วผมถึงเข้าใจว่าผมโชคดี มีคนอยากให้เราไปถ่ายแบบแล้วพรีเซนต์สินค้าให้เขา ทำไมเราไม่หยิบโอกาสตรงนี้มาเอาไปช่วยคนที่ไม่มีโอกาส ทำไมไม่สร้างอะไรสักอย่างให้คนที่เขาต้องการ ผมอยากใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือคนให้มากที่สุด มันไม่ยากเลย อย่างน้อยแค่พูดคุย ขอบคุณ ชมกัน กอดกัน

มันเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เราทำได้ ข้างหลังความยิ้มแย้มแจ่มใสของเรามีคนที่ทุกข์อยู่ แย่กว่าเราอยู่เสมอ” บทบาทล่าสุดของ อติล่า-อาร์เธอร์ อภิชาติ กานโยซ์ ไม่ใช่แค่นายแบบ แต่เป็นนักสู้กังฟูรุ่นที่ 5 ต่อจาก Patrick Gee อาจารย์สอนกังฟูที่เปิดโรงเรียนสอนศิลปะป้องกันตัว FMMA Bangkok ในซอยสุขุมวิท 61

นายแบบหนุ่มเดินนำฉันเข้าไปในห้องเรียนเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสาวๆ ผู้ศึกษาศาสตร์ที่มีต้นกำเนิดจากแม่ชีวัดเส้าหลิน อติล่าอุทิศช่วงเวลาตอนเย็นและค่ำให้กับการสอนมวยหย่งชุนผสมไทเก๊ก กีฬาที่ดึงพลังในร่างกายมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ “หลังจากบวช ผมคิดว่าตัวเองปลงแล้ว แต่ยังคิดมาก กังวลกับอนาคต ความกังวลทำให้เราไม่เคลื่อนไหว

ไม่ไปข้างหน้า แล้วก็มาเจออาจารย์ตัวเล็กๆ ที่ซัดผมปลิวเลย “ตอนแรกผมไม่รู้จักกังฟู เคยดูแต่ในหนังยิปมัน พอได้เรียนถึงพบว่ามันทำให้เราได้อยู่กับตัวเองเยอะ เหมือนการวิปัสนากรรมฐานที่เราไม่ต้องนั่งนิ่งๆ พุทโธๆ สำหรับบางคน การได้เคลื่อนไหวทำให้เราสบายใจขึ้น เจอสมาธิในการฝึกศิลปะป้องกันตัวอย่างสม่ำเสมอ

ผมได้ใช้มันในชีวิตประจำวันเมื่อเจอปัญหา แล้วผมก็รู้สึกว่ายังมีคนอื่นที่เป็นแบบผม เจอปัญหาเล็กๆ น้อยๆ แล้วเครียดมากๆ เลยปัดมันออก ไม่เผชิญกับมัน ปัญหาก็ยังตามเรามาอยู่ จนถึงวันที่เราเครียดจนร้องไห้ ระเบิดใส่คนอื่น ทั้งที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย แต่เราลากปัญหามาเยอะมากเพราะเราไม่เคยเคลียร์กับมัน”

“กังฟูสอนให้ผมมองปัญหาให้ชัดเจนเหมือนธรรมะ มองในสิ่งที่มันเป็น ปัญหาแก้ไขได้มั้ย ทางแก้ปัญหาไหนดีที่สุด ลองทำดู แก้ไขได้จบเรื่อง แก้ไม่ได้ ลองเปลี่ยนวิธี ปัญหาก็จบ ใจก็ว่างลง ในศิลปะป้องกันตัวมันมีแค่นี้ คนต่อยมา มันมีวิธีตั้งรับไม่กี่วิธี 1,2,3 จบ อันไหนเวิร์กกับเราก็เลือกอันนั้น ทุกวันนี้ผมดีลกับสิ่งที่เข้ามาในชีวิต

อยู่กับมันได้เพราะผมแยกแยะว่ามันอยู่ตรงไหน ผมมาถึงตรงนี้แล้ว สเต็ปหน้าคืออะไร ต้องติดต่อใคร เราทำทุกอย่างไปพร้อมกันได้เพราะมองเห็นภาพรวม “ความมุ่งมั่นที่ผมมีในรายการ The Face Men Thailand ผมได้จากกังฟูหมด มาถึงแคมเปญนี้แล้วผมต้องพัฒนาอะไร ทำเลย ไม่ขัดแย้ง

กังฟูสอนผมว่าอย่าต่อต้านสถานการณ์ ไหลไปตามน้ำ เวลาเจอคำถามที่ไม่ชอบ ผมจะย้อนกลับไปคิดว่าทำไมไม่ชอบคำถามนั้น ผมยังไม่พร้อมจะยอมรับอะไรในตัวเอง ที่เราอึดอัดเพราะเราตีความเองแทนเขารึเปล่า”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here