มรสุมชีวิต ‘โจอี้ บาซู’ เผยชีวิตสุดรันทด ลูก5-ภรรยาเสียชีวิต เพราะลองเครื่องสำอาง (ชมคลิป)

0
334

เป็นอีกหนึ่งข่าวช็อกวงการบันเทิง เมื่อ นักร้องดัง โจอี้ บาซู หรือ โจอี้ ศุรเฎฒฌ์ กรณ์งูเหลือมโชต ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พร้อมอุปกรณ์เสพยาไอซ์ ที่ห้องพักย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ นักร้องดัง เคยได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของตนเอง ระบุว่า ตนเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว มีลูกสาวแท้ๆ 1 คน อายุ 19 ปี และลูกบุญธรรมที่ตนอุปการะอีก 4 คน

โจอี้ เปิดเผยว่า สาเหตุที่อุปการะเด็กถึง 4 คน ว่า “มันเริ่มจากความเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อน เรารู้จักกัน แล้วบางทีน้องๆ ที่เค้ามีปัญหาครอบครัว เราไม่รู้จะช่วยยังไง เลยช่วยได้เท่านี้ ผมไปเซ็นเป็นพ่อ อุ้มออกมาจากโรงพยาบาลเลย ถูกต้องตามกฎหมาย” ส่วนลูกสาวตัวเองนั้น “ผมมีก่อนเป็นบาซูอีก จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่เคยปิด แต่ไม่มีใครเคยถามเลย เพราะไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกันตลอด แฟนคลับที่สนิทก็รู้ ถามว่าหวงลูกสาวมั้ย ก็หวงในสิ่งที่อยู่ในกรอบ ถ้านอกกรอบเราก็จะสอนให้เค้ารู้วิธีว่าเค้าจะรับผิดชอบยังไง”

เมื่อถามว่า ลูกสาวว่าอย่างไรบ้าง ที่ไปอุปการะเด็กถึง 4 คน โจอี้กล่าวว่า “สิ่งสำคัญคือเราสอนเค้าตั้งแต่เด็ก ในเรื่องที่ควรจะมี นั่นก็คือจิตสำนึกที่ดีที่ควรจะมี ถ้าคุณมีในส่วนนี้คุณจะลืมเรื่องที่เป็นลบทั้งหมด ผมไม่อยากให้เค้ามาเป็นเหมือนเรา เราอาจจะมีปมเล็กๆ ในวัยเด็ก อาจจะเป็นเรื่องผิว เรื่องความกำพร้า ถามว่าคิดจะตามหาพ่อมั้ย มันไม่มีผล เพราะการตามหามันมีแค่ 2 คำ ซึ่งถ้าเป็นวัฒนธรรมไทย เราไม่มีตรงนี้ แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ เค้าจะถามกลับมาเลยว่า So What? แล้วยังไง เจอแล้วทำยังไงเหรอ?”

- Advertisement -

ทั้งนี้ โจอี้สูญเสียภรรยาไปเมื่อปี 2559 โดยโจอี้ ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “เป็นโรคประจำตัว โรคหัวใจครับ ความจริงเค้าเป็นมานานแล้ว เราทำบริษัทที่เกี่ยวกับอาหารเสริม คอสเมติก ทำสบู่ แล้วแฟนผมเป็นคนดูแล การที่เราทำพวกโรงงานหรือผลิตแบบนี้ มันจะต้องมีการเทสสินค้า ลูกค้ามีเป็นร้อยเจ้า แฟนผมเค้าจะเป็นคนที่ลองเทสต์เอง ที่จริงเรามีฝ่ายเทสต์ ฝ่ายดูแล แต่ด้วยความที่เค้าจะต้องเอารายละเอียดไปคุยกับลูกค้า เค้าจะต้องเป็นคนเทสเอง เราจะพลาดไม่ได้เลย”

ในรายการ คุยเข้า Show ทางช่อง one31 “ข่าวสดออนไลน์” นำบทสัมภาษณ์เมื่อเดือน ก.ย. 2560 มานำเสนออีกครั้ง มีลูก 5 คนจริงเหรอ? “ใช่ครับ เป็นลูกบุญธรรม 4 คน และลูกตัวเอง 1 คน อายุ 18 แล้วครับ ชื่อน้องณัชชา ซึ่งแต่ละคนจะมีที่มาแตกต่างกันไป” มีข่าวออกมาว่า โจอี้ บาซู ตกอับ จริงไหม? “จริงๆ ให้เค้ารู้แค่นั้นพอมั้ง ไม่อยากให้รู้เยอะ” ความจริงทำงานอะไรอยู่?

“(ยิ้ม) ผมเป็นประธานบอร์ด เซาท์ อีส เอเชีย ของบริษัท เวิลด์ วีเทค ที่เกาหลีครับ ก็พัฒนาซอฟท์แวร์อยู่ที่โน่น ดูแล 57 ประเทศ บินไปกลับเมืองไทยตลอด ทำงานมา 12 ปีแล้วครับ เอาจริงๆ เราไม่ได้ชื่นชอบอะไร เพราะเราไม่ได้เรียนทางด้านวิศวะมา แต่ว่าเราไปเกิดไอเดียตรงโปรดักส์ที่เค้าเอามาพรีเซ้นท์เราตอนแรก ด้วยอาชีพที่ผมเคยทำแต่ก่อน ก็คืองานอีเว้นท์ คราวนี้เราก็คิดว่ามันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านี้ เลยเอานั่งคุยกัน และศึกษากันมาตลอด”

สาเหตุที่รับอุปการะเด็ก 4 คน เริ่มต้นมาจากอะไร? “มันเริ่มจากความเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อน เรารู้จักกัน แล้วบางทีน้องๆ ที่เค้ามีปัญหาครอบครัว เราไม่รู้จะช่วยยังไง เลยช่วยได้เท่านี้ ผมไปเซ็นเป็นพ่อ อุ้มออกมาจากโรงพยาบาลเลย ถูกต้องตามกฎหมาย” แล้วลูกสาวคนโต เราไปมีตอนไหน? “ผมมีก่อนเป็นบาซูอีก จริงๆ ผมเป็นคนที่ไม่เคยปิด แต่ไม่มีใครเคยถามเลย เพราะไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกันตลอด แฟนคลับที่สนิทก็รู้ ถามว่าหวงลูกสาวมั้ย ก็หวงในสิ่งที่อยู่ในกรอบ

ถ้านอกกรอบเราก็จะสอนให้เค้ารู้วิธีว่าเค้าจะรับผิดชอบยังไง” ลูกสาวคนโตเราโอเคไหม กับการที่เรามีน้องๆ บุญธรรมมาอีก 4 คน? “สิ่งสำคัญคือเราสอนเค้าตั้งแต่เด็ก ในเรื่องที่ควรจะมี นั่นก็คือจิตสำนึกที่ดีที่ควรจะมี ถ้าคุณมีในส่วนนี้คุณจะลืมเรื่องที่เป็นลบทั้งหมด ผมไม่อยากให้เค้ามาเป็นเหมือนเรา เราอาจจะมีปมเล็กๆ ในวัยเด็ก อาจจะเป็นเรื่องผิว เรื่องความกำพร้า ถามว่าคิดจะตามหาพ่อมั้ย มันไม่มีผล

เพราะการตามหามันมีแค่ 2 คำ ซึ่งถ้าเป็นวัฒนธรรมไทย เราไม่มีตรงนี้ แต่ถ้าเป็นต่างประเทศ เค้าจะถามกลับมาเลยว่า So What? แล้วยังไง เจอแล้วทำยังไงเหรอ?” สูญเสียภรรยาเมื่อปีที่แล้ว เกิดอะไรขึ้น? “เป็นโรคประจำตัว โรคหัวใจครับ ความจริงเค้าเป็นมานานแล้ว เราทำบริษัทที่เกี่ยวกับอาหารเสริม คอสเมติก ทำสบู่ แล้วแฟนผมเป็นคนดูแล การที่เราทำพวกโรงงานหรือผลิตแบบนี้ มันจะต้องมีการเทสสินค้า

ลูกค้ามีเป็นร้อยเจ้า แฟนผมเค้าจะเป็นคนที่ลองเทสเอง ที่จริงเรามีฝ่ายเทส ฝ่ายดูแล แต่ด้วยความที่เค้าจะต้องเอารายละเอียดไปคุยกับลูกค้า เค้าจะต้องเป็นคนเทสเอง เราจะพลาดไม่ได้เลย” จากการที่ภรรยาป่วย คุณหมอเตือนบ้างไหม ว่าเกิดจากการเทสต์สินค้า?? “คุณหมอเค้าจะไม่รู้เลย เพราะเวลาเค้าวินิจฉัยโรค เค้าจะดูที่ตัวคนก่อน ยังไม่ได้ลงลึกถึงสาเหตุ และอีกอย่างเราก็บอกหมอไม่ได้ด้วยว่า ตัวไหนคือสาเหตุ

เพราะสินค้ามีหลายตัวมาก” ตอนที่ภรรยาเริ่มป่วย เริ่มไปหาหมอ จนสุดท้ายที่อยู่ด้วยกันนานไหม? “ช่วงแรกๆ ไปๆกลับๆ เพราะว่าเราต้องไปเช็คร่างกายต่อเนื่อง พอสุดท้ายเค้าไป เค้าก็ไปเลยกะทันหัน หัวใจหยุดเต้น ผมก็อยู่ คุณหมอก็พยายามช่วย ปั๊มหัวใจแล้วฟื้นมาประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็ได้มีโอกาสคุยกันจนถึงวินาทีสุดท้าย” คิดไหมว่านี่อาจจะเป็นช่วงเวลานาทีสุดท้าย? “เราก็พยายามให้กำลังใจให้เค้าอดทนสู้นะ

สิ่งที่เค้าพูดกับเราก็คือฝากดูแลลูก ซึ่งเราก็ไม่รู้จะทำยังไง” วินาทีที่ใกล้จะครบครึ่งชั่วโมง เรารู้สึกยังไง? “คุณหมอบอกว่าให้เปิดชิณบัญชรให้เค้าฟัง ซึ่งผมก็เปิดนะครับ แต่เปิดได้ไม่นานแล้วแบตโทรศัพท์หมด แล้วเค้าก็ไปเลย ผมทำได้แค่นั้นจริงๆ สิ่งที่คิดจุดแรกก็คือรับไม่ได้ เราก็อยู่กับลูกสองคน พยายามคุยกับเค้าว่า

เราคงใช้ความเข้มแข็งไม่พอ” หยุดการทำงานไป 2 เดือน? “ครับ มันนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะทำอะไรต่อ แล้วมันมีมรสุมทุกอย่างตามมา พอไม่มีเค้าอยู่ดูบริษัทแล้ว ลูกค้าก็เปลี่ยนพฤติกรรม ชิ่งออกไปเป็นร้อย แล้วเรื่องประกันยิบย่อยอีกเยอะ” แล้วตอนนี้บริษัทยังอยู่ไหม?? “ยังอยู่ครับ ผมดึงกลับมาแล้วมาทำเอง”

ตำรวจ สน.โชคชัย คุมตัว “โจอี้ บาซู” เข้าเรือนจำคลองเปรม แดน 13 จับบำบัดในฐานะผู้ป่วยยาเสพติด ขณะเจ้าตัวยังยืนยันเหตุผลที่ต้องใช้ เพราะเป็นสายให้ตำรวจ เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 มี.ค.61 ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก พนักงานสอบสวน สน.โชคชัย คุมตัวนายศุรเฎฒฌ์ กรณ์งูเหลือมโชต

หรือชื่อเดิมนายสุรเดช ทับทิมใส หรือโจอี้ บาซู อายุ 49 ปี อดีตนักร้องชื่อดังวงบาซู ผู้ต้องหาคดีเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ยาไอซ์โดยไม่ได้รับอนุญาตมายื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งส่งตัวโจอี้ บาซู ในฐานะเป็นผู้บำบัดฟื้นฟูการเสพยาเสพติดด้วย ซึ่งศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามโจอี้ บาซูแล้วไม่คัดค้าน จึงมีคำสั่งให้ส่งตัวเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูฯ ได้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย นำตัว โจอี้ บาซู ไปส่งที่เรือนจำกลางคลองเปรมแดน 13 ซึ่งเป็นสถานบำบัดฟื้นฟูผู้เสพยาเสพติด โดยจะใช้เวลาบำบัดฯ ประมาณ 45 วัน หรือจนกว่าจะหาย ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างคุมตัว โจอี้ บาซู ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเพียงสั้นๆ ว่า ตนยืนยันว่าเป็นการเสพยาครั้งแรกเท่านั้น และเหตุผลที่ต้องเสพเพราะเข้ามาช่วยราชการเป็นสายให้กับตำรวจเพื่อจับพ่อค้ายาเสพติด

ปัจจุบันปัญหายาเสพติดได้แผ่ขยายวงกว้างไปทั่วทุกหนแห่ง แพร่กระจายอย่างรวดเร็วราวเกิดโรคระบาด มีการคิดค้นตัวยาแปลกๆออกมาขายกันเกร่อ ก่อให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมทุกด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมครอบครัว มีข่าวการจับกุม ข่าวเภทภัยของยาเสพติดให้เห็นทุกวันทางทีวี หนังสือพิมพ์ แต่เหตุใดยิ่งปราบก็ยิ่งมีมากขึ้นทวีความรุนแรงขึ้นทุกที

จึงคิดว่าควรนำเสนอให้เห็นบทกำหนดโทษของกฎหมายยาเสพติดซึ่งไม่ค่อยจะมีใครนำมาเสนอให้อ่านกัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ที่ใช้เป็นหลักอยู่ และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาหลายครั้งจนกระทั่งล่าสุดจึงมี พระราชบัญญัติ ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 เพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ให้เหมาะสมกับปัญหา

โดยแก้ไขโทษในความผิดเกี่ยวกับการมีไว้ในครอบครอง มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายซึ่งยาเสพติดให้โทษจำนวนเล็กน้อยให้มีโทษขั้นสูงลดลง เพื่อให้บุคคลซึ่งต้องหาว่าเสพเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสมรรถภาพตาม กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ 2545 และเพิ่มมาตรการในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้โทษโดยให้มีการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น

การให้อำนาจสั่งตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลใดมียาเสพติดให้โทษอยู่ในร่างกายหรือไม่ ฯลฯ ยาเสพติดให้โทษ หมายถึง สารเคมีหรือวัตถุใดๆ ซึ่งเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าจะโดยการกิน ดม สูบ ฉีด หรือด้วยวิธีการใด ๆ แล้วจะทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ รวมตลอดถึงพืชที่เป็นหรือให้ผลผลิตเป็นหรืออาจใช้ผลิตเป็นยาเสพติด และสารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษด้วย

ล่าสุด ประเทศไทยก็มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ที่เพิ่งประกาศใช้ไปเมื่อต้นปี หลักๆ แล้ว ก็เป็นความพยายามในการเยียวยานักโทษที่ต้องรับโทษไม่ตรงตามความเป็นจริง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหา ‘นักโทษล้นคุก’ โดยเฉพาะจากคดียาเสพติดนี่เอง ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? ลองนึกภาพว่าคุณหรือคนรู้จักของคุณมียาไว้เสพเอง 1 เม็ด แต่ดั๊นเผอิญข้ามเขตชายแดนไปประเทศเพื่อนบ้านทำธุระ เพราะนึกไม่ถึงว่าจะต้องโทษหนัก

พอโดนตรวจเจอ คดีที่คุณโดนฟ้องกลับไม่ใช่ ‘ครอบครองเพื่อเสพ’ แต่เป็น ‘นำเข้า หรือส่งออก’ จากโทษเบาก็จะกลายเป็นโทษหนัก ที่โทษคือ ‘จำคุกตลอดชีวิต’ ถ้ายอมรับสารภาพและเป็นการทำผิดครั้งแรก ลดหย่อนไปมาอาจเหลือแค่ 25 ปี กฎหมายในตอนนั้นเลยประมาณเอาจากการสำรวจจากผู้เสพจริง ว่า ‘ปกติจะเสพวันละเม็ด และจะเก็บยาไว้กับตัวไม่เกินสองอาทิตย์’ นั่นเท่ากับ 14 เม็ดต่อ 2 สัปดาห์ ก็เขียนไว้กว้างๆ ไปเลยว่า ‘ถ้าครอบครองยาเสพติดเกิน 15 เม็ด ให้ถือว่า มีไว้ครอบครองเพื่อจำหน่าย’

เพื่อที่เจ้าหน้าที่จะไม่ต้องมานั่งเสียเวลาสืบสวนสอบสวนว่าใครมีไว้เสพ ใครมีไว้ขาย จุดตัดมันแค่เม็ดเดียวเท่านั้น นาย ก มียา 14 เม็ดไว้เสพ อาจถูกตัดสินว่ามีไว้เพื่อเสพเอง ประกันตัวได้ แต่นาย ข มียา 15 เม็ดไว้เสพเองเหมือนกัน แต่เพราะกฎหมายระบุแบบนั้น นาย ข เลยถูกตัดสินว่ามีไว้ขาย รับโทษต่างกัน โอกาสที่เหลืออยู่ในชีวิตก็ต่างกัน ปี 2545-2560 มีนักโทษคดียาเสพติดกว่า 200,000 คนจากเรือนจำทั่วประเทศ เกินครึ่งถูกจับด้วยความผิด ‘ครอบครองเพื่อจำหน่าย’ และไม่รู้กี่คนที่อาจถูกลงโทษเกินกว่าความผิดจริง เพราะกฎหมายที่หวังดีแต่ทำให้เกิดการเหมารวม

นำเข้า ส่งออก โทษจำคุกตลอดชีวิต (แต่แค่ครึ่งเม็ดเนี่ยนะ?) มาตรา 65 ในพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ก่อนแก้ไข ระบุไว้ว่าโทษของการผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดให้โทษประเภท 1 คือจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1 ล้าน ถึง 5 ล้านบาท โทษที่หนักหนาเอาการพอจะเข้าใจได้ว่า เพราะมันคือการขนยาข้ามประเทศ ที่อาจส่งผลต่อประเทศอื่นๆ ไปอีก ถ้าเป็นการนำเข้าหรือส่งออกหลายๆ เม็ด เพื่อไปขายในอีกประเทศ แต่ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องนักโทษล้นคุกก็คือ

ในกรณีนี้ จะครอบครองกี่เม็ดก็โดนโทษเท่ากัน เพราะอย่างนั้นเราจึงเห็นบางคนนำเข้ายาครึ่งเม็ด โทษ 30 ปี หรือบางคน นำเข้า 7 เม็ด โทษ 25 ปีก็มี ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย แต่บางครั้งกฎหมายก็ดูไม่แฟร์เลยเนอะ ผู้ต้องขังชายคดีนำเข้ายาเสพติด เพราะอยากเร่งหาเงินให้ลูก เลยเสพยาเพื่อให้ทำงานได้หนักขึ้น นานขึ้น วันเกิดเหตุเขาขับรถพาแฟนชาวลาวไปต่อหนังสือเดินทาง ก่อนจะขับรถกลับบ้าน แต่โดนตรวจพบยา 7 เม็ดที่ด่านตม. ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่เพราะรับสารภาพและทำผิดครั้งแรก เลยเหลือโทษ 25 ปี

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here