โกงแม้กระทั่งสุนัข? แฉปรากฏการณ์โกงทั้งแผ่นดิน ยิ่งตรวจก็ยิ่งเจอ ยิ่งจน ก็ยิ่งถูกโกงได้ง่าย (รายละเอียด)

0
177

มหกรรมการ “โกง” ที่แพร่ระบาดออกไปในทุกหย่อมหญ้าของผืนแผ่นดินไทย พร้อมทั้งขยายวงไปในหลายกระทรวง ทบวง กรม ในขณะนี้นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความพิกลพิการของระบบข้าราชการ รวมถึงความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างน่าสลดใจที่สุด ความหดหู่จากกรณี “โกงเงินช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและผู้ป่วยเอดส์” ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

ยังไม่ทันคลี่คลายและลากตัวคนผิดมารับโทษทัณฑ์ได้ ก็ต้องมาเจอกับมหกรรมการโกงที่ “กระทรวงศึกษาธิการ” ใน “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ที่ตั้งไว้เพื่อช่วยเหลือ “เด็กนักเรียน” ตามต่อด้วยการโกงเงิน “ชาวเขา” ของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ ปลอมใบเกิด สร้าง “นักเรียนผี” เพื่อโกงเงินอุดหนุนค่าหัวใน “โรงเรียนเอกชน” โกง “โรงขยะ” ที่จังหวัดเชียงราย

และส่อเค้าว่าอาจจะมีแม้กระทั่ง “โกงหมา-แมว” ในกระบวนการฉีดวัคซีนและทำหมัน จนทำให้เกิดการแพร่ระบาดของ “โรคพิษสุนัขบ้า” ทั่วประเทศ กลายเป็น “ปรากฏการณ์โกงทั้งแผ่นดิน” กลายเป็นปรากฏการณ์ “โกงรายวัน” ที่สร้างความหดหู่ใจเป็นอย่างมาก จนสังคมเกิดความสงสัยว่า สิ่งที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ประกาศดังๆ

เมื่อครั้งลงพื้นที่ไปหาเสียงที่ “หนองบัวลำภู” เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมาว่า “แก้ปัญหาทุจริตไปกว่าร้อยละ 90 แล้ว” พร้อมประกาศเสียงดังฟังชัดว่า “ไม่มีรัฐบาลไหนทำได้ขนาดนี้” เป็นความจริงแท้แน่นอนหรือ เริ่มต้นกันที่การ “โกงเงินชาวเขา” กันก่อนเป็นลำดับแรก เพราะ ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง ที่ดูแลเรื่องนี้นั้น เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของ “กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ(พส.)” กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กรมเดียวกับที่เกิดการโกงเงินคนจนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งก่อนหน้านี้

เรื่องนี้ พล.ต.ต.จรัมพร สุระมณี กรรมการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ( ป.ป.ท.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลหลังลงพื้นที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ ว่า สอบถามชาวบ้านหมู่ 1 ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปรากฏรายชื่อผู้รับเงินสงเคราะห์ จำนวน 36 ราย เป็นบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 31 ราย สัญชาติไทย 5 ราย จากการสอบถามชาวบ้านสัญชาติไทยทั้ง 5 ราย ให้ข้อมูลว่าไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในเอกสารใบสำคัญรับเงินแบบ 5 จำนวน 2,000 บาท แต่อย่างใด

และสอบถามบุคคลกลุ่มชาติพันธุ์ จำนวน 18 ราย ให้ข้อมูลว่าไม่ได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวเช่นกัน นอกจากนี้ แล้วยังลงพื้นที่สอบถามข้อมูลชาวบ้านหมู่ที่ 8 จำนวน 36 ราย ซึ่งรายหนึ่งนั้นมีชื่อกำนันตำบลกึ๊ดช้าง เป็นผู้ได้รับเงินสงเคราะห์ด้วย จึงได้ไปสอบถามข้อมูลกำนัน ซึ่งได้ยืนยันว่า ตนเอง และลูกบ้านไม่เคยได้รับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวเลย “จากนั้น ชุดปฏิบัติการจากสำนักงาน ป.ป.ท. ร่วมกับ สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 ได้สอบถ้อยคำหัวหน้าเขต อำเภอแม่ริม แม่แตง และเชียงดาว จำนวน 3 เขต ที่ปรากฏลายมือชื่อ ปรากฏว่าเป็นผู้รับมอบเงินอุดหนุนมาจากศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่

โดยหัวหน้าเขตอำเภอแม่ริม รับเงินสดมา จำนวน 2,877,000 บาท หัวหน้าเขตอำเภอแม่แตง รับเงินสดมาจำนวน 5,075,000 บาท และหัวหน้าเขตอำเภอเชียงดาว รับเงินสดมาจำนวน 6,120,000 บาท เพื่อนำมามอบให้กับชาวบ้านในเขตรับผิดชอบตามอำเภอของตนเองนั้น อย่างไรก็ตาม หัวหน้าเขตทั้ง 3 เขตต่างให้ถ้อยคำสอดคล้องตรงกันว่า ไม่เคยได้รับเงินดังกล่าวแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบเอกสาร พบว่าในปีงบประมาณ2560 เขตรับผิดชอบอำเภอจอมทอง มีการเบิกจ่ายงบประมาณสูงสุดถึง 11.25 ล้านบาท”

พล.ต.อ.จรัมพร ให้ข้อมูลด้วยว่า การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจของ “ศูนย์ประสานงานโครงการหมู่บ้านสหกรณ์สันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งได้รับอุดหนุนในปีงบประมาณ 2560 จำนวน 23,747,000 บาท พื้นที่รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่ 1 ตำบล คือตำบลบ้านสหกรณ์ อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

ซึ่งตำบลดังกล่าวมีประชากรเพียง 3,321 คน พบได้เงินงบประมาณอุดหนุนกว่า 23 ล้านบาท และพบความผิดปกติหลายอย่าง เช่น แบบสำรวจข้อมูลผู้ประสบปัญหาสังคมมีการลบข้อมูลที่เคยกรอกไว้ก่อนหน้านั้นและนำแบบฟอร์มไปสำเนาเพื่อนำมากรอกข้อมูลส่วนตัวโดยไม่มีการระบุรายละเอียดอย่างครบถ้วน, เอกสารใบสำคัญรับเงิน เมื่อตรวจสอบด้วยตาเปล่าเปรียบเทียบกับจำนวนหลายฉบับพบว่ามีลายมือที่เป็นของบุคคลเพียง 2-3 คนเท่านั้นที่คล้ายคลึงกันในการกรอกข้อมูล

และลงลายมือชื่อเป็นผู้รับเงิน นอกจากนี้พบด้วยว่าเอกสารประกอบการเบิกจ่ายส่วนใหญ่ร้อยละ 80 ไม่มีสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับเงินสงเคราะห์ และสำเนาทะเบียนบ้านที่แนบเอกสารประกอบการเบิกจ่าย เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นเอกสารที่เก่าปรากฏข้อมูลเป็นกิ่งอำเภอแม่ออนโดยยังมิได้มีการแก้ไขเป็นอำเภอแม่ออนเช่นปัจจุบันแต่อย่างใด ขณะเดียวกันยังพบด้วยว่าราษฎรหลายรายอยู่ต่างประเทศแต่กลับมีรายชื่อรับเงิน

หรือหลายรายเคยลงลายมือชื่อรับเงินเพียงครั้งเดียวแต่กลับมีการระบุว่ามีการลงลายมือชื่อรับเงินหลายครั้ง เรียกว่า ยิ่งตรวจก็ยิ่งเจอ ยิ่งจนก็ยิ่งถูกโกงได้ง่าย ส่วนเรื่องทุจริตที่สุดอัปยศใน “ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง” นั้น หลัง “น้องแบม-น.ส.ปณิดา ยศปัญญา นิสิตชั้นปีที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เข้าร้องเรียน ก็มีความคืบหน้าไปพอสมควร โดย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ(ป.ป.ท.) พบการทุจริตใน 44 จังหวัดจากทั้งหมด 76 จังหวัด

ขณะเดียวกันยิ่งสาวไปก็ยิ่งพบเห็นความผิดปกติที่ขยายวงกว้างขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.นครพนม โดย พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท.เปิดเผยว่า มีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งเป็นแกนนำในเจรจากับชาวบ้านเพื่อให้ความช่วยหลือ ผอ.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งเพื่อให้พ้นผิด เนื่องเพราะโรงเรียนแห่งนี้เคยขอทุนการศึกษาจากศูนย์ให้กับนักเรียน แต่โรงเรียนจ่ายเงินให้ไม่ครบเพราะกันเงินไปบริหารจัดการด้านอื่นๆ ของโรงเรียน จน ป.ป.ท.ถึงกับเตรียมขอให้ผู้ว่าราชการ จ.นครพนมย้ายผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น

พร้อมประสานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) ให้ส่งทหารเข้าดูแลประชาชนแล้ว ขณะที่ “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ของกระทรวงศึกษาธิการนั้น จากการเปิดเผยของ “นายการุณ สกุลประดิษฐ์” ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) ก็พบการทุจริตโดยมีการโอนเงินทุนการศึกษาของนักเรียนในโครงการเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี 2551-2561 เป็นจำนวนเงินรวมกว่า 88 ล้านบาท โดยสำนักงานปลัด ศธ. ไปแจ้งความในคดีอาญา

และได้ส่งข้อมูลให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ทั้งนี้ ผู้ต้องหายอมรับแล้วว่าได้กระทำความผิดจริง โดยได้โอนเงินเข้าบัญชีญาติ พี่น้องและคนรู้จักถึง 19 บัญชี ตั้งแต่ปี 2551-2561 รวมกว่า 88 ล้านบาท ขณะที่ในช่วงเวลา ดังกล่าวโอนเงินเข้าบัญชีหน่วยงานที่รับทุนรวมกว่า 77 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเงินที่ยักยอก เข้าบัญชีญาติ พี่น้องและคนรู้จัก โดยยอดล่าสุดในปี 2561 ได้โอนเข้าบัญชีบุคคลอื่นกว่า 3 ล้านบาท แต่ไม่มีการโอนเข้าบัญชีหน่วยงานหรือผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าวนี้เลย ข้าราชการรายดังกล่าวมีชื่อว่า “รจนา สินที” ปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ (ซี8) สำนักส่งเสริมกิจการการศึกษา ของ สป.ศธ. ซึ่งขณะนี้ถูกดำเนินคดี 5 ข้อกล่าวหา

ฐานเบียดบังทรัพย์ของผู้อื่นโดยทุจริต รักษาทรัพย์ในหน้าที่โดยทุจริตปลอมแปลงเอกสารโดยทุจริต ทำเอกสารราชการเป็นเท็จ และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ดีสิ่งที่จะต้องทำต่อไปคือ อย่าหยุดอยู่แค่ “รจนา” เพราะพฤติกรรมลักษณะนี้ ไม่สามารถทำเพียงลำพังได้เพราะเงินมีมูลค่ามาก และ ต้องมีหลายฝ่ายพิจารณาอนุมัติ

และอีกหนึ่งการโกงที่กำลังร้อนแรงไม่แพ้กันและเกิดขึ้นที่กระทรวงศึกษาธิการเหมือนกันคือ กรณีผู้บริหารโรงเรียนเอกชนเพิ่มรายชื่อ “นักเรียนผี” เพื่อละแต่ขอรับเงินอุดหนุนรายหัวจากภาครัฐ โดยการใช้เทคนิคปลอมใบเกิด โดยโรงเรียนเอกชนที่ตกเป็นข่าวอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี โดยเปิดสอนระดับอนุบาลจนถึงระดับประถมศึกษา

อย่างไรก็ดี คงไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนที่กาญจนบุรีเท่านั้น หากแต่สังคมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า โรงเรียนเอกชนในหลายจังหวัดก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน รวมถึงเงินอุดหนุนจากรัฐบาลที่ให้กับครูเอกชนที่มีการตั้งข้อสงสัยเช่นกันว่า เงินจำนวนดังกล่าวถึงมือครูเต็มจำนวนหรือไม่ ขณะที่การยกเลิกระบบอินเทอร์เน็ตในสถานศึกษาหรือ “MOE net” หลังมีปัญหาคาราคาซังมาเป็น 10 ปี โดยทุกหน่วยงานใน ศธ.จ่ายเงินการเช่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับโครงการนี้ ปีละหลายพันล้านมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่เคยได้ใช้ ประโยชน์และแพงกว่าปกติ เช่น สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ต้องจ่ายค่าอินเตอร์เน็ตให้ MOE net ศูนย์การเรียนรู้ละ 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งแพงกว่าปกติ

และแต่ละแห่งก็ไม่มีสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ก็จำต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะเมื่อย้อนกลับไปดูสัญญาผูกพันก็พบว่า “เสียเปรียบเต็มประตู” จากการเช่าบริการจากเอกชน ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่า ด้วยเหตุอันใดเรื่องถึงได้ยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ “ขาใหญ่” ในกระทรวงคุณครูหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมี เรื่องโกงร้อนๆ เรื่องใหม่ที่เพิ่งปรากฏเกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย

ซึ่งนายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ออกมาเปิดว่า ขณะนี้ มีโครงการที่ถูกร้องเรียนมากมาย เช่น รูปปั้นปลาบึกที่ อ.เชียงของ สร้างแล้วใช้ไม่ได้ก็ถูกสอบแล้ว โรงแยกขยะบางแห่งดำเนินการแล้วกว่า 300 ล้านบาทแต่เปิดใช้ไม่ได้ โครงการศิลปะบางอย่าง ราคามากกว่าที่ควรจะเป็น 10 เท่า เป็นต้น งานนี้ มหกรรมการโกงแพร่สะพัดไปทั่วทุกองคาพยพของประเทศไทยจริงๆ

อ้าว…ไหน “นายกฯ ลุงตู่” บอกว่าแก้ทุจริตไปแล้วกว่า 90% ล่ะ มันช่างย้อนแย้งกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏเสียยิ่งกระไร ไม่เพียงแต่ “คน” เท่านั้น มหกรรมการโกงยังส่อเค้าว่าจะลุกลามไปที่สัตว์เลี้ยงอย่าง “หมาและแมว” อีกด้วย โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจาก“โรคพิษสุนัขบ้า” แพร่ระบาดไม่หยุดหย่อน หลายพื้นที่ทั่วประเทศต้องประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงจากโรคพิษสุนัขบ้า

โดยนับตั้งแต่ต้นปี พบผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย และเป็นตัวเลขที่สูงกว่าระยะเวลาเดียวกันของปีที่ 2560ถึง 1.5 เท่า และนั่นนำมาซึ่งคำถามที่สำคัญที่สุดคือ แล้วอะไรล่ะคือต้นตอของการแพร่ระบาดที่รุนแรงขึ้น? ยิ่งเมื่อมีการ “ตั้งข้อสังเกต” ที่มี “น้ำหนัก” จาก “ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ถึงความไม่ชอบมาพากลในการทำหมันและฉีดวัคซีน

ก็ยิ่งต้องเร่งตรวจสอบ เพราะปัญหาการแพร่ระบาดปรากฏให้เห็นตั้งแต่ปี 2559 แต่แทนที่จะคลี่คลายลงไปตามที่ป่าวประกาศว่าทำหมันได้ตามเป้า ฉีดวัคซีนได้ตามกำหนด กลับมาปะทุแบบวิกฤตในปี 2561 “ที่ผ่านมามีการรายงานตัวเลขให้ได้ตามเป้าที่องค์การอนามัยโลกและองค์การระบาดสัตว์ระหว่างประเทศกำหนด แต่ที่จริงไม่ได้เป็นตามนั้น เพราะถ้าบอกว่า ทำหมันสุนัขได้ตามเป้า

ฉีดวัคซีนได้ตามเป้าที่ร้อยละ 70-80 ทำไมยังมีสุนัขจรจัดจำนวนมาก ซึ่งน่าจะมากกว่า 10 ล้านตัว ทำไมยังมีโรคพิษสุนัขบ้าระบาดจำนวนมาก บางพื้นที่พบหัวสุนัขมีเชื้อพิษสุนัขบ้างสูงถึงร้อยละ 50 ตรงนี้ไม่ได้กล่าวหา แต่ดูจากข้อมูลที่ประกาศจริงๆ ซึ่งผมได้ตั้งข้อสังเกตมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดเช่นกัน และพบว่าวัคซีนที่ใช้ก็มีปัญหาช่วงนี้ ซึ่งหากเทียบแล้วน่าจะเป็นการสะสมตั้งแต่รับวัคซีนช่วงก่อนหน้านั้นประมาณ 1-2 ปีหรือไม่

แต่สุดท้ายเรื่องก็ค่อยๆ เงียบลง และสรุปผลออกมาอย่างนุ่มนวล สุดท้ายในปี 2561 กลับพบว่าปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าเพิ่มอีก….แบบนี้ผมสงสัยว่าเป็นเรื่องของการหักเหงบประมาณหรือไม่” ข้อมูลที่จำต้องตรวจสอบเพิ่มเติมก็คือ “กระบวนการในการจัดซื้อวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า” ว่าดำเนินการอย่างไร มีเบื้องหน้าและเบื้องหลังหรือไม่ เกี่ยวข้องกับ “การผูกขาด” ของบริษัทเอกชนซึ่งมี “เส้นสายระดับบิ๊กๆ” ที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องยาวนานมากว่า 25 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะเจ้าของบริษัทเอกชนที่ว่าคือ “ภรรยาอดีตรองอธิบดีกรมปศุสัตว์” นี่ใช่หรือไม่ที่ส่งผลทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้ารุนแรงขึ้นในช่วงปี 2560-2561

ทั้งนี้ จากการซักไซ้ไล่เลียงอย่างหนัก ทำให้ทราบข้อมูลจากปากของ “นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์” อธิบดีกรมปศุสัตว์ว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวคือ บริษัทนำทิศไทย จำกัด และได้ค้าขายกับกรมปศุสัตว์มาตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่วัคซีนล็อตที่ไม่ได้มาตรฐานในปี 2559 เป็นของ “บริษัท เวทอกริเทค จำกัด” ซึ่งสุ่มตรวจพบการออกฤทธิ์ของเชื้อต่ำกว่ามาตรฐาน เป็นวัคซีนนำเข้าจากประเทศสเปน โดยกรมปศุสัตว์และอย.ได้ขึ้นแบล็คลิสต์เอาไว้แล้ว ขณะที่กรณีวัคซีนในปี 2559 ที่มีปัญหา ก็เป็นเรื่องจริงและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) มีการเรียกคืนทั้งหมด 1 ล้านโดส แต่โดยข้อเท็จจริงไม่สามารถเรียกคืนได้เพราะวัคซีนทั้งหมดได้ฉีดไปแล้วกว่า 90%

นอกจากนั้น ประเด็นที่น่าสนใจนอกเหนือจากเรื่องการซื้อวัคซีนและวัคซีนไม่ได้คุณภาพก็คือ การดำเนินการฉีดวัคซีนและการทำหมันสุนัขได้ดำเนินการตามที่ได้โฆษณาไว้หรือไม่ รวมถึงวิธีการทำงานการแก้ปัญหาสุนัขจรจัดที่ว่ากันตามจริงแล้ว ก็ไม่ได้เห็นถึงความเบาบางของปัญหาเลยแม้แต่น้อย เพราะแม้กรมปศุสัตว์จะยืนยันว่า ทำจริง และวัคซีนที่ใช้ในกาลต่อมาก็มีคุณภาพ แต่หมาจรจัดก็ยังคงปรากฏให้เห็นดาษดื่นในแทบจะทุกพื้นที่ แถมโรคพิษสุนัขบ้าก็ยังคงเพิ่มความรุนแรง กระทั่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคแล้วจึงได้มีการตื่นตระหนกกันทั้งประเทศ และนำมาซึ่ง “โศกนาฏกรรม” ครั้งใหญ่ของหมาและแมวในเมืองไทย ส่วนจะมีการโกงจริงหรือไม่ คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงกันต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here