เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ‘แน็ป เรโทรสเปกต์’ นักร้องวงร็อกชื่อดัง ประกาศตัวเป็นแฟนคลับวง BNK48 ยืนว้ากกับเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย (ชมคลิป)

0
443

เปิดตัวความเป็นโอตะอย่างเป็นทางการ สำหรับ แน็ป เรโทรสเปกต์ นักร้องวงร็อกชื่อดัง ที่ได้ประกาศตัวเป็นแฟนคลับวง BNK48 วงไอดอลที่กำลังมาแรงที่สุดในขณะนี้ โดยก่อนหน้านี้ แน็ป ได้มีการโพสต์ภาพถ่ายคู่กับน้องๆวง BNK48 จนสร้างความฮือฮาให้กับชาวเรโทรเรี่ยนกับโอตะ BNK 48 ล่าสุด แน็ป ยังโดนแอบถ่ายขณะกำลังชมคอนเสิร์ตของน้องๆวงดังกล่าว

แถมยังยืนอยู่หน้าเวที ตะโกน “โอนิกิริ” เสียงดังลั่นกับเพลง คุกกี้เสี่ยงทาย อีกด้วย เจ้าตัวถึงกับบอกว่า “เอาจริงๆ เสียงดังสุดในละแวกนั้นแล้ว ไม่อายใครด้วย” หลังจากประกาศออกสื่อสาธารณะอย่างเต็มตัวว่าเป็น “โอตะ” ของวงไอดอลที่กำลังมาแรงที่สุดในยุคนี้อย่าง BNK48 ล่าสุดร็อคเกอร์มาดโหด แน็ป-ชนัทธา สายศิลา นักร้องนำวง Retrospect ก็ถึงกับโพสต์สเตตัสว่า “นิพพาน” เนื่องด้วยเขาได้ถ่ายรูปกับสมาชิกวง BNK48 แบบหน้าตาชื่นมื่นสุดๆ

โดยก่อนหน้านี้ แน็ป เคยตั้ง Cover photo ในเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นรูปสาวๆ BNK48 ที่มีการตัดต่อภาพของเขาลงไป หรือแม้แต่การโพสต์ภาพคู่กับโปสเตอร์ที่กัปตันของวงอย่าง เฌอปราง อารีย์กุล เซ็นให้กับหนังสือ a day bulletin โดยสาวเฌอปราง และ ซัทจัง – สวิชญา ขจรรุ่งศิลป์ เป็นสองสมาชิกที่หนุ่มแน็ปชื่นชอบเป็นการส่วนตัวนั่นเอง

- Advertisement -

ทั้งนี้ แน็ป ไม่ได้เปิดเผยว่าได้ไปพบเจอกับเหล่าสมาชิก BNK48 ที่ไหน แต่สิ่งที่รู้แน่ชัดก็คือ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มที่ทำให้ทุกคนรู้ว่า หนุ่มแน็ปมีความสุขมากเพียงใดต่างหาก อ่านเรื่องน่ารักๆ ไปแล้วก็อย่าลืมคอนเสิร์ตสุดเดือดที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่าง “Retrospect : Heart of the Panther” หรือ คอนเสิร์ต หัวใจเสือดำ ซึ่งมีเป้าหมายในการเป็นแรงขับเคลื่อนในการอนุรักษ์สัตว์ป่าและต่อต้านการล่าสัตว์

ต่อยอดมาจากวลีที่กลายเป็นที่กล่าวขานจากคอนเสิร์ต genie fest 19 ปี กว่าจะร็อกเท่าวันนี้ของหนุ่มแน็ปว่า “g19 เอ๊ย! จำเอาไว้ ร็อกไม่มีวันตาย แต่ถ้าเสือดำตาย ใครจะรับผิดชอบ” โดยคอนเสิร์ตดังกล่าวจะจัดขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2561 ณ Live Park พระราม 9 สามารถซื้อบัตรได้ที่เว็บไซต์ Eventpop บัตรราคา 1,300 บาท รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของคอนเสิร์ตครั้งนี้จะมอบให้กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อีกด้วย

ถือว่าเป็นเซอร์ไพรส์ที่สร้างความฮือฮาอย่างมากให้กับผู้ชมคอนเสิร์ต Chang Music Connection presents “genie fest 19 ปี กว่าจะร็อกเท่าวันนี้” เมื่อ แน็ป – ชนัทธา สายศิลา นักร้องนำวง Retrospect ได้ตะโกนวลี “g 19 เอ๊ย! จำเอาไว้ร็อกไม่มีวันตาย แต่ถ้าเสือดำตายใครจะรับผิดชอบ ประเทศไทย คนจนเล่นหวย คนรวยล่าสัตว์ ผมเป็นคนรักสัตว์ รวย!” ตอนจบการแสดงของวง ซึ่งทำให้แฟนๆกรี๊ดลั่นสนาม

ซึ่งหลังจากที่คอนเสิร์ต g19 จบลง แน็ป และ วง Retrospect ก็ได้โพสต์แฟนเพจถึง นิค – วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้บริหารค่าย genie records ว่า “ฝากพี่นิคได้มั้ยครับ ถ้าอยากเห็นอะไรดุเดือดและสาหัสกว่า g19 จัดคอนเสิร์ตใหญ่ Retrospect สิครับ” จนทำให้แฟนเพลงจำนวนมากเข้ามาลงชื่อสนับสนุนคอนเสิร์ตเป็นจำนวนมาก จนทำให้ นิค genie ออกมาตอบว่า ถ้ามีคนไปคอนเสิร์ตถึง 40,000 คน ทางค่ายจะจัดคอนเสิร์ต Retrospect ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

นอกจากจะประกาศจัดคอนเสิร์ตแล้ว เเน็ป Retrospect ยังได้โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวอีกว่า ถ้าคอนเสิร์ตใหญ่ของวงได้เกิดขึ้นจริง เขาจะสักรูปเสือดำที่ต้นคอด้านขวาเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ ของคนรักสัตว์อย่างเขาตลอดไป ซึ่งหลังจากที่ประกาศออกไปไม่นาน ทางวงก็ได้ออกมาบอกว่า ล่าสุดทางวงได้มีโอกาสเข้าไปประชุมกับทางค่ายเพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ในการจัดคอนเสิร์ตใหญ่เป็นที่เรียบร้อย

พร้อมทั้งชี้แจงว่าทางวงไม่ได้ต้องการโหนกระแส แต่อยากที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนในการช่วยเหลือป่าไม้ของไทย โดยวง Retrospect นั้นเป็นวงดนตรีเมทัลแถวหน้าที่ก้าวขึ้นมาจากการเป็นศิลปินใต้ดิน โดยตลอดเวลามากกว่า 10 ปี พวกเขามีผลงานออกมา 4 อัลบั้ม และผลงานที่ได้รับความนิยมหลาย 10 ซิงเกิล

โดยความนิยมของวงนั้น ทำให้พวกเขามีงานแสดงคอนเสิร์ตเดี่ยวในไทยอย่าง Retrospect The First Concert และ Retrospect Rise Now!! Concert รวมถึงได้ไปขึ้นแสดงงานเทศกาลดนตรีต่างประเทศมากมาย อย่างเช่น Wacken Open Air 2009 ที่ประเทศเยอรมัน Heart-Town Festival 2014 ที่ประเทศไต้หวัน รวมไปถึงคอนเสิร์ต Retrospect Live in Taiwan ในปี 2015 ที่ประเทศไต้หวัน ซึ่งทางวงขายบัตรหมดเกลี้ยง

BNK48 ไอดอลที่ภาพลักษณ์ภายนอกเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความสดใส เด็กสาวพูดเก่งที่มีสกิล MC เป็นเลิศ คอยสร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนอยู่ตลอดเวลา แต่จากการได้พูดคุยกับเธออย่างใกล้ชิด นอกจากความสดใสที่มอบให้เราเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ยังมีด้านที่แสนเปราะบางทางความรู้สึกที่เธอต้องเผชิญอย่างโดดเดี่ยวตลอดเวลาหลายปีที่อยู่คนเดียว ถึงขนาดแปรเปลี่ยนให้รอยยิ้มกลายเป็นหยดน้ำตา และพาเธอมาสู่จุดที่เคยคิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป

โชคดีที่พระผู้เป็นเจ้ายังเมตตามอบความรักและโอกาสให้อีกครั้ง และเธอก็ดำเนินชีวิตใหม่ที่ได้รับอย่างมีคุณค่า ด้วยการพัฒนาตัวเองทุกอย่างเพื่อส่งมอบความรักให้กับคนอื่นต่อไปในฐานะไอดอลที่แสนร่าเริง และกลายเป็นโชคดีของแฟนคลับทุกคน ที่เหตุการณ์น่าเศร้าในวันนั้นได้เปลี่ยนเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาได้ ‘อรอุ๋ง’ ที่น่ารักคนนี้กลับมา สำหรับชีวิตของไอดอลที่หลายคนยังมองว่าเต็มไปด้วยความสำเร็จที่แสนฉาบฉวย

แต่เชื่อเถอะว่าบทสัมภาษณ์นี้จะทำให้ทุกคนได้รู้ว่า ก่อนที่ชีวิตของอรจะขึ้นมาเฉิดฉายและสวยงามอย่างที่เห็นทุกวันนี้ได้ ไม่มีสิ่งไหนที่ได้มาง่ายดายแม้แต่อย่างเดียว เริ่มคิดว่าตัวเองเป็นคนชอบพูดชอบแสดงออกมาตั้งแต่เมื่อไร เพราะเท่าที่สังเกตเวลาออกสื่อต่างๆ จะเห็นได้เลยว่าอรเป็นคนมีสกิล MC ที่เป็นธรรมชาติสูงมาก

อรเป็นเด็กเวทีมาตั้งแต่สมัยอนุบาล เพราะแม่จะผลักดันให้ขึ้นเวทีตลอด เรียกว่าทุกงานต้องมีลูกฉัน (หัวเราะ) ซึ่งตอนนั้นยังไม่ทันคิดอะไรกับการแสดงเลย ยังไม่รู้จักอายคอนแท็กด้วยซ้ำ แต่รู้ว่าชอบเต้นชอบแสดงออกมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็เป็นเด็กกิจกรรมมาตลอดจนชั้นประถม เพราะครูรู้ว่าเด็กคนนี้เต้นได้ รำได้ ก็จะมีอรเกือบทุกงาน จนมาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตครั้งแรกตอนป. 2 ที่พ่อแม่แยกกันอยู่ มารู้ตอนหลังว่าเขาหย่ากันตั้งแต่อร 3 เดือนแล้ว

แต่ยังอยู่ด้วยกันเพราะไม่อยากให้ลูกมีปัญหา แต่พอป.2 ก็ต้องย้ายไปอยู่กับแม่ แล้วพ่อไม่ได้มาด้วย แต่ตอนนั้นอรค่อนข้างเข้าใจทุกอย่างนะ ไม่ได้ดราม่าอะไรเลย คิดว่าถ้าเขาอยู่ด้วยกันแล้วต้องทะเลาะกันก็แยกกันอยู่ดีกว่า ซึ่งอรเห็นเขาทะเลาะกันทุกวันจริงๆ แล้วการตัดสินใจเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เราแค่ทำหน้าที่ในตอนนั้นให้ดีที่สุดก็พอแล้ว การแยกทางของพ่อแม่ในครั้งนั้นเปลี่ยนชีวิตของอรไปอย่างไรบ้าง

เปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะเวลาอยู่กับแม่ แม่จะคอยทำทุกอย่างให้ แต่พอไปอยู่กับคุณพ่อที่แต่งงานใหม่ ต้องไปอยู่กับแม่เลี้ยง เขาดีมากนะคะ ไม่ใช่แบบแม่เลี้ยงใจร้าย ซึ่งเขาสอนให้อรได้เรียนทำงานบ้านอย่างจริงๆ จังๆ เป็นครั้งแรก เพราะอยากให้เราดูแลตัวเองได้ ก็จะสอนทุกอย่างแบบละเอียดมาก การกวาดบ้าน ถูบ้าน ฯลฯ อย่างถูกวิธี ทำอาหารต่างๆ เลยรู้สึกว่าเราเป็นเด็กป.5 ที่โตขึ้นเยอะมาก เพราะก่อนหน้านั้นแค่จุดไม้ขีดไฟยังทำไม่เป็นเลย

หลังจากนั้นก็เริ่มสนใจเรื่องการเรียนมากขึ้น (หัวเราะ) พ่อไม่ได้เป็นคนซีเรียสเรื่องเกรดนะ เขาขอให้เราเรียนก็พอ แต่เรารู้สึกเองว่าต้องถีบตัวเองขึ้นมา เลยพยายามจากเกรด 2.98 ซึ่งถือว่าน้อยมากเลยนะสำหรับเด็กประถม มาเป็น 3.65 ตั้งแต่ม.1 แล้วก็พยายามรักษาเอาไว้ตลอดจนจบมัธยมปลาย ความฝันของ ดญ.อร ในตอนนั้นคืออะไร

ความฝันอย่างเดียวคืออยากเป็นไอดอลเลย (หัวเราะ) ตอนนั้นศิลปินเกาหลีกำลังบูม เป็นติ่งของคิบอม Super Junior อยากเป็นแบบนั้นบ้าง ก็ไปออดิชันค่าย SM Entertainment ก่อน แต่ไม่ติด จนไปติดที่ค่ายหนึ่ง เกือบได้ไปเป็นศิลปินฝึกหัดที่เกาหลีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคุณพ่อเป็นอะไร ปกติพ่อจะค่อนข้างปล่อยให้ทำอะไรก็ได้ เลี้ยงลูกแบบอเมริกันสไตล์ แต่คราวนี้พ่อบอกว่าถ้าไปพ่อจะไปด้วย แล้วก็พูดอะไรสักอย่างที่อรจำไม่ได้แล้ว แต่ทำให้รู้สึกว่าไม่ไปดีกว่า ก็เลยเสียโอกาสตรงนั้นไป

เด็กๆ มันน่าจะต้องมีความฝันอยากเป็นหมอ เป็นวิศวะ เป็นครู อะไรพวกนั้นมาก่อนหรือเปล่า มีๆ แต่ของอรกลับกัน คืออยากเป็นไอดอลก่อน แล้วค่อยอยากเป็นหมอ (หัวเราะ) อรเคยเป็นอาสาสมัครทำค่ายไปช่วยเหลือคนในชนบทตั้งแต่เด็กๆ ก็เลยยิ่งอิน อยากไปเป็นหมอช่วยดูแลคนในถิ่นทุรกันดารที่เขาไม่มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ แต่ตอนเข้าม.ปลาย อรเลือกเรียนสายศิลป์-ฝรั่งเศส พอนิมิตความฝันนี้ขึ้นมาได้ ก็จัดการทำเรื่องย้ายไปเรียนสายวิทย์ทันที

แต่พอเรียนไปได้เกือบปีเริ่มรู้สึกไม่ไหว เพราะเรียนสายศิลป์มาตลอด พื้นฐานเราตามไม่ทันเพื่อนสายวิทย์ ก็ตัดสินใจใหม่ด้วยการลาออกแล้วมาสอบเทียบ เพื่อนก็งง ครูก็งงกันหมด เจอกันอยู่ดีๆ อีกวันเอ็งจะออกแล้วเหรอ (หัวเราะ) ซึ่งต้องให้แม่มาเซ็นลาออกให้ เพราะตอนนั้นพ่ออยู่ต่างประเทศ แล้วแม่ไม่ยอม เลยโทรไปร้องไห้กับพ่อบอกว่าไม่ไหวแล้ว อรอยากไปช่วยคน (หัวเราะ) พูดตอนนี้มันตลกนะ

แต่ตอนนั้นร้องไห้จริงๆ อรเป็นพวกถ้าไตร่ตรองได้แล้วจะลงมือทำเลย สุดท้ายพ่อก็ไปคุยกับแม่จนยอมมาเซ็นให้ แล้วก็ไปเรียนพิเศษ 2-3 เดือนเพื่อสอบเทียบ แล้วก็สอบตรงเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนที่หนึ่ง แล้วก็ติดด้วยนะ แต่ไม่เอา งงไหม (หัวเราะ) อยู่ดีๆ แพสชันกับการเป็นหมอก็ไม่โอเคขึ้นมา เริ่มจากมีรุ่นพี่ที่เรียนหมอเอาหนังสือมาให้อ่าน เรื่องเกี่ยวกับการเป็นหมอไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด มันต้องใช้เวลาและผ่านความลำบากเยอะมาก

แล้วตอนนั้นอรเป็นเด็กผู้หญิงที่อยากแต่งงานก่อนอายุ 30 (หัวเราะ) ถ้าเรียนหมอต้องใช้เวลา 6 ปี เรียนเฉพาะทางอีก ให้อายุ 30 ก่อนแล้วค่อยไปหาแฟนเหรอ เอาจริงๆ ตอนนั้นกลัวขึ้นคานมากกว่า เลยคิดว่าความฝันอยากเป็นหมอไม่น่าจะใช่ความฝันที่แท้จริงแล้ว (หัวเราะ) แต่ยังมีความอยากช่วยประเทศชาติ ช่วยคนอยู่นะ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here