คดีพลิก!! พยานแฉ “เทพพิทักษ์” เมากร่างเอง อ้างมีปืน ท้าชกไปทั่ว ไม่ได้โดนรุมสกรัม (ชมคลิป-รายละเอียด)

0
293

คดีพลิก! แฉ “เทพพิทักษ์” หน้าปูด เพราะเมากร่าง อ้างมีปืน ท้าชกทั่ว ไม่มีใครรุม (ชมคลิป)

จากกรณีที่ เทพพิทักษ์ แอสละ คนดังในโลกโซเชียล โพสต์ภาพตัวเองถูกทำร้ายร่างกาย ในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าโดนรุมทำร้าย และให้เพื่อนเป็นตำรวจตามกลุ่มที่รุมทำร้ายอยู่ ประกาศลั่นจะเอาคืนแน่นอน ความคืบหน้าเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวอมรินทร์ ทีวี สัมภาษณ์หญิงสาวรายหนึ่ง ที่นายเทพพิทักษ์เข้ามาขอความช่วยเหลือ ซึ่งระบุว่า

เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลา 01.00 น. ตนเห็นรถกระบะสีดำคันหนึ่งขับส่ายไปมา จนมีรถเก๋งที่ขับตามมาปาดหน้า พร้อมเคาะกระจกให้ลงจากรถ เพราะคิดว่าคนขับน่าจะมีอาการเมา โดยเมื่อลงมาก็พบว่า ชายรายดังกล่าวมีบาดแผลและเลือดเต็มหน้า ตนจึงหาเก้าอี้ให้นั่ง โดยชายรายนี้มีกลิ่นเหล้า และได้พูดในลักษณะว่า ถูกทำร้ายมาจากบริเวณวัดดอนเมือง

- Advertisement -

พร้อมทั้งบอกว่าตัวเองเป็นเน็ตไอดอล ทำให้ตนนึกออกว่าชายรายดังกล่าว คือ “เทพพิทักษ์” คนดังในโลกโซเชียล ซึ่งตนเองไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาเข้ามาให้การช่วยเหลือต่อไป ทีมข่าวลงพื้นที่บริเวณวัดดอนเมือง กรุงเทพฯ ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นจุดเกิดเหตุ ที่นายเทพพิทักษ์ถูกรุมทำร้าย

โดยนายไพฑูรย์ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า นายเทพพิทักษ์มีอาการเมา และได้เข้ามาท้าทายชายอีกราย อ้างว่าตัวเองมีปืน อีกทั้งยังพูดจาไม่ดี โดยมีคนเห็นเหตุการณ์หลายคนพยายามห้ามปราม แต่เจ้าตัวก็ไม่ฟัง ทำให้มีการชกต่อยกันเกิดขึ้น ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า เป็นการชกต่อยกันตัวต่อตัว ไม่มีการรุมทำร้ายแต่อย่างใด

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความ กล่าวว่า กรณีที่ถูกกระทืบต้องไปแจ้งตำรวจ ไม่ใช่ไปกระทืบเขาคืน เพราะคู่กรณีอาจจะมาแจ้งดำเนินคดีกับเราได้ฐานทำร้ายร่างกายกลับได้ ซึ่งอาจจะโดนข้อหาเสียเอง ถ้าไปทำหน้าเขาเสียโฉม หรือทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสโทษก็หนักขึ้นไปอีก ถือว่า “เป็นการกระทำที่ไม่ฉลาด” ในการไปกระทำผิดกฎหมายแล้วมาโพสต์ ทำให้ตำรวจทราบข้อมูลว่าไปทำเขาจริงๆ

โดย หญิงสาวรายหนึ่ง ที่นายเทพพิทักษ์เข้ามาขอความช่วยเหลือ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวอมรินทร์ ทีวี ว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา เวลา 01.00 น. ตนเห็นรถกระบะสีดำคันหนึ่งขับส่ายไปมา จนมีรถเก๋งที่ขับตามมาปาดหน้า พร้อมเคาะกระจกให้ลงจากรถ เพราะคิดว่าคนขับน่าจะมีอาการเมา โดยเมื่อลงมาก็พบว่า ชายรายดังกล่าวมีบาดแผลและเลือดเต็มหน้า ตนจึงหาเก้าอี้ให้นั่ง

โดยชายรายนี้มีกลิ่นเหล้า และได้พูดในลักษณะว่า ถูกทำร้ายมาจากบริเวณวัดดอนเมือง พร้อมทั้งบอกว่าตัวเองเป็นเน็ตไอดอล ทำให้ตนนึกออกว่าชายรายดังกล่าว คือ “เทพพิทักษ์” คนดังในโลกโซเชียล ซึ่งตนเองไม่ทราบรายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนั้นก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอาสาเข้ามาให้การช่วยเหลือต่อไป

ทีมข่าวลงพื้นที่บริเวณวัดดอนเมือง กรุงเทพฯ ซึ่งมีข้อมูลว่าเป็นจุดเกิดเหตุ ที่นายเทพพิทักษ์ถูกรุมทำร้าย โดยนายไพฑูรย์ เขียวพันธ์ ผู้เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า นายเทพพิทักษ์มีอาการเมา และได้เข้ามาท้าทายชายอีกราย อ้างว่าตัวเองมีปืน อีกทั้งยังพูดจาไม่ดี โดยมีคนเห็นเหตุการณ์หลายคนพยายามห้ามปราม แต่เจ้าตัวก็ไม่ฟัง ทำให้มีการชกต่อยกันเกิดขึ้น ซึ่งผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่า เป็นการชกต่อยกันตัวต่อตัว ไม่มีการรุมทำร้ายแต่อย่างใด

กลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มีค่าสำหรับนักแสดงตลก “เทพพิทักษ์ แอสละ” หลังจากถูกตัดหางปล่อยวัดเนื่องจากพฤติกรรมที่เหลวแหลกทำให้ชีวิตต้องตกอับนอนวัดและขับรถตู้หาหาเงินประทังชีวิต เทพพิทักษ์ ได้รับโอกาสจาก พชร์ อานนท์ เพราะความสงสารจึงให้ปรับปรุงตัวและเดินเข้าสู่วงการบันเทิงอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันไร เทพพิทักษ์ ก็ถูกอดีตแฟนเก่า “เหมย” ออกมาแฉว่าเคยขโมยเงินจากตู้บริจาควัด งานนี้หนุ่มเทพพิทักษ์จึงได้ออกมาตอกกลับเหมยว่า…..

แฟนเก่าออกมาแฉเรื่องที่เราเคยขโมยเงินจากตู้บริจาคของวัด? “ผมจะพูดตรงๆ นะ ชีวิตผมกับเหมยเราขาดกันมาตั้ง 5-6 เดือนแล้วนะ ผมก็อยากถามเหมือนกันว่ามาลงแบบนี้เพื่ออะไร มันเสียชื่อผมในการทำงานเหมือนกันนะ ถ้าน้องมีหลักฐานจริงก็ไปแจ้งตำรวจและเอาหลักฐานไปให้ดูเลย อย่ามาทำแบบนี้ ผมเสียชื่อ ฝากบอกน้องเขาด้วยนะครับ” เขายังแฉอีกว่าช่วงที่เราไม่ได้ทำงาน เขาต้องคอยหาเงินให้เรา?

“สมัยก่อนเวลามีเงินผมไม่ให้เขาทำงานเลยนะ ต้องบอกเลยว่าพูดความจริงนะผมให้เขาใช้วันละพันเลยนะ ให้แม่เดือนละหมื่น และยังส่งค่าห้องให้ด้วย ผมเป็นคนจ่ายเองนะ อยากได้โทรศัพท์ก็ขว้างทิ้งเล่นๆ เดือนนึงเป็นแสนนะครับ อันนี้คือเรื่องจริงเลยที่พูด ไม่ได้อยากจะให้น้องเขาโกรธนะ แต่มันคือเรื่องจริง แต่พอเริ่มช็อตเรื่องเงิน เขาก็ไปทำงานร้านอาหาร แต่ผมบอกเลยว่าผมไม่เคยเอาเงินเขาสักบาทเลย มีแต่ผมที่ให้

จนสุดท้ายผมต้องขายรถเลยนะ และในที่สุดผมก็เลิกกับเขา สิ่งที่ผมให้เขาก็รู้แก่ใจนะว่าอะไรคือความจริง แต่สิ่งที่เขาพูดผมว่าให้น้องเขาคิดพิจารณาดูว่าเป็นจริงไหม อย่ามาพูดแบบนี้ มันไม่ดี เวลาน้องไปลงในเฟสเกี่ยวกับข่าวต่างๆ แล้วโยงมาถึงผม อยากรู้ว่าทำเพื่ออะไร แต่ยอมรับนะว่าเลิกกันมาแล้วผมก็รู้สึกเสียใจ รักและเป็นห่วงเสมอ และยังคอยดูข่าว แต่ถ้าทำแบบนี้ผมว่าคนละทางอยู่แล้ว อย่ามายุ่งเกี่ยวกันดีกว่า”

เห็นว่าหมดไปเป็นล้านกับผู้หญิงคนนี้? “ก็ไม่ได้บอกว่าหมดตัวเพราน้องเขาหรือเปล่า ไม่รู้ว่าน้องจะโกรธเรื่องนี้หรือเปล่านะ แต่ผมก็หมดกับเขาเยอะและไม่เคยได้อะไรจากเขาเลย สาบานต่อหน้าไฟก็ได้ ผมขอแยกดีกว่า เราไปด้วยกันไม่ได้ และเวลาที่เขาไลฟ์สดมีคนเข้าไปถามว่าพี่เทพไปไหน ทำไมต้องแสดงว่าพี่เทพอยู่กับเขา เขาทำเพื่ออะไรผมอยากรู้ กับผู้หญิงคนนี้เราตัดขาดกันมานานแล้วครับ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”

เลิกเพราเรื่องเงิน มีส่วนเกี่ยวไหม? “ผมว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ครับ อยู่ก็ทำให้ผมเสียงาน ทำชื่อเสียงผมเสียหมดด้วย ผมเลยขอแยกดีกว่า” บางคนมองว่าเลิกกันเพราะอยากเกาะกระแสเรา? “อันนี้ถ้าเลิกกันเพราะเกาะกระผมว่าให้น้องใช้ความสามารถดีกว่าครับ อย่าดังในสิ่งที่สังคมเขาด่าเลย คนไลฟ์สดก็น่าจะรู้เวลาด่าคนนั้นคนนี้ใครเขาชอบกัน ขนาดพี่เทพไลฟ์สดยังโดนด่าเลย บางครั้งโพสต์อะไรลงไปอย่างเรื่องตู้บริจาคมันไม่สมควร มันกระทบผมนะ เสียชื่อหมด”

มีคนเชื่อในสิ่งที่เขาโพสต์ไหม? “มีมาถามผมตลอดเลยนะ แต่ถ้าผมตอบไปก็เหมือนเป็นการไปแก้ตัว แต่ผมไม่อยากให้น้องไปพูดว่าผมขโมยของวัดอ่ะ ถ้าอยากดังพี่ขโมยระฆังวัดดีกว่า เมื่อวานผมก็นอนคิดทั้งวัน ปรึกษาพวกพี่ๆ เพราะจะตอบอะไรบางครั้งก็ไม่อยากตอบ ผมขอเคลียร์ตรงนี้ดีกว่าว่า ไม่ว่าข่าวอะไรที่มนจากเขาก็ตามอย่าเอาชื่อผมไปเกี่ยว เพราะผมจบแล้ว ถ้าเขายังลงอีกผมก็เสียสิ ผมไม่ขอยุ่งเกี่ยวเลย ต่างคนต่างทำงานดีกว่า

บางทีโพสต์แบบนี้ผมเคยได้ยิน พรบ.คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับกฎหมายนะ แต่ผมไม่เอาเรื่องหรอก แค่อยากให้หยุดเถอะ ผมไม่ขอคุยกับเขา ไม่ติดต่อด้วย เพราะเขาก็เปิดตัวแฟนใหม่ของเขาแล้ว ต่างคนต่างอยู่ ผมก็ทำงานของผมไป อย่ามายุ่งเกี่ยวกันดีกว่า” บางคนมองว่าเลิกกันเพราะอยากเกาะกระแสเรา? “อันนี้ถ้าเลิกกันเพราะเกาะกระผมว่าให้น้องใช้ความสามารถดีกว่าครับ อย่าดังในสิ่งที่สังคมเขาด่าเลย

คนไลฟ์สดก็น่าจะรู้เวลาด่าคนนั้นคนนี้ใครเขาชอบกัน ขนาดพี่เทพไลฟ์สดยังโดนด่าเลย บางครั้งโพสต์อะไรลงไปอย่างเรื่องตู้บริจาคมันไม่สมควร มันกระทบผมนะ เสียชื่อหมด” มีคนเชื่อในสิ่งที่เขาโพสต์ไหม? “มีมาถามผมตลอดเลยนะ แต่ถ้าผมตอบไปก็เหมือนเป็นการไปแก้ตัว แต่ผมไม่อยากให้น้องไปพูดว่าผมขโมยของวัดอ่ะ ถ้าอยากดังพี่ขโมยระฆังวัดดีกว่า เมื่อวานผมก็นอนคิดทั้งวัน ปรึกษาพวกพี่ๆ เพราะจะตอบอะไรบางครั้งก็ไม่อยากตอบ

ผมขอเคลียร์ตรงนี้ดีกว่าว่า ไม่ว่าข่าวอะไรที่มนจากเขาก็ตามอย่าเอาชื่อผมไปเกี่ยว เพราะผมจบแล้ว ถ้าเขายังลงอีกผมก็เสียสิ ผมไม่ขอยุ่งเกี่ยวเลย ต่างคนต่างทำงานดีกว่า บางทีโพสต์แบบนี้ผมเคยได้ยิน พรบ.คอมพิวเตอร์เกี่ยวกับกฎหมายนะ แต่ผมไม่เอาเรื่องหรอก แค่อยากให้หยุดเถอะ ผมไม่ขอคุยกับเขา ไม่ติดต่อด้วย เพราะเขาก็เปิดตัวแฟนใหม่ของเขาแล้ว ต่างคนต่างอยู่ ผมก็ทำงานของผมไป อย่ามายุ่งเกี่ยวกันดีกว่า”

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันกระทบกับเราขนาดไหน? “ผมกลับผมคิดอยู่ในใจอยู่แล้วว่ามันต้องมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น เวลาเขาโพสต์ในตอนที่ผมกำลังจะมีงาน เขาทำเพื่ออะไร” มีโอกาสได้ปรึกษากับผู้ใหญ่ทางสังกัดบ้างไหม? “ปรึกษาครับ เพราะบางทีผมก็อึดอัดนะ เขาทำแบบนั้นจิตใจทำเพื่ออะไร อยากเด่น อยากดัง อยากเก่งใช้ความสามารถตัวเองดิในโลกโซเชียล”

เห็นว่าตอนนี้กลับมาร่วมงานกับ พี่พชร์ อานนท์ แล้ว? “ดีใจนะครับ ไม่คิดไม่ฝัน ตอนผมไปขับรถอยู่ที่สุวรรณภูมิมีเพื่อนนักแสดงด้วยกันไลน์มาบอกว่าให้กลับมาเล่นหนัง ยังงงอยู่ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า สุดท้ายก็เป็นเรื่องจริง ไม่คาดฝันนะ ขอบคุณพี่พชร์ด้วยครับที่ให้โอกาสผม ผมจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดในรอบนี้ครับ” แต่เหมือนพี่พชร์ก็ยังแอบโพสต์แขวะถึงเรื่องพฤติกรรมเราอยู่ว่าเคยเป็นยังไง?

“ช่วงนี้จะมีแฟนคลับถามพี่พชร์เหมือนกันนะ ว่าเอาพี่เทพกลับมาทำไม ไม่กลัวเหรอ ให้โอกาสทำไม ไม่กลัวงูกัดเหรอ อะไรทำนองนี้ ผมบอกเลยว่าอย่าไปว่าพี่พชร์เลย คนที่ให้อภัยเราต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้มีพระคุณกับเรา ผมไม่เคยมีใครทำแบบนี้กับผมด้วย ยิ่งให้โอกาสยิ่งต้องปรับปรุงตัวให้ดีที่สุดดีกว่าครับ” เรียกว่าชีวิตช่วงหลังๆ ที่ผ่านมาแย่ไปเลยใช่ไหม? “ไปตามวัดเลยครับ คิดในใจว่ายังไงก็คงไม่ได้กลับในวงการแน่ๆ”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here