ดราม่ากลางรายการ ‘เทอีกแล้ว’ ผู้เข้าแข่งขันมาสเตอร์เชฟ ทำไก่ดิบให้กรรมการกิน จน ‘เชฟเอียน’ ทนไม่ไหวต้องเทลงถัง (ชมคลิป)

0
481

เป็นรายการที่เป็นกระแสสุดๆ สำหรับ มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย ซีซัน 2 โดยเฉพาะการออกอากาศตอนที่ 6 เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยการแข่งขันดำเนินมาอย่างเข้มข้น ผู้เข้าแข่งขันต้องทำอาหารกับวัตถุดิบที่ถูกมอบไว้ให้เช่น ไก่บ้าน ปลาดุก หรือหมูป่า โดยดราม่าเกิดขึ้นตอนที่ ผู้เข้าแข่งขัน 2 ราย คือ กอล์ฟ สัญญา และ จ้อน นฤพนธ์ ที่ต้องทำเมนูจากไก่บ้าน มีปัญหาทำไก่ไม่สุก เนื้อยังแดง จนคณะกรรมการชิมไม่ได้ (ชมคลิป)

โดยหลังจากที่กรรมการตัดสินใจไม่ชิมอาหารของทั้ง 2 ราย เพราะไม่สุก เชฟเอียนจึงนำอาหารของทั้งคู่ไปเททิ้งในถังขยะ โดยกรรมการเห็นว่า การที่จะมาเป็นเชฟที่ดี ต้องรับผิดชอบต่อคนกิน และการทำไก่ไม่สุกมาเสิร์ฟเป็นการดูถูกกรรมการผู้ชิมด้วย ทั้งนี้ ชาวโซเชี่ยลได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวดังกล่าวอย่างกว้างขวาง โดนหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วยที่ เชฟเอียน เทอาหารทิ้งถังขยะ แต่หลายคนมองว่ากรรมการไม่สามารถกินไก่ดิบได้จริงๆ

วงการนักชิมทั้งหัวทองหัวดำทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก “เชพเอียน-พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย” คนไทยคนแรกที่ได้เชิดหน้าชูตาอยู่ในตำแหน่ง Executive Chef ประจำโรงแรมห้าดาว พกพาสัญชาติไปสร้างชื่อเสียงให้อาหารไทยจนสื่อต่างชาติยกย่องให้ร้านอาหารของเขาติดอันดับร้านที่ดีที่สุดในโลกมาแล้ว แต่ใครบ้างจะรู้ว่ากว่าจะถึงจุดหมายสวยหรูอย่างที่เห็น คนหลังเตาอย่างเขาต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้าง

“เกลียด” การทำอาหาร ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนเป็นเชฟจะพูดคำคำนี้ แต่เชฟเอียนยืนยันว่าเขาเคยรู้สึกเกลียดการทำอาหารมาก่อนจริงๆ คนส่วนใหญ่ชอบคิดว่าจะเป็นเชฟได้ ต้องมีแรงบันดาลใจแน่วแน่มาตั้งแต่เด็ก แต่สำหรับผม การคลุกคลีอยู่ในครัวกับคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก กลับทำให้ผมรู้สึกเกลียดการทำอาหาร ที่บ้านผมขายข้าวแกง ขายทุกวันตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีวันหยุด ผมเห็นคุณแม่ลำบากตลอดเวลา ผมรู้ดีว่าการทำอาหารมันเหนื่อยขนาดไหน ก็เลยไม่เคยคิดจะยึดเป็นอาชีพ แค่คิดว่าการทำอาหารช่วยให้เรามีกินมีใช้ไปวันๆ หนึ่งเท่านั้นเอง

ยิ่งเป็นลูกผู้ชายคนเดียวในพี่น้องทั้งหมด 8 คน เขายิ่งมีโอกาสได้สัมผัสกับความยากลำบากมากกว่าคนอื่นๆ ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ ขับรถพาคุณแม่ไปตลาด ช่วยซื้อของ ยกของ ทำครัว กระทั่งเข็นรถขายข้าวแกงรอบหมู่บ้าน ถึงเวลาไปโรงเรียน พอตกเย็นก็กลับมาช่วยขายข้าวแกงต่อ วันไหนงานวุ่น อยู่ท้ายครัวจนแทบไม่มีเวลานอน ก็อาศัยเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนไปเรียน นอนบนรถเข็นข้าวแกงที่เพิ่งขายเสร็จนั่นเอง ชีวิตของเขาวนเวียนอยู่แบบนี้ กระทั่งทางบ้านกู้เงินส่งไปเรียนเมืองนอกได้สำเร็จ เด็กชายวัย 13 จึงย้ายไปอยู่ในโลกใบใหม่ แต่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นชีวิตก้นครัวอยู่ดี

ตอนนั้นไม่ได้คิดอยากทำอาหารเลย ไปลอนดอนเพราะอยากได้ภาษาจริงๆ ไปถึงก็ต้องหาเงิน ตอนแรกเป็นคนล้างหม้อในครัว สักพักก็ขอย้ายไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ เพราะอยากฝึกพูดภาษาอังกฤษเยอะๆ เข้างานตีห้าครึ่ง พอเลิกงานตอน 11 โมง ผมจะชอบแวะไปคุยกับเชฟพอลในครัว ช่วยหยิบโน่นหยิบนี่ให้ พอวันหนึ่งพนักงานในครัวลาป่วยกะทันหันและแขกเยอะมาก เชฟเลยขอตัวผมไปช่วยในครัว ตอนแรกผู้จัดการร้านเห็นก็โวยวายใหญ่เลย

เพราะปกติเขาจะไม่ให้เด็กเสิร์ฟมายุ่ง แต่พอรู้เรื่อง ผู้จัดการก็บอกผมว่าถ้าอยากเป็นเชฟ เดี๋ยวทางโรงแรมจะส่งให้เรียน เท่านั้นแหละผมตาวาวเลย เขาได้เรียนหลักสูตรพื้นฐานการเป็นเชฟแบบฟรีๆ แต่โชคร้ายประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์เฉี่ยวชนจนต้องนอนพักอยู่โรงพยาบาลหลายอาทิตย์ เป็นเหตุให้หมดสิทธิ์สอบและเรียนไม่จบ เชฟเอียนจึงตัดสินใจเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง โดยเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารที่ออสเตรเลีย งัดประสบการณ์ทั้งหมดที่มีออกมาใช้ แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่ดีพอ

“พอแม่บินมาหา ก็ทำเครปใส่ซอสมะเขือเทศสดให้คุณแม่กิน มันเป็นเมนูที่ผมภูมิใจมาก เคยทำให้ลูกค้าที่อังกฤษกิน เขาติดใจกันใหญ่ พอแม่กินคำแรก ถามเลยว่า “ทำอะไรให้กินเนี่ย กินไม่ได้เลย” ตอนนั้นความมั่นใจหายไปหมดเลย คิดอย่างเดียวว่าจะต้องเก่งให้ได้ ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อโรงเรียนอาหาร Commercial Cookery ยิ่งเรียนทำอาหาร ยิ่งทำให้รู้สึกตัวว่าอยากเป็นเชฟ ตั้งใจว่าต้องเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จให้ได้เลย”

“ตอนนั้นผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคำว่า “สำเร็จ” มันคืออะไร ต้องทำยังไง พยายามหาหนังสือชีวประวัติของเชฟดังๆ มาอ่าน จนได้คำตอบว่าเชฟส่วนใหญ่ที่ดัง เขาต้องผ่านการทำจริง เรียนกับเชฟที่เก่งๆ ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปขอทำงานกับสุดยอดเชฟของโลกคือเชฟดาเมียน ซึ่งร้านนั้นเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุดในออสเตรเลีย แต่เขาก็รับเราเข้าทำงาน”

MasterChef Thailand เป็นรายการที่ตื่นเต้นเร้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสำหรับรายการ “มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทย ซีซั่น 2 ” (Masterchef Thailand) ของบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ทางรายการจะให้ผู้เข้าแข่งขันเตรียมอาหารเป็นเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากนั้น ทางรายการจะให้ผู้เข้าแข่งขันทำอาหารที่เตรียมไว้พร้อมนำเสนอต่อหน้าคณะกรรมการเป็นเวลา 5 นาที เมื่อหมดเวลาคณะกรรมการจะชิมและตัดสิน โดยใช้เสียงจากกรรมการ 2 ใน 3 เสียง หรือเอกฉันท์เป็นที่สิ้นสุด หาก 2 ใน 3 เสียงให้ไม่ผ่าน ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นจะตกรอบทันที

แต่ในทางกลับกัน หาก 2 ใน 3 เสียงให้ผ่าน ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นจะได้รับผ้ากันเปื้อนของรายการเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นเข้าสู่รอบต่อไปทันที สุดยอดการแข่งขันการทำอาหารเพื่อเฟ้นหาหนึ่งเดียวเพื่อก้าวเป็น มาสเตอร์เชฟ ประเทศไทยคนที่สอง พร้อมรับเงินรางวัล 1 ล้านบาท โดยมี 3 กรรมการ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์, ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล และ เชฟเอียน พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย เป็นผู้ตัดสิน โดยการแข่งขันรอบนี้เป็นการแข่งขัน Mystery box (กล่องปริศนา) ที่แต่ละคนจะไม่มีวันรู้เลยว่าวันนี้สิ่งของด้านในเป็นอะไร

เมื่อทุกคนเปิดกล่องออกมาก็ต้องตาค้างเครียดกันเป็นแถวกับสิ่งของที่อยู่ด้านในเพราะผู้เข้าแข่งขันจะต้องนำเอาสิ่งของที่อยู่ในกล่องทั้งหมดมารังสรรค์ให้เป็นเมนูเด็ดเพื่อพิชิตใจ 3 กรรมการ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์,เชฟป้อม ม.ล.ขวัญทิพย์ และ เชฟเอียน พงษ์ธวัช โดยผู้เข้าแข่งขันที่ทำอาหารจานดีที่สุดจะได้สิทธิพิเศษ พร้อมเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตการแข่งขันให้กับเพื่อนคนอื่น

ส่วนใครทำเมนูที่ไม่เข้าตากรรมการหรือว่ารสชาติของอาหารออกมาได้แย่สุดก็ต้องออกจากการแข่งขันไป เลยทำให้บรรยากาศการแข่งดูจะตึงเครียดและเกร็งไปตามๆ กัน ส่วนผลการแข่งขันจะจบลงอย่างไรแล้วใครจะเป็นผู้คว้าชัยชนะ และใครจะเป็นผู้คืนผ้ากันเปื้อนเป็นคนต่อไป ห้ามพลาด “หนุ่ม กิติกร” ทุ่ม 70 ล้านทำ “มาสเตอร์เชฟฯ” ซีซั่น 2 ปรับเพิ่มสีสันครบรส การันตีเสิร์ฟความสนุกทวีคูณ

ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม สำหรับรายการ “มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์” ของบริษัท เฮลิโคเนีย เอช กรุ๊ป จำกัด ที่สามารถทำเรตติ้งได้ถล่มทลายโด่งดังไปทั่วประเทศ จนมีกระแสเรียกร้องให้ทำต่อทันทีล่าสุด “หนุ่ม” กิติกร เพ็ญโรจน์ บิ๊กบอสเจ้าของรายการไม่รอช้าเดินหน้าลุย “มาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2” ต่อทันทีพร้อมการันตีว่าจะความอลังการความสนุกขึ้นเป็นทวีคูณพร้อมเงินรางวัล 1 ล้านบาท ซึ่งหนุ่มกล่าวว่า

“กระแสตอบรับรายการมาสเตอร์เชฟฯถือว่าดีมากๆ ซึ่งรายการประเภทอาหารแต่มีเรตติ้งสูงขนานนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก แม้ว่าจะมีกระแสดีหรือไม่ดีผสมผสานกันไป แต่สุดท้ายแล้วภาพรวมที่ออกมาคนดูก็ชื่นชมรายการ จนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องอยากให้ทำต่อ ซึ่งทางช่อง 7 ก็เร่งเห็นว่ารายการกระแสดีเลยให้ทำต่อทันที สำหรับรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ ซีซั่น 2

โดยรวมแล้วก็ยังคงการนำเสนอเหมือนเดิมคือการแข่งขันการทำอาหารผสมผสานกับเรื่องของดราม่าผู้เข้าแข่งขันเพราะคิดว่าตอนนี้เดินมาถูกทางและคนดูก็ชอบด้วย ซึ่งการนำเสนอก็จะออกมาเป็นลักษณะของคอนเซ็ปต์ที่ว่า “คอมเมนต์จริง ตรงไปตรงมา ด่าจริงเจ็บจริง” นอกจากนี้ในซีซั่น 2 เกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ผ่านเข้ารอบก็จะเลือกคนให้กว้างขึ้นอาจจะมี 40 ขึ้น

และยังอยากได้คนที่มีความเป็นบ้านๆเพิ่มด้วยและที่สำคัญเพื่อไม่เกิดความเลื่อมล้ำกันจนเกินไปเมื่อได้ผู้ที่ผ่านเข้ารอบตามที่ทางรายการตั้งไว้แล้วก็จะให้ทุกคนเข้าคอร์ส “มาสเตอร์คลาส” เรียนเพิ่มเติมกับเชฟมืออาชีพพร้อมได้รับคำแนะนำเรื่องต่างๆเพื่อให้ทุกคนได้รู้เท่าเทียมกัน ส่วนเรื่องของพิธีกรและกรรมการก็ยังคงเป็นชุดเดิมคือ “ป๊อก” ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ และ 3 กรรมการ ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์,ม.ล.ขวัญทิพย์ เทวกุล ,เชฟเอียน พงษ์ธวัช

ตอนนี้ถือว่าลงตัวมากในเรื่องของการรับส่งและเป็นที่ยอมรับของคนดูด้วย กับเรื่องของความหนักใจเรื่องของการทำงานก็ไม่ค่อยหนักใจเพราะประสบการณ์จากซีซั่นแรกค่อนข้างที่จะช่วยได้เยอะมากๆแต่คงจะหนักใจเรื่องของลูกเล่นมากกว่าจะต้องหาลูกเล่นใหม่ๆเข้ามาเพิ่มขึ้นแต่ก็พอที่จะมีแนวทางไว้บ้างแล้ว สำหรับเรื่องของการลงทุนซีซั่น 2 ก็ยังตั้งไว้ประมาณ 70 ล้านบาท

เพราะอยากที่จะทำให้มันออกมาดีกว่าเดิม นอกจากนี้ก็ได้ทำการย้ายสตูดิโอถ่ายใหม่ด้วยเพราะอยากที่จะทำให้สตูดิโอสามารถถ่ายได้ 360 องศาเลยเพื่อความยิ่งใหญ่อลังการ กลับมาสร้างความสนุกให้ผู้ชมที่รักการทำอาหารและชอบทานอาหารอีกครั้ง สำหรับ MasterChef Thailand Season 2 สุดยอดรายการเรียลลิตี้แข่งขันทำอาหารลิขสิทธิ์ระดับโลก ซึ่งประสบความสำเร็จดีใน Season 1 เป็นกระแสพูดถึงในวงกว้างจนทำให้รายการนี้ได้มาสร้างความน่าตื่นเต้นบนจอทีวีไทยอีกครั้ง

แน่นอนว่าสิ่งที่พูดถึงของรายการมาสเตอร์เชฟไทยแลนด์มีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการจอมโหดนำโดย ชหม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือ เชฟป้อม หรือ หม่อมป้า เจ้าของวลี เตือนแล้วนะ ที่ซีซั่นนี่มีคำเด็ดใหม่คือ เตือนรึยัง? , พงษ์ธวัช เฉลิมกิตติชัย หรือ เชฟเอียน , หม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ หรือ คุณอิงค์ และ ป็อก ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ พิธีกรสาวที่ปีนี้ขึ้นแท่นมาเป็นคณะกรรมการร่วมด้วย

รวมถึงผู้เข้าแข่งขันจากหลากกลายอาชีพและกติกาการแข่งขันสุดเร้าใจ มาดูกันดีกว่าว่า MasterChef Thailand Season 2 มีอะไรน่าสนใจกว่าเดิมบ้าง หม่อมป้า คนเดิม เพิ่มเติมคือความดุ กระแสบนโลกออนไลน์ของรายการ MasterChef Thailand Season 2 ถือว่าดีมากทุกสัปดาห์เพราะสามารถติดอันดับหนึ่งแฮชแท็กเทรนด์ทวิตเตอร์ได้ทุกครั้งที่ออกอากาศ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกพูดถึงมากที่สุด ก็คือ หม่อมหลวงขวัญทิพย์ เทวกุล หรือที่ชาวโซเชี่ยลตั้งฉายาว่า หม่อมป้า

โดยนอกจากความละเอียดในเรื่อง ของการทำอาหารที่ท่านไม่ยอมปล่อยผ่านง่ายๆแล้ว ในซีซั่นนี้ หม่อมป้า ยังมีการอบรมในเรื่องมารยาทต่างๆ กับผู้เข้าแข่งขัน เช่น การเดินตัดหน้าผู้ใหญ่ และประโยค ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นเธอ จากกรณีที่ผู้เข้าแข่งขันไม่ตั้งใจตอบคำถามของหม่อม ก็เล่นเอาใครหลายคนกลัวจนขนลุก และกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันในโลกดซเชียลมีเดีย ดังนั้น หลังจากนี้จนจบซีซั่น หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยว่าคงมีดราม่าจากรายการออกมาอีกหลายครั้ง

ผู้เข้าแข่งขันช่วยสร้างสีสัน ผู้เข้าแข่งขันของรายการ MasterChef Thailand Season 2 ถือว่าน่าสนใจไม่แพ้ซีซั่นแรก มีการเฟ้นหากลุ่มคนที่รักการทำอาหารจากหลากหลายวงการ แต่ละคนมีคาแร็คเตอร์ ออกอากาศไปไม่กี่ตอนก็เริ่มมีแฟนคลับกันแล้วอย่าง ลัท สาวเรียบร้อยที่ใครหลายคนแซวว่าเป็น ร่างโคลนของ แก้ว , หมอตั้ม แพทย์หนุ่มหน้ามนขวัญใจสาวๆ , เมี่ยง หญิงสาวที่มากับความสดใส

จ๋า สาวห้าวมากความสามารถ , กอล์ฟ ช่างภาพหนุ่ม , ยูริ สาวประเภทสองจอมจิกกัด , เฟิส หนุ่มต่างจังหวัดคนซื่อ , เบลล์ นักการตลาดสาวขาลุย , จ้อน หนุ่มใหญ่จอมเก๋า , เดียว กระเทยมีหนวดอามรณ์ดี และ กะปอม เกษตรกรจอมขโมยซีน เป็นต้น กติกาที่เคี่ยวและบีบหัวใจมากขึ้น นอกจากในเรื่องของวัตถุดิบยาๆที่ถูกเลือกมาใช้ในการแข่งขัน

และเวลาที่กระชั้นขึ้นแล้ว เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันมีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารคาวหวานได้ครบรสแล้ว กติกาของ MasterChef Thailand Season 2 ก็ถือว่ามีความเคี่ยวกว่าซีซั่นแรก กับการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันที่ชนะในแต่ละสเตจ ได้มีโอกาสชี้ชะตา ผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเอง กับการมีสิทธิ์ในการเลือกผู้เข้าแข่งขันฝั่งตรงข้าม แข่งขันกันในเมนูพิเศษเพื่อความอยู่รอด

โดยหนึ่งในนั้นจะต้องคืนผ้ากันเปื้อนกลับบ้านไป ซึ่งวิธีนี้ถือว่าบีบหัวใจผู้ชมและผู้เข้าแข่งขันด้วยกันเองอย่างมาก สาระความรู้เรื่องอาหาร อีกสิ่งหนึ่งที่ส่งต่อจาก MasterChef Thailand ซีซั่นแรกจนมาถึงซีซั่นนี้ก็คือ องค์ความรู้ต่างๆที่คณะกรรมการคอยสอดแทรกระหว่างการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัตถุดิบ เทคนิคขั้นตอนในการทำอาหาร การปรุงรส การจัดจาน ไปจนถึงการทานอาหารอย่างถูกต้อง ถือเป็นรายการที่ให้สาระความรู้เกี่ยวกับอาหารได้ดีที่สุดรายการหนึ่งเลย

*MasterChef คือรายการแข่งขันทำอาหารลิขสิทธิ์จากสหราชอาณาจักร ออนแอร์ครั้งแรกในปี 1990 อายุรายการราว 28 ปี ซึ่งเป็นรายการที่เปิดโอกาสให้คนธรรมดาทั่วไปที่มีใจรักในการทำอาหารได้เข้ามาแข่งขันเพื่อชิงเงินรางวัล และที่สำคัญผู้ชนะจะได้มี Cookbook หรือตำราทำอาหารเป็นของตัวเองด้วย โดยรายการถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปสร้างใน 40 กว่าประเทศทั่วโลก

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here