ลูกใครเป็นลูกใคร? เผยโฉมหน้าลูกๆ สุดน่ารัก ทั้ง 3 คนของ ‘ฟอลคอน’ หลังแต่งงานกับแม่มะลิ (ชมภาพ)

0
1396

เปิดเรื่องจริงกับรักสามเส้าระหว่าง คลาร่า แม่มะลิ และ ฟอลคอน จากคนรับใช้ สู่เมียอีกคนของนาย จนทำให้ครอบครัวแตกร้าว หากใครที่ได้ชมละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส คงจะได้สะดุดตากับความสวยของ คลาร่า หญิงสาวรับใช้ของ แม่มะลิ หรือ ท้าวทองกีบม้า ซึ่งแม้จะออกมาไม่กี่ฉาก แต่ก็สร้างเสียงฮือฮาให้กับหลายคน จนได้รู้ว่าคนที่เล่นเป็นคลาร่านั้นคือ ซูริ ซูซานน่า เรโนล ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน-ฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ในชีวิตจริงนั้น ชีวิตรักของฟอลคอน และ แม่มะลิเอง ก็ไม่ได้ราบรื่นเสียทีเดียว โดยมีคลาร่า เข้ามาขวางอ้างอิงจากหนังสือ การเมืองในประวัติศาสตร์ ขนมหวาน ของท้าวทองกีบม้า มาดามฟอลคอน ขนมไทย หรือ ขนมเทศ โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ที่กล่าวถึงคลาร่าว่า ท้าวทองกีบม้า ได้สมรสกับ คอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งฟอลคอนเองได้แสดงความจริงใจต่อนาง

ด้วยการเปลี่ยนศาสนาจากนิกายแองกลิกัน มาเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามท้าวทองกีบม้า จนมีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ จอร์จ และ คอนสแตนติน ฟอลคอน อีกทั้งท้าวทองกีบม้าเองยังรับลูกสาวที่เกิดจากการสมรสของฟอลคอนกับหญิงชาววัง มาเป็นบุตรบุญธรรมด้วย อย่างไรก็ตาม ด้วยความเจ้าชู้ของฟอลคอน ทำให้ฟอลคอนได้พบกับ คลาร่า นางทาสในอุปการะของท้าวทองกีบม้า และมีสัมพันธ์สวาทกัน เมื่อถูกจับได้ ท้าวทองกีบม้า จึงขนข้าวของหนีจากลพบุรี เพื่อกลับไปกรุงศรีอยุธยา

ท้าวทองกีบม้า ยังคงสถานะสามีภรรยากันกับฟอลคอน จนฟอลคอนได้เป็นเจ้าพระยาวิชเยนทร์ แต่สุดท้าย เขาเองถูกประหารชีวิตในช่วงก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงทำให้ชีวิตของท้าวทองกีบม้า ตกอับตั้งแต่นั้น ดังชั่วข้ามคืนอีกคน บุพเพสันนิวาส ละครสุดปัง หลังเปิดตัว (ซูริ ซูซานน่า โรเนล ลูกครึ่งไทย-อเมริกัน-ฝรั่งเศส ดาราหน้าใหม่ของช่อง3)

สาวลูกครึ่งหน้าสวย หุ่นดี ผู้ที่คอยแต่งตัวให้ แม่มะลิ ท้าวทองกีบม้า หรือ มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (ซูซี่ สุษิรา) ในฉากแต่งงานกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีก เมื่อคืน (15 มี.ค.) คลาร่า หญิงสาวรับใช้ของ แม่มะลิ หรือ ท้าวทองกีบม้า ซึ่งในชีวิตจริง ชีวิตรักของฟอลคอนกับแม่มะลิ มีสาวคลาร่า เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในชีวิตด้วย

อ้างอิงจากหนังสือ การเมืองในประวัติศาสตร์ ขนมหวาน ของท้าวทองกีบม้า มาดามฟอลคอน ขนมไทย หรือ ขนมเทศ โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ที่กล่าวถึงคลาร่าว่า ท้าวทองกีบม้า ได้สมรสกับ คอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งฟอลคอนเอง ได้แสดงความจริงใจต่อนาง ด้วยการเปลี่ยนศาสนาจากนิกายแองกลิกัน มาเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามท้าวทองกีบม้า จนมีบุตรด้วยกัน 2 คนคือ จอร์จ และ คอนสแตนติน ฟอลคอน

อีกทั้งท้าวทองกีบม้าเองยังรับลูกสาวที่เกิดจากการสมรสของฟอลคอนกับหญิงชาววัง มาเลี้ยงดูเป็นอย่างดี แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุเพราะความเจ้าชู้ของสามี ที่นอกใจไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลาร่า นางทาสในอุปการะของเธอ จนแม่มะลิต้องขนข้าวของและผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้ว และสุดท้ายเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ผู้เป็นสามีถูกตัดสินประหารชีวิต หลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน

บอกเลยว่าน้ำยาเขาแรงจริงๆ !! สำหรับหนุ่ม “ฟอลคอน” ในละคร “บุพเพสันนิวาส” หลังจากที่ได้แต่งงานกับ “แม่มะลิ หรือ ท้าวทอง กีบม้า” สมใจแล้วก็พาย้ายเข้าเรือนทันที และเอ่ยปากหวานๆขอแม่มะลิเลยว่าขอลูกชายให้ข้าเถิดซึ่งสุดท้ายก็ได้สมใจฟอลคอนจริงๆค่าาา เผยภาพลูกชายทั้งสองคนของฟอลคอนและแม่มะลิ ที่มีชื่อว่า “ยอร์จ – โยฮัน” บอกเลยลูกบ้านนี้ก็งานดีเว่อร์ ออเจ้าทั้งหลายมาดูด่วน

ท้าวทองกีบม้า หรือ มารี กีมาร์ จากในละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ในอดีตมีเรื่องเล่าว่า เธอมีตัวตนจริงๆ และเป็นที่รู้จักจากการที่เธอได้รับหน้าที่ เป็นหัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขนมไทยที่เรารู้จักกันดีเช่น ทองหยิบ ทองหยอด ขนมหม้อแกง ก็ได้เธอผู้นี่แหละที่เป็นผู้คิดประดิษฐ์ขึ้นมา ประวัติ ท้าวทองกีบม้า คำว่า ท้าวทองกีบม้า คือตำแหน่งหน้าที่การงานในพระราชสำนักตามพระไอยการ

และชื่อ มารี กีมาร์ ก็เป็นชื่อที่คนส่วนใหญ่ชอบเรียก แต่จริงๆ แล้วเธอมีชื่อจริงว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha) อ่านชื่อก็น่าจะพอเดากันออกว่าเธอไม่ใช่คนไทยแท้ๆ ครอบครัวของมารี เป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส และยังมีเชื้อสาย เบงกอล และญี่ปุ่น ร่วมด้วย โดยเธอเป็นลูกคนโตของคุณพ่อ ฟานิก กูโยมาร์ (Fanik Guyomar) ซึ่งมีเชื้อสายโปรตุเกส, ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว

และมีคุณแม่ชื่ออูร์ซูลา ยะมะดะ (Ursula Yamada) ผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น ชีวิตแต่งงานเริ่มตอนอายุ 16 มารี กีมาร์ได้สมรสตอนอายุ 16 ปี กับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ หรือ คอนสแตนติน ฟอลคอน (ในเรื่องบุพเพสันนิวาส รับบทโดย หลุยส์ สก็อต) เขาเป็นขุนนางชาวกรีกที่ทำราชการในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และว่ากันว่าเป็นคนโปรดของพระรายณ์ด้วย สำหรับการสมรสของมารี ในตอนแรกคุณพ่อของเธอไม่พอใจนัก

เพราะรู้ถึงพฤติกรรมของลูกเขยที่หลงลาภยศสรรเสริญ และมักในโลกีย์ หรือเจ้าชู้นั่นเอง ทางลูกเขย หรือฟอลคอนจึงแสดงความจริงใจ ด้วยการยอมละนิกายแองกลิคันที่ตนนับถือ และเปลี่ยนเป็นนิกายโรมันคาทอลิกตามมารี คุณพ่อจึงยินยอม และได้แต่งงานกันในที่สุด หลังจากแต่งงานแรกๆ ทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตด้วยความสุขเป็นอย่างดี ตัวมารีเองถึงแม้สามีจะมียศใหญ่เชิดหน้าชูตาได้ แต่เธอก็ทำตัวธรรมดา ไม่ได้อวดร่ำรวยแต่อย่างใด และยังมีน้ำใจเผื่อแผ่เมตตาช่วยเหลือผู้คนมากมาย

โดยเฉพาะเด็กๆ เธอและสามียังอุปถัมภ์เข้ารีตกว่า 120 คน พร้อมกันนั้นด้วยความที่เป็นคนเคร่งศาสนา จึงไม่ลืมที่จะเผยแผ่ศาสนาคริสต์ไปด้วย สามีของเธอก็ดูปลื้มใจปลื้มปีติ โดยอ้างอิงได้จาก ในงานบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ได้กล่าวถึงพฤติกรรมท้าวทองกีบม้าหลังการสมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ความว่า “…เขา (เจ้าพระยาวิชเยนทร์])ได้รับความชุ่มชื่นใจจากความเลื่อมใสศรัทธาและความกระตือรือร้นในพระศาสนาของภรรยาเป็นที่ยิ่ง

จึงทำให้บ้านเรือนของเขานั้นเปรียบเสมือนว่าเป็นบ่อแห่งคุณธรรมความดีและพระศาสนา จนแทบกล่าวได้ว่า เป็นโรงธรรมยิ่งกว่าจะเป็นทำเนียบของขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินเสียอีก…” ชีวิตคู่เริ่มไม่ราบรื่น ท้าวทองกีบม้า และเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ครองรักกันมาจน มีบุตรด้วยกัน 2 คือ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) และ คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) จริงๆ แล้วก่อนหน้าที่มารีจะแต่งงาน ฟอลคอนเคยมีบุตรสาวมาแล้วมาแล้วหนึ่งคน ที่เกิดกับหญิงชาววัง

ซึ่งได้รับพระราชทานจากกรมหลวงโยธาเทพเพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก หลังมารีสมรสจึงส่งหญิงผู้เคยเป็นเมียของสามีเธอไปเมืองพิษณุโลก และแสดงน้ำใจด้วยการนำบุตรของหญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี อาจดูเหมือนชีวิตความรักของมารีน่าจะราบรื่นมีความสุข แต่จริงๆ แล้วไม่ ด้วยเพราะเหตุที่สามี เป็นคนมีนิสัยเจ้าชู้ ได้แอบไปนอกใจมารี ไปมีสัมพันธ์สวาทกับ คลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของมารีเอง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เธอรู้สึกไม่พอใจ

และไม่อยู่ร่วมกับสามีอีก จึงขนข้าวของ และผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่ง หลวงสิทธิสยามการเขียนถึงบุคลิกของท้าวทองกีบม้าในหนังสือ The Greek Favorite of The King of Siamความว่าท้าวทองกีบม้าเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่นรูปร่างผอมผมดำตาสีน้ำตาลผิวหน้าสะอาดสดใสสูงราว 5 ฟุตรูปร่างเล็กสดใสร่าเริงแม้จะไม่สวยมากแต่ก็เป็นหญิงผิวคล้ำที่ดึงดูดใจและมีรูปร่างดี

วันที่ชีวิตตกอับก็มาถึง เจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามีของมารี ถูกตัดสินประหารชีวิต และริบราชบาตรหลังเกิดจลาจล ก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ขณะที่เจ้าพระยาวิชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น บางบันทึกระบุว่า “นางเศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ” บ้างก็ว่า นางมิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย แต่นางกลับถ่มน้ำลายรดหน้าสามี และไม่ยอมให้จูบลาลูก บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น

ได้ระบุเหตุการณ์ การจัดการทรัพย์สินของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า “…วันที่ 30 พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป วันที่ 31 ริบอาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้วจัดยามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป…” แต่กระนั้นเธอยังลอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกไว้กับบาทหลวงเยสุอิต

ส่วนอีกกล่องเธอฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยไป แต่บาทหลวงเยสุอิตเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงฝากไว้กับนายพันโบช็อง แต่เมื่อทั้งบาทหลวงและนายพันโบช็องมาถึงบางกอก นายพลเดฟาร์ฌ จึงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้เอง ครั้นเมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย “ทรัพย์สินที่คงเหลือมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น” จึงทำให้มารีอาสิ้นเนื้อประดาตัว ประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกข์เวทนากับคุมขัง

ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ความว่า “…สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นและสิ่งปฏิกูลต่างๆ ไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น” โชคดีในโชคร้ายได้ไม่ทันไร ช่วงเวลาที่นางถูกคุมขัง ก็ยังได้รับการช่วยเหลือจกาผู้คุมที่นางเคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อ ถือเป็นความโชคดีในโชคร้ายไม่ทันไร นางก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แย่ๆ อีกแล้ว

เมื่อหลวงสรศักดิ์พระโอรสในสมเด็จพระเพทราชาพระเจ้าแผ่นดินใหม่ มีพระประสงค์ที่จะนำนางไปเป็นภริยา เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็เกิดความเกลียดและขู่อาฆาต ดังปรากฏในพงศาวดารว่า “…ฝ่ายภรรยาฟอลคอน ได้ถูกรังแกข่มเหงต่าง ๆ บุตรพระเพทราชาก็เกลียดนัก ด้วยบุตรพระเพทราชาได้ไปเกี้ยวภรรยาฟอลคอน แต่ภรรยาฟอลคอนไม่ยอม

บุตรพระเพทราชาจึงเกลียดและขู่จะทำร้ายต่าง ๆ” ตลอดเวลาทุกข์ลำบากนี้ นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา นายพลเดฟาร์ฌที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ที่บางกอก ได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here