เปิดภาพประวัติศาสตร์ 12 ตัวละคร จากบุพเพสันนิวาส มีตัวตนจริงในอดีต เหมือนจนต้องปรบมือให้ทีมงาน (ชมภาพ)

0
2250

ฮอตสุดในนาทีนี้ต้องยกให้ ละครบุพเพสันนิวาส ไม่เพียงแต่เนื้อเรื่องสนุก น่าติดตามเท่านั้น แต่ยังแฝงความรู้ประวัติในสมัยพระนารายณ์มหาราช และตัวละครหลัก ก็มีตัวตนอยู่จริงในประวัติชาติไทยด้วย มาทำความรู้จักกับบุคคลสำคัญผ่านละครเรื่องนี้ เพื่อเป็นความรู้ และเวลาดูละครจะได้ยิ่งอิน รู้จักตัวละครมีตัวตนใน ละครบุพเพสันนิวาส แม้ว่าในสมัยนั้นจะยังไม่มีกล้องถ่ายรูป แต่ก็มีการบันทึกภาพและเรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลเหล่านี้เอาไว้ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย และเชื่อว่าหลายท่านเป็นคนที่พวกเราต้องรู้จักกันดีแน่นอน จะมีใครกันบ้าง ไปชมกันค่ะ

1.สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 3 หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสรรเพชญ (รับบทโดยปราปต์ปฎล สุวรรณบาง) เป็นพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ 27 ในสมัยกรุงศรีอยุธยา ยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ถือเป็นยุคทองของกรุงศรีอยุธยาในด้านการเมืองระหว่างประเทศ การเผยแผ่คริสตศาสนา (นอกจากมีการแลกเปลี่ยนคณะทูตกับฝรั่งเศส ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนทางการทูตกับสำนักวาติกันด้วย) และการทหาร ในสมัยนั้นสยามได้ครอบครองอาณาเขตกว้างไกลไปจนถึงทวาย มะริด กองทัพของเจ้าพระยาโกษาเหล็กได้บุกทะลวงตีพม่าได้ไปถึงอังวะ แต่เสียดายที่ระบบโลจิสติกส์ขนส่งเสบียงไม่ดี เลยต้องล่าถอยกลับก่อน

สมัยนั้น สยามถือเป็นศูนย์กลางด้านการค้าในแถบภูมิภาคนี้ พวกฮอลันดาที่กำลังจะวางแผนยึดปัตตาเวียและหมู่เกาะชวาก็ยังต้องมาตั้งหลักมีสถานีการค้าแถวบางกอกก่อน พวกอังกฤษที่กำลังเตรียมบุกยึดดินแดนแถบนี้ในนามบริษัทอีสต์อินเดีย ก็ต้องมาอ่อนน้อมขอใช้เมืองมะริด ทวายเป็นสถานีการค้า (จนภายหลังก็เผลอๆยึดเมืองเหล่านี้ไปได้สำเร็จ เมื่อคนไทยแตกแยกกัน) พวกมิชชันนารีโปรตุเกสและฝรั่งเศสที่หมายมั่นปั้นมือจะสร้างดินแดนพระเจ้าในภูมิภาคนี้ ก็ถึงกับต้องแนะนำให้พระสันตปาปาในขณะนั้นส่งสาส์นมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาเสียก่อน พวกโรนิน ซามุไรไร้นายของญี่ปุ่น ก็อพยพหลบหนีภัยสงครามมารับราชการในกองทัพและค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ฯลฯ จึงเรียกได้ว่าในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯถือเป็นยุคทองยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย

2.สมเด็จพระเพทราชา (รับบทโดยศรุต วิจิตรานนท์) ในปี พ.ศ. 2231 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชประทับ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ ทรงพระประชวรใกล้สวรรคต ทรงเห็นว่าพระเพทราชาเป็นผู้ใหญ่ จึงมอบหมายให้ว่าราชการแทน ระหว่างนั้นพระเพทราชา ลวงพระอนุชาทั้ง 2 พระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์ คือ เจ้าฟ้างอย และ เจ้าฟ้าอภัยทศ ว่ามีรับสั่งให้เข้าเฝ้า เมื่อทั้งสองพระองค์เสด็จถึงเมืองลพบุรีก็ถูก หลวงสรศักดิ์ จับไปสำเร็จโทษที่วัดทราก ส่วนพระปีย์ พระราชโอรสบุญธรรม ถูกผลักตกจากชาลาพระที่นั่งสุทธาสวรรค์แล้วกุมตัวไปสำเร็จโทษ

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์สวรรคตแล้ว ได้สั่งให้ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) เข้ามาพบ เมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาถึงศาลาลูกขุน ก็ถูกกุมตัวไปประหารชีวิต เมื่อจัดการบ้านเมืองสงบแล้ว จึงเชิญพระบรมศพสมเด็จพระนารายณ์มาประดิษฐานที่ พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ แล้วรับราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญปราสาท เมื่อปราบดาภิเษกนั้นสมเด็จพระเพทราชามีพระชนมายุได้ 51 พรรษา ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบพิตร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว” แล้วทรงตั้ง คุณหญิงกัน เป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา ตั้งเจ้าฟ้าทองพระราชธิดาในสมเด็จพระนารายณ์เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ตั้งนางนิ่มเป็นพระสนมเอก ตั้งหลวงสรศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตั้งหม่อมแก้วบุตร ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (แจ่ม) พระขนิษฐาของพระองค์เป็นกรมขุนเสนาบริรักษ์ เป็นต้น

เมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์แล้ว ก็ได้ขับไล่กำลังทหารฝรั่งเศสออกไปจากกรุงศรีอยุธยา แต่ยังทรงอนุญาตให้บาทหลวง และพ่อค้าชาวฝรั่งเศสอาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาต่อไปได้ ได้มีการทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศส เรื่องการขนย้ายทหาร และทรัพย์สินของฝรั่งเศสออกจากป้อมที่บางกอก โดยฝ่ายไทยเป็นผู้จัดเรือ กับต้องส่งคืนทรัพย์สิน ที่เป็นของกรุงศรีอยุธยาคืนทั้งหมด สำหรับข้าราชการและราษฎรไทย ที่ยังอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ทางฝรั่งเศสจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยา ผลการปฏิบัติดังกล่าวทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับฝรั่งเศส สิ้นสุดลงตั้งแต่นั้นมา สมเด็จพระเพทราชา เสด็จสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 2246 สิริพระชนมายุได้ 71 พรรษา ครองราชย์ได้ 15 ปี

3.สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (รับบทโดยจิรายุ ตันตระกูล) สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ เป็นพระโอรสของสมเด็จพระเพทราชา มีพระนามเดิมว่า เดื่อ ต่อมาได้รับราชการเป็น หลวงสรศักดิ์ และได้ช่วยสมเด็จพระเพทราชาชิงอำนาจได้รับแต่งตั้งเป็น ขุนหลวงสรศักดิ์ พระมหาอุปราช ครั้นเมื่อสมเด็จพระเพทราชาประชวรหนักนั้น ขุนหลวงสรศักดิ์ ได้นำเอาตัว เจ้าฟ้าพระขวัญ (พระตรัสน้อย) พระโอรสของสมเด็จพระเพทราชาไปสำเร็จโทษ และทำการกำจัดพวกที่นิยมเจ้าฟ้าพระขวัญเป็นจำนวนมาก เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2245 สมเด็จพระเพทราชาเสด็จสวรรคตลง ขุนหลวงสรศักดิ์พระมหาอุปราช จึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พร้อมกันนั้นพระองค์ได้แต่งตั้งให้ เจ้าฟ้าเพ็ชร พระโอรสองค์ใหญ่เป็น พระมหาอุปราช และตั้งเจ้าฟ้าพร พระโอรสองค์น้อยเป็น พระบัณฑูรน้อย

สมเด็จพระเจ้าเสือ นั้นมีความนัยเล่าว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระนารายณ์ ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2205 นั้น เมื่อมีชัยชนะได้เมืองเชียงใหม่แล้ว ขณะที่พระองค์ทรงประทับที่เมืองเชียงใหม่นั้น ทรงมีบาทบริจาริกาเป็นกุลธิดาชาวเชียงใหม่ และนางนั้นได้เกิดมีพระครรภ์ขึ้น พระองค์จะทรงเลี้ยงดูก็ละอายพระทัย ดังนั้นเมื่อมีการปูนบำเหน็จความชอบให้กับแม่ทัพนายกอง และข้าราชการ พระองค์จึงพระราชทานนางนั้น (มีครรภ์อ่อน) ให้กับพระเพทราชา ซึ่งเป็นแม่ทัพทำการสู้รบมีความชอบ ต่อมานางนั้นได้คลอดบุตรเป็นชาย พระเพทราชาให้ชื่อว่า เดื่อ ต่อมาได้นำมาถวายเป็นมหาดเล็กของสมเด็จพระนารายณ์ พระองค์ทรงชุบเลี้ยงนายเดื่อ

โดยให้ความกรุณาอย่างพระราชบุตร และตั้งเป็นหลวงสรศักดิ์ ด้วยการได้รับการทำนุบำรุงจากพระเจ้าเหนือหัวอย่างดีนั้นทำให้หลวงสรศักดิ์ถือตัวว่าเป็นพระโอรส ทำให้มีความทะนงองอาจกล้าที่จะทำการต่างๆ จนทำให้พระเพทราชา จำต้องชิงราชสมบัติขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ด้วยเหตุนี้ในจดหมายของฝรั่งเศส จึงมักจะกล่าวอ้างว่า หลวงสรศักดิ์นั้นเป็น พระโอรสของสมเด็จพระนารายณ์ ไปด้วย เช่นเดียวกัน เรื่องเช่นนี้ก็ไม่น่าเชื่อได้ว่าหลวงสรศักดิ์เป็นพระโอรสไปได้ หากมีการพระราชทานนางให้บำเหน็จแก่พระเพทราชาจริง ก็อยู่ในธรรมเนียมการให้ยศให้นาง

การที่นางมีหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์แล้ว ก็ทรงเลี้ยงดูได้เพราะเหตุที่สมเด็จพระนารายณ์ไม่มีพระโอรสอยู่แล้ว ตังจะเห็นว่าพระองค์ยังทรงมีพระปีย์ (จากราชนิกุลญาติทางพระชายา) มาเลี้ยงดูดั่งพระโอรสเช่นกัน หลวงสรศักดิ์ก็น่าจะเช่นเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าเสือนั้นต่อมาทรงประชวรหนัก และทรงพระพิโรธเจ้าฟ้าเพ็ชร พระมหาอุปราช ทำให้พระองค์ทรงเวนราชสมบัติให้แก่ เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย เมื่อสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปีชวด พ.ศ.2251 รวมมีพระชนม์ 45 พรรษา ครองราชย์อยู่ 7 ปี เจ้าฟ้าพร พระบัณฑูรน้อย ก็ยอมเวนคืนราชสมบัติให้เจ้าฟ้าเพ็ชร ครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อมา

4.เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) (รับบทโดยสุรศักดิ์ ชัยอรรถ) พี่ชายของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) เป็นพระสหายของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชมาตั้งแต่วัยเยาว์และเป็นขุนศึกที่ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่พระองค์จนได้สมญานามว่า “ขุนเหล็ก” ดำรงตำแหน่งพระคลังระหว่างปีพ.ศ.2200 – 2226 ส่วนสาเหตุการถึงแก่อสัญกรรมของท่านถูกกล่าวไว้ 2 แบบคือถึงแก่อสัญกรรมเพราะอาการป่วย และถูกใส่ร้ายว่ารับสินบน ทำให้ถูกเฆี่ยนจนถึงแก่อสัญกรรม ตามประวัติศาสตร์นั้น เจ้าพระยาโกศาเหล็กเกิดใน ปี พ.ศ. 2175 อยู่ในวัยเดียวกับสมเด็จพระนารายณ์ แต่มิทราบนามเดิมและนามบิดาของท่าน เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) หรือเจ้าพระยาโกศาเหล็ก มีน้องชายคนหนึ่ง คือ เจ้าพระโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญไม่น้อยในประวัติศาสตร์สมัยแผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

แม้จะมิใช่เป็นกษัตริย์ยอดนักรบ ทว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) นี้ ก็นับเป็นวีรบุรุษคนสำคัญอีกคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพราะก่อนหน้าที่สมเด็จพระนารายณ์จะเสด็จขึ้นครองราชย์นั้น ท่านเป็นเสมียนยอดนักรบคู่ใจของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งเป็นที่เรียกกันทั่วไปว่า “ขุนเหล็ก” พ.ศ. 2224 ปีนั้น พม่าตามพวกมอญเข้ามาในเขตไทย ขันเหล็กก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาโกษธิบดี (เหล็ก) ในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นำทัพออกไปรับมือกับพม่า ซึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ก็สามารถนำทัพเข้าต่อสู้โรมรันกับพม่าจนแตกพ่ายไปได้ในที่สุด พ.ศ. 2225 สมเด็จพระนารายณ์ทรงแต่งตั้งให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ไปรับมือกับศึกพระเจ้าอังวะที่เข้ามาล่วงล้ำรุกรานไทย ศึกครั้งนั้นเป็นครั้งใหญ่กำลังพลของแต่ละฝ่ายนับได้ร่วมแสนคน ซึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) มิได้เป็นแม่ทัพใหญ่ที่เตรียมการรุกและรับอย่างเดียว แต่ท่านได้ศึกษาการรบตามหลักพิชัยสงครามอย่างละเอียดรอบคอบ จนทำให้เอาชัยชนะพม่าได้อีกคำรบหนึ่ง

5.หลวงสุรสาคร/ ออกพระฤทธิกำแหง/เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ /คอนสแตนติน ฟอลคอน (รับบทโดยหลุยส์ สก็อตต์) นักผจญภัยชาวกรีก เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาในฐานะพ่อค้า สามารถเรียนรู้ภาษาไทยได้ในเวลาไม่นานนัก เป็นคนมีความสามารถหลายด้านจนกลายเป็นชาวตะวันตกคนแรกที่ได้เข้ารับราชการในสมัยกรุงศรีอยุธยาและได้รับตำแหน่งสมุหเสนาในเวลาไม่นาน ภายหลังได้รับการอวยยศเป็นถึงเจ้าพระยาวิชเยนทร์ แต่ด้วยความที่เป็นคนโปรดและสนิทสนมกับสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมาก ทำให้เกิดผลเสียตามมาภายหลังถึงขึ้นโดนสั่งประหารชีวิต

ข้าหลวง เชื้อสายกรีก เข้ามารับราชการในราชสำนักอยุธยา เป็นที่โปรดปรานของพระนารายณ์ เพราะเป็นคนฉลาดและเข้าใจเพ็ดทูลเรื่องราวต่างๆ มีความสามารถหลายอย่าง พูดไทยชัด ราชาศัพท์ถูกต้อง สามารถทำตามรับสั่งพระนารายณ์ได้ทุกเรื่อง และมักจะมีแนวคิดใหม่ๆ มาเสนอให้พระนารายณ์เปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์หลายอย่างของราชสำนัก จนเป็นที่เล่าลือว่า ฟอลคอนมักใหญ่ใฝ่สูงอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ฟอลคอนไม่ค่อยถูกกับพระเพทราชา มักมีปัญหากันบ่อยครั้ง ฟอลคอนเคยใส่ความว่า ท่านโกษาปานว่ารับสินบนจากชาวบ้านให้มาทูลขอให้ยกเลิกการสร้างป้อมปราการ จนต้องถูกโบยจนตายดังที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ ฟอลคอนเป็นคนใจร้าย วาจาสามหาว มุทะลุดุดัน เจ้าแผนการ แต่จงรักภักดีต่อพระนารายณ์เป็นที่สุด สุดท้ายเมื่อเกิดกบฏพระเพทราชา พระนารายณ์สิ้นพระชนม์ จึงถูกกลุ่มกบฏสังหาร

6.พระโหราธิบดี (รับบทโดยนิรุตติ์ ศิริจรรยา) อีกหนึ่งบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ไทย เพราะนอกจากจะเป็นครูของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ท่านยังเป็นผู้ประพันธ์ “จินดามณี” ตำราเรียนเล่มแรกของไทยในปีพ.ศ.2215 ด้วย และยังสามารถทำนายอนาคตได้แม่นยำ ครั้งหนึ่งเคยทำนายจะเกิดไฟไหม้พระราชวังภายใน 3 วัน สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงเสด็จไปอยู่นอกวัง หลังจากนั้นก็เกิดฟ้าผ่าลงที่หลังคาพระราชวัง ทำให้ลามเป็นไฟไหม้ขึ้นตามคำทำนายจริงๆ

7.ศรีปราชญ์ (รับบทโดยณฐณพ ชื่นหิรัญ) แม้ในละคร ศรีปราชญ์จะไม่ได้มีบทบาทมากนัก แต่ในประวัติศาสตร์เขาคือบุคคลสำคัญแห่งวงการการแต่งหนังสือเลยล่ะค่ะ ศรีปราชญ์เป็นลูกชายของพระโหราธิบดี ด้วยฝีมือการแต่งโคลงกลอนที่เป็นเลิศทำให้เขาขึ้นชื่อว่าเป็นกวีเอกแห่งแผนดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่กลับทำความผิด จึงถูกเนรเทศไปอยู่นครศรีธรรมราช เมื่อไปอยู่นครศรีธรรมราชก็ถูกใส่ร้ายว่าลักลอบคบชู้กับภรรยาของเจ้าเมืองและถูกประหารชีวิตในที่สุด

8.ขุนศรีวิสารวาจา (รับบทโดยธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) ตัวละครที่มีบทบาทที่สุดในละครเรื่องนี้ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ปรากฏว่าขุนศรีวิสารวาจาเป็นบุตรของพระโหราธิบดีตามที่ละครเล่าแต่อย่างใด เขาเป็นหนึ่งในคณะทูตที่นำโดยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ซึ่งเดินทางไปเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสในปีพ.ศ. 2229 โดยขุนศรีวิสารวาจาเดินทางไปในตำแหน่งตรีทูตค่ะ

9.เจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) (รับบทโดยชาติชาย งามสรรพ์) ในละครเรียกว่าออกญาโกษาธิบดีนั่นเองค่ะ ส่วนปานเป็นชื่อจริงของท่าน ท่านเป็นบุตรของเจ้าแม่วัดดุสิต (บัว) ซึ่งเป็นพระนมในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นคนเฉลียวฉลาด ไหวพริบหลักแหลม ช่างสังเกต และพูดจาคมคาย ท่านมีผลงานด้านการทูตโดดเด่นหลายครั้งโดยเฉพาะครั้งที่ท่านรับตำแหน่งหัวหน้าคณะราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส จนทำให้ไทยรอดพ้นจากการคุกคามของฮอลันดา และท่านยังเป็นต้นตระกูลของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักกรีอีกด้วย

ออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ได้รับการยกย่องสรรเสริญในเรื่องความสามารถทำให้ไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ และจากบุคลิกของท่านที่เฉลียวฉลาด มีมารยาทเรียบร้อย ช่างสังเกต ช่างจดจำ พูดจาหลักแหลมคมคาย ทำให้ท่านประสบความสำเร็จในการประกาศชื่อเสียง และเกียรติคุณของประเทศชาติ จากผลงาน การเป็นหัวหน้าคณะราชทูตไทยไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรั่งเศสจนประสบผลสำเร็จของออกญาโกษาธิบดี (ปาน) ทำให้ไทยรอดพ้นจากการคุกคามของฮอลันดา

10.แม่มะลิ/ตองกีมาร์/ท้าวทองกีบม้า (รับบทโดยสุษิรา แอนจิลีน่า) ลูกครึ่งแขกเบงกอลเชื้อสายจากทางพ่อ และมีเชื้อสายญี่ปุ่น-โปรตุเกสทางแม่ เป็นผู้หญิงสวยคมขำ รูปร่างดีเพราะเผ่าพันธุ์ ในเรื่องเป็นเพื่อนสนิทการะเกด ถูกชะตากัน แต่จำใจแต่งงานกับฟอลคอนเพราะผิดหวังจากพ่อเดช สุดท้ายก็รักฟอลคอน เพราะเห็นว่าเขารักจริง แต่ในที่สุดฟอลคอนตาย และตัวเองถูกจับต้องอาญาขังคุก แต่ทำความดีในคุกจนได้เป็นข้าราชการ สุดท้ายเป็นหัวหน้าห้องเครื่องหวาน มีฝีมือทำขนมเป็นที่เลื่องลือ ตามหน้าประวัติศาสตร์ ท้าวทองกีบม้า มีตัวตนจริง มีชื่อตัวว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา (Maria Guyomar de Pinha)

แต่มักเป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ เป็นสุภาพสตรีช่วงกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภรรยาของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) มีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง “ท้าวทองกีบม้า” ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส อาทิ ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, ทองม้วน และหม้อแกง จนได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” แต่ก็มีกระแสคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไป

11.พระปีย์ (รับบทโดยธชย ประทุมวรรณ) พระราชโอรสบุญธรรมในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้รับความไว้วางใจจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นอย่างมากถึงขั้นได้ปรนนิบัติรับใช้พระองค์อย่างใกล้ชิด โดยจะทรงเรียกพระปีย์ว่า “อ้ายเตี้ย” ตามรูปลักษณ์ เป็นคนพูดจาไพเราะ โวหารดี ต่อมาถูกสมเด็จพระเพทราชาสำเร็จโทษในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วยเหตุผลทางการเมือง

12.สมเด็จเจ้าฟ้าศรีสุพรรณ กรมหลวงโยธาทิพ (รับบทโดยเจนจิรา จันทรศร) บางแห่งออกพระนามพระองค์ว่าพระราชกัลยาณี เป็นพระขนิษฐาในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีพระสิริโฉมงดงามมาก นอกจากนี้พระองค์ยังมีบทบาทอยู่มากในรัชสมัยสมเด็จพระเพทราชา เพราะได้รับการสถาปนาให้เป็นสมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายขวา แต่หลังพระเจ้าเสือขึ้นครองราชย์ พระองค์ก็เสด็จออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ใกล้กับวัดพุทไธศวรรย์ และเสด็จสวรรคตที่พระตำหนักแห่งนั้นเอง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here