ผู้บริหาร “จีนี่ เรคคอร์ด” ออกโรงแจง เคลียร์ 2 ศิลปินชื่อดัง “บิ๊กแอส-หนุ่ม กะลา” ละเมิดลิขสิทธิ์ (รายละเอียด)

0
263

“นิค” วิเชียร ฤกษ์ไพศาล ผู้บริหารค่าย “จีนี่ เรคคอร์ด” เคลียร์ 2 ศิลปินชื่อดังในสังกัด “บิ๊กแอส-หนุ่ม กะลา” ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงของค่าย “มิวสิคบั๊คส์” กลายเป็นเรื่องฮือฮาเมื่อ 2 ศิลปินชืื่อดังอย่าง “บิ๊กแอส” และ “หนุ่ม กะลา” ถูกค่ายเพลง “มิวสิคบั๊คส์” แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์เพลง “ก่อนตาย” และเพลง “ยาม”

โดยทั้งสองศิลปินได้เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ตามสถานีต่างๆ ที่ได้มีการแจ้งความไว้ ล่าสุด ได้มีโอกาสเจอ “นิค” วิเชียร ฤกษ์ไพศาล รองกรรมการผู้อำนวยการสายงานการผลิตและโปรโมชั่นเพลง และผู้บริหารค่าย “จีนี่ เรคคอร์ด” ในเครือ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ” ซึ่งเป็นต้นสังกัดของทั้งสองศิลปิน จึงถามถึงเรื่องนี้

“เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างวงกับ พาวเวอร์ เทรเซอร์ (บริษัทที่ดูแลค่ายเพลง “มิวสิคบั๊กส์”) เพียงแต่ต้องมามาดูว่าเรื่องราวตรงนี้จะลงเอยอย่างไง เราก็เหมือนกับดูอยู่ห่างๆ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เราเข้าไปข้องเกี่ยวไม่ได้ถนัด เพราะว่าเขาเป็นเรื่องวงที่ไปแสดง แล้วไปเอาเพลงของเขามาแสดง โดยความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะเดิมแกรมมี่ฯ เป็นผู้ที่ดูแล การจัดเก็บให้เขา

แต่จะมีอยู่ช่วงหนึ่ง จำกันได้ไหมที่เขามีปัญหากับลาบานูน ที่เขามาฟ้องผมด้วยซ้ำไป ซึ่งความจริงไม่เกี่ยวกับผม แต่ผมก็ยกผลประโยชน์ให้จำเลยไป โดยที่ว่าไม่อยากมีปัญหาอะไรแบบนี้ เพราะจริงๆ เขาไม่มีสิทธิมาฟ้องผมด้วยซ้ำ ส่วนตรงนี้สิ่งที่มันเกิดขึ้น ผมต้องใช้คำว่าเป็นเรื่องของความพลาด ความพลาดที่เกิดจากความไม่รู้ เพราะอย่างที่บอกว่าเดิมใช้โดยอิสระ

โดยมีตัวแม่คือตัวบริษัทคุมไว้ให้แล้ว และเกิดความคลาดเคลื่อนโดยการทำงานแล้วเขายกเลิกไม่ให้เราเป็นผู้ดูแล ในช่วงรอยต่อพอดี คือช่วงประมาณเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ศิลปินบางคนก็ทราบ บางคนก็ไม่ทราบ อย่างกรณีของหนุ่ม กะลา และบิ๊กแอส เขาไม่ทราบ เพราะคนอย่างพวกเขาถ้ารู้ก็คงไม่ทำ บิ๊กแอสอาจจะเป็นเรื่องที่สับสน เพราะว่าเพลงนั้นเป็นเพลงที่เขาแต่ง แต่หนุ่มเขาไม่รู้โดยทุกอย่าง เขาไม่รู้อะไรเลย”

ถามว่าจะต้องมีการแจ้งศิลปินในสังกัดอย่างชัดเจนไหม “จริงๆ เราก็บอกไป เพียงแต่ว่าเราคาดไม่ถึงว่าหนุ่มที่มีเพลงเยอะมาก แล้วจะไปเอาเพลงลาบานูนมาเล่น เพราะตัวหนุ่มเองเขาก็มีเพลงทั้ง 9 ชุด แต่ว่าช่วงระยะหลังที่หนุ่มกับวงลาบานูนเขาใกล้ชิดกัน เพราะว่าเป็นฮอตเวฟฯ เก่า และอีกอย่างเขาคงอยากเล่น อยากร้องเพลง และคือเขาร้องเพลงด้วยคือเพลงยาม เขาคงไม่ได้คิดอะไรมาก

เพราะถ้าเขารู้ว่ามันไม่เรียบร้อย เขาคงไม่เล่น หรือถ้าเล่นเขาคงติดต่อให้เรียบร้อย คือเรื่องนี้เรามีการแจ้งศิลปินไปแล้ว แต่อาจจะไม่ทั่วถึง” ต่อจากนี้ไปศิลปินแกรมมี่ฯ ไม่มีสิทธิ์ใช้เพลงของมิวสิคบั๊คส์ “มีสิทธิ์ ถ้าตกลงกันได้ ถ้าซื้อมา อย่างตอนคอนเสิร์ต G19 เราก็ใช้เพลง 191 ของวงลาบานูน อันนั้นมีการเจรจาติดต่อกัน เพราะยังไงต้องทำให้ถูกต้องอยู่แล้ว”

รู้สึกไหมว่าเขาจับจ้องมาที่ศิลปินค่าย “จีนี่ เรคคอร์ด” โดยเฉพาะ “อันนี้เราไม่ทราบ เพราะว่าเราไม่ใช่เขา แล้วเราไม่รู้ว่าเขาวัตถุประสงค์ยังไง แต่จริงๆ เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ได้เป็นการไปฆ่าใครตาย โดยหลักการจริงๆ แล้วเขาก็มาแจ้งศิลปินคุณละเมิดนะ คุณมาจ่ายให้เรียบร้อย แค่นั้นก็จบแล้ว” ตอนนี้เรื่องราวใหญ่โตมีการแจ้งความดำเนินคดี

“อันนี้เราไม่ทราบจริงๆ คือทั้งหมดพร้อมที่จะทำตามขั้นตอน และพร้อมจะจ่ายอยู่แล้ว ในจุดที่มันเหมาะสม ในจุดที่มันถูกต้อง ไม่มีใครอยากท้าวความ” ในส่วนของ “หนุ่ม กะลา” อาจเกิดจากความไม่รู้ แต่ในส่วนของ “บิ๊กแอส” เพลง “ก่อนตาย” ที่มีปัญหา “กบ บิ๊กแอส” เป็นคนแต่งการดำเนินการมันต่างกันยังไง “ไม่รู้ปัญหาในเรื่องนี้ บิ๊กแอสก็เดินไปรับทราบข้อกล่าวหาทุกๆ โรงพักเพื่อบอกว่าเรารับทราบ

และพร้อมจะปฏิบัติตาม ขั้นตอนต่อไปก็เป็นการขึ้นโรงขึ้นศาลไป ก็ไปให้จบที่ศาล เพราะรู้สึกว่าทางวงเขาก็พยายามที่จะคุยไกล่เกลี่ยกัน แต่รู้สึกว่าไกล่เกลี่ยไม่ได้” แกรมมี่ฯ มีการติดต่อเพื่อขอซื้อลิขสิทธิ์มาให้ศิลปินมาใช้ “อันนั้นเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะวงเขารับงานเอง เรื่องนี้บริษัทถึงไม่ได้เข้าไป ทำได้แค่คอยแนะนำและให้คำปรึกษาได้ อย่างทั้งบิ๊กแอสและหนุ่มก็มีการคุยกัน แต่เรื่องนี้มันไม่ใช่งานระหว่างค่ายเรากับค่ายเขา

คือกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของบริษัทกับบริษัท แต่สุดท้ายเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องของผลประโยชน์แหละ เขาก็อยากให้ทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอน เขาก็อยากได้รายได้ของเขาตรงนั้น ที่สำคัญคือวงเขาพร้อมจ่ายอยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหา (ถ้าจ่ายก็คือจบ) ถ้าตกลงกันได้ ถ้าก่อนหน้านี้รู้ปัญหา ก็จะมาฟ้องร้องกันไม่ได้ แต่มันคาดเคลื่อนในจุดเดียวคือเดิมเราใช้ได้มาตลอด

เพราะว่าเราคือผู้ที่ได้รับสิทธิ์จากพาวเวอร์ เทรเซอร์ ในการจัดเก็บลิขสิทธิ์ตรงนี้ เพื่อส่งคืนให้เขา หมายถึงเราเหมาจ่ายเขาแล้วก็เก็บส่งคืนให้ เราก็ได้รับสิทธิในการใช้ หนุ่มคงเข้าใจแบบนี้มาตลอด ในเคสของหนุ่มและศิลปินหลายๆ คน เพราะเดิมมันใช้ได้ เพราะว่ายังไงเราก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว” ด้วยประสบการณ์ด้านงานเพลงที่ยาวนาน บวกกับสัญชาตญาณนักปั้นของคุณนิค ทำให้ศิลปินและบทเพลงหลายๆ เพลงของค่ายเป็นที่รู้จักและฮิตติดหู

จากความสำเร็จเหล่านี้คุณนิคอาศัยทักษะเฉพาะตัวแบบสั้นๆ ง่ายๆ ที่อาจจะมีเพียง “ตัวจริง” ของวงการเท่านั้นที่ทำได้ “จริงๆ แล้วการทำธุรกิจแบบนี้ต้องมีคนทำอยู่สองอย่างคือดูให้ออก ฟังให้เป็น ดูให้รู้ว่าหมอนี่จะดัง ฟังให้ออกว่าเพลงนี้จะฮิต คนที่จะเป็นแบบนี้ต้องเป็นตัวจริง ซึ่งผมเนี่ยตัวจริง ฟังอย่างเดียวไม่เล่น ฟังอย่างเดียวไม่แต่ง ฟังแบบนักฟัง ฟังตั้งแต่เด็ก ฟังตามพี่ ฟังตามเพื่อน ฟังตามพ่อ ฟังมาเรื่อยๆ ฟังทุกชนิด

จนกระทั่งเข้าใจความรู้สึก แล้ววันนึงที่มาทำตรงนี้ก็รีวายเทปกลับไปในวันที่เราเป็นวัยรุ่น ที่เราฟังเพลงฝรั่ง เราไม่เห็นหน้าตานักร้องสักวงที่ดังๆ แต่เราเสพเพลงเขา เรารักเสียงเพลงเขา เราฮิตกับเพลงเขาได้ เราก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันน่าจะเกิดได้อีก ไม่ต้องใช้อย่างอื่นนอกจากผลงาน ถ้าของมันดีจริง ยังไงก็ดัง” ในฐานะคนทำเพลงที่ต้องทำธุรกิจซึ่งหวังผลของกำไรควบคู่ไปด้วย คุณนิคกลับเลือกที่จะใช้ศิลปะ

และความรู้สึกมากำหนดแนวทางการทำงาน มากกว่าที่จะเลือกปั้นศิลปิน สร้างผลงานเพลงเพียงเพราะว่าจะทำให้มีเม็ดเงินจำนวนมหาศาล “ศิลปะมันต้องใช้ความรู้สึก ศิลปะมันใช้ทฤษฎีไม่ได้ คุณใช้กระบาล คุณก็อาจจะพลาดได้ง่ายๆ คุณเอา หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสองมาวัดกับศิลปะไม่ได้ ถ้าเอามาวัด โอกาสที่จะเจ๊งมีเยอะบอกได้เลย เราต้องดูให้ออก ผมอาจจะดูออกหรือฟลุคหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ

แต่ผมจะมีความรู้สึกว่ามันน่าทำเท่านั้นเอง ผมไม่ได้ไปสนใจคำว่ารวย ผมไม่ได้ไปคิดแบบนั้น ผมคิดว่ามันเป็นงานที่ดี ผมจะทำงานให้ดี รวยดี หรืองานดีมันก็อยู่ฝั่งดี แต่ถ้างานไม่ดี ผมก็จะไม่ทำ ต่อให้รวยด้วยผมก็ไม่เอา และเวลาที่ผมต้องการคนร่วมงาน ผมต้องเอาคำว่าดี ผมไม่เอาขยันก่อน คนดีมันฝึกไม่ค่อยได้ เราถึงเอาคนดีไว้ก่อน ความเก่งและความขยันมันฝึกได้”

เป็นที่ทราบกันดีว่าวงการเพลงบ้านเราในปัจจุบันค่อนข้างซบเซา ช่องทางการฟังเพลงของนักฟังเพลงเปลี่ยนไป รวมไปถึงยังมีข้อจำกัด ปัญหาอุปสรรคต่างๆ มากมาย แต่เพราะสาเหตุใดจีนี่ เร็คคอร์ดยังคงแข็งแกร่ง และมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง “อันแรกคือผมต้องมีความอึด เราทนสู้กับปัญหากับอุปสรรค เรามองทุกอย่างเป็นบวก พอเรามองแบบนี้แล้วเราจะพลิกให้มันเป็นโอกาสได้ และเปลี่ยนจุดอ่อนเป็นจุดแข็งได้ เหมือนที่บางคนก็ยังด่ายูทูปอยู่

แต่มันทำให้ผมประหยัดค่ามีเดีย สมัยก่อนถ้าจำได้จะมีคิวละพันวันละเพลงต้องไปจ้างเขาเปิดเพลง หรือวิทยุเองก็ต้องไปรองอนง้อ ไปกราบให้เขาเปิดเพลง ถ้าใช้ทีวีก็ต้องเสียตังค์เยอะมาก แต่พอเป็นยูทูป เราใช้ฟรีแถมเขาจ่ายตังค์เราคืนด้วย ทำให้เงินที่ต้องใช้โปรโมทก็ประหยัดขึ้น มันอยู่ที่วิธีมองให้เป็นประโยชน์ เหมือนกับที่ผมเปิดค่าย ผมบอกว่าผมไม่มีศิลปิน ผมไม่มีโปรดิวเซอร์เลย แต่พี่บอกว่าผมมีโอกาสให้คน

คือเรามีค่ายว่างๆ ศิลปินจะได้เข้ามาได้ แต่ถ้าค่ายเราเต็มศิลปินก็ไม่เข้ามา มันอยู่ที่วิธีคิดมากกว่า ถ้าถามผมทำยังไงคือ ผมใช้วิชาอดทน ใช้ความเชื่อของเรา ผมเชื่อว่ามันน่าจะเกิดได้” สิ่งที่จะทำให้ตัวตนของคนๆ หนึ่งเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างชัดเจนไม่ใช่เสื้อเชิ้ต กางเกง เนคไท หรือรองเท้าแบรนด์เนม หากแต่เป็นทัศนคติที่อยู่ภายใน เมื่อคุณนิคเป็นผู้บริหารที่ผ่านร้อนหนาวและสร้างศิลปินมาแล้วนักต่อนัก การจะหยุดนิ่งอยู่กับแนวความคิด และวิธีการทำงานแบบเดิมๆ

จึงไม่ใช่คำตอบของผู้บริหารรุ่นเก๋าแต่หัวใจวัยรุ่น “พอเข้ายุคที่ต้องเข้าตลาดหุ้น ทุกอย่างมันก็เปลี่ยน ต้องใส่เชิ้ตผูกไท เราก็ยังใหม่บอกว่าต้องทำอย่างนี้เพราะมันเป็นอิมเมจก็ต้องทำ มีการเดินทางไปดูงาน คุยเจรจากับบริษัทบันเทิงต่างประเทศ มันก็แบบไม่ค่อยใช่เราเท่าไหร่ จนกระทั่งวันหนึ่งเราเดินผ่านกระจกบานใหญ่ในห้างสรรพสินค้า เรารู้สึกเราไม่ชอบตัวเองแบบนี้มากๆ ลุคมันเป็นนักธุรกิจ เราเบื่อ เราไม่ชอบแบบนี้ เราเผลอไปกับมัน”

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here