เปิดภาพทายาทตัวจริง ของ “ท้าวทองกีบม้า” ตามรอย “ป้ามะลิ” ผู้สืบทอดสูตรขนมไทย ที่ยังมีชีวิตอยู่ (ชมภาพ)

0
1431

แหมมม เรียกว่าเป็นละครที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมากเลยทีเดียวจ้า สำหรับละครบุพเพสันนิวาส ที่ตอนนี้เนื้อหาของละครกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ซึ่งฉากที่ถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก ก็คือฉากที่ “แม่มะลิ” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” เกี่ยวกับทายาทในการสืบทอด การทำขนมหวาน ซึ่งงานนี้ก็มีชาวเน็ตรายหนึ่งออกมาทวีตข้อความที่ระบุว่า

“เมื่อคืนก็คิดอยู่ว่าทายาทแม่มะลิ (ท้าวทองกีบม้า) ยังอยู่มั้ยนะ นี่เลย “ป้ามะลิ” ยังคงทำทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ตามตำรับที่สืบทอดกันมา #บุพเพสันนิวาส” และทางรายการเที่ยววันทันเหตุการณ์ ของช่อง 3 ก็ได้ตามรอยละครบุพเพฯ ได้เผยถึง หนึ่งในบรรดาต้นตำรับขนม ตองกีมาร์หรือท้าวทองกีบม้า คือขนมไทยของ “คุณป้ามะลิ ภาคาภร” ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดและยังเป็นเครือญาติของท้าวทองกีบม้า ปัจจุบันได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขนมไทย ต้นตำรับท้าวทองกีบม้า

เรียกได้ว่าฉากการทำขนมของ ตองกีมาร์ หรือ แม่มะลิ ในละครบุพเพสันนิวาส ทำให้น้ำลายไหล ชวนหิว เกิดอาการอยากกินขนมไทยขึ้นมาทันที ในโลกโซเชียลออนไลน์ต่างแห่โพสต์ภาพขนมฝอยทอง ทองหยิบ ทองหยอด เต็มไปหมด แถมยังบอกด้วยว่าเจ้าไหนอร่อย หรือกรรมวิธีทำเป็นอย่างไรให้ผู้ชมได้อ่านควบคู่กับการชมละครไปด้วย ล่าสุด (30 มีนาคม 2561) มีรายงานว่า หนึ่งในบรรดาต้นตำรับขนมท้าวทองกีบม้า คือ ขนมไทยของนางมะลิ ภาคาภร อายุ 75 ปี ที่ ต.เกาะเรียน อ.พระนครศรีอยุธยา

- Advertisement -

ห่างจากหมู่บ้านญี่ปุ่นและโปรตุเกส ประมาณ 1 กิโลเมตร โดยคุณป้ามะลิ ถือเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดชุมชนเครือญาติท้าวทองกีบม้า ปัจจุบันได้ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขนมไทย ต้นตำรับท้าวทองกีบม้า มีสมาชิกที่เป็นเครือญาติช่วยกันทำขนมทั้งหมด 12 คน ซึ่งการผลิตขนมยังยึดแบบเดิม ทองหยอดต้องหยอดด้วยมือ ที่จะสามารถกำหนดขนาดของทองหยอดได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ท้าวทองกีบม้า (ตองกีมาร์) นางผู้เอาชนะต่อชะตาชีวิต “เมื่อชีวิตไม่สิ้น ก็จงต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่มีคำว่าโชคร้าย ไม่มีคำว่าโชคดี แล้วจะเรียกว่าชีวิตได้อย่างไร” ตอนนี้ผู้คนทั่วแผ่นดินสยามกำลังอินกับละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ซึ่งเป็นละครที่อิงประวัติศาสตร์ชาติไทย สมัยกรุงศรีอยุธยา แผ่นดินของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งถือได้ว่าเป็นยุคทองของการค้าของกรุงศรีอยุธยาเลยก็ว่าได้

ละครเรื่องบุพเพสันนิวาสมีตัวละครที่อ้างอิงกับบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เช่น ออกญาโหราธิบดี ออกขุนศรีวิสารวาจา และ คอนสแตนติน ฟอลคอน และนางทองกีบม้า ภรรยาของคอนสแตนติน ที่เป็นชาวต่างชาติ ครั้งนี้จะขอพูดถึงเรื่องราวของ นางทองกีบม้าถูกบังคับแต่งงานและต้องทนใช้ชีวิตขมขื่นมาโดยตลอด

นางทองกีบม้า มีชื่อเต็มว่า มารีอา กูโยมาร์ เด ปิญญา เป็นที่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์ นางเป็นธิดาคนโตของฟานิก กูโยมาร์ กับ นางอูร์ซูลา ยะมะดะ บิดาของนางมีเชื้อสายโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสในเมืองกัว มารี กีมาร์ ได้สมรสกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกผู้เป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ขณะนั้นนางมีอายุได้ 16 ปี หลังการสมรส นางก็ไม่ยึดถือยศถาบรรดาศักดิ์และยังชักชวนให้สามีให้ปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในศาสนาขึ้นกว่าเดิม ชีวิตอันรุ่งโรจน์ของนางก็ดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ถูกตัดสินประหารชีวิตและริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน

วันที่ 30 พฤษภาคม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระราชโองการเรียกตราประจำตำแหน่งสามีนางคืน วันที่ 31 พฤษภาคม ริบอาวุธเอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ต่อมาได้ตีตราประตูห้องทุกห้องแล้วจัดหายามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเอาเครื่องแต่งบ้านและจินดาภรณ์ไป

นางมารีกีมาร์แอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกฝากไว้กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องนางมารีกีมาร์ฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นร้อยโทไป แต่บาทหลวงเยสุอิตกลัวว่าตัวเองจะไม่ปลอดภัยจึงไปฝากไว้กับนายพันโบช็อง เมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย ทรัพย์สินที่เหลือมีแค่หนึ่งกล่องเท่านั้น ด้วยเหตุนี้มารีกีมาร์จึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรมและความทุกข์อย่างสาหัส

ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับการคุมขัง ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เพราะผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจากนางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางอย่างแก่นาง แต่ถึงอย่างนั้นนางต้องประสบเคราะห์กรรม เมื่อหลวงสรศักดิ์ พระโอรสของสมเด็จพระเพทราชา พระเจ้าแผ่นดินใหม่ ได้หลงใหลในรูปโฉมของนาง และประสงค์ที่จะนำนางมาเป็นภริยา โดยส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจนาง แต่นางกลับปฏิเสธ

เมื่อหลวงสรศักดิ์ไม่สมดั่งใจจากรักจึงกลายเป็นเกลียดและขู่อาฆาต ในเวลาเดียวกันนั้นนางพยายามที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา แต่ก็ไม่สำเร็จ นางต้องทนทุกข์ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว อดข้าว อดน้ำ หายไปสักพักหนึ่ง จนสุดท้ายนางมารีกีมาร์เขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2249

เพื่อให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง ในปี พ.ศ. 2262-2267 หลังสิ้นราชการพระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นตามลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าฯ ให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บภูษาฉลองพระองค์

ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าก็ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต จนเป็นที่โปรดปราน ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมาย หลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้าได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด และถึงมรณกรรมในปี พ.ศ. 2265

ชีวิตคนเราก็เปรียบเหมือนดั่งสะพานมีทั้งขาขึ้นและขาลง เราต้องเข้าใจสัจธรรมของชีวิต อย่าจมปลักอยู่กับความทุกข์ อย่าหลงระเริงกับความสุขให้มากเกินไป เพราะวันพรุ่งนี้คือวันที่ไม่แน่นอน จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด และอย่ายอมแพ้และท้อถอยกับโชคชะตาชีวิต เพราะในโลกใบนี้ยังมีทางสว่าง มีทางออกให้เราเสมอ

หนึ่งในตัวละครสำคัญจากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส คงหนีไม่พ้น ‘แม่มะลิ’ หรือ ‘มารี กีมาร์ เดอ ปีนา (ตองกีมาร์)’ หรือ ‘ท้าวทองกีบม้า’ ที่ได้เข้ารับราชการในพระราชวัง ตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ดูแลอาหารหวานหลากหลายเมนู มารี กีมาร์ มีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ในตำแหน่ง “ท้าวทองกีบม้า” ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส จนได้สมญาว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย”

(แต่ก็มีกระแสคัดค้านในอีกมุมหนึ่ง บอกว่าขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปี ก่อนที่นางจะเกิดเสียอีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไป) ทำขนมต้อนรับราชทูตฝรั่งเศส ย้อนกลับมาที่เรื่องขนมไทย ว่ากันว่าท้าวทองกีบม้าเป็นต้นตำรับทำขนมไทย ประเภททองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง

ในสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เคยได้ทำอาหารเลี้ยงต้อนรับคณะราชทูตฝรั่งเศสที่มาเยือนในสมัยนั้น จนมีผู้ยกย่องว่าเป็น “ราชินีแห่งขนมไทย” ท้าวทองกีบม้า เป็นคนเคร่งศาสนา หลังการสมรส มารี กีมาร์ ก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติ ไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวนให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้นกว่าเก่า

มารี กีมาร์ หรือ ท้าวทองกีบม้า มีบุตรกับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ด้วยกัน 2 คนคือ จอร์จ ฟอลคอน กับคอนสแตนติน ฟอลคอน แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ที่นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ ช่วงชีวิตตกต่ำ แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเธอก็พลันดับวูบลงเมื่อเจ้าพระยาวิชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสินประหารชีวิต

และริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเพียงไม่กี่วัน ถูกส่งตัวเข้าวัง หลังจากที่สามีถูกประหารชีวิต ท้าวทองกีบม้าถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่างๆ ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวัง ท้าวทองกีบม้าได้ประดิษฐ์ขนมขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา

ท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงตำรับเดิมของโปรตุเกส และนำเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในสยามเข้ามาผสมผสาน ซึ่งหลักๆ ได้แก่ มะพร้าว แป้งและน้ำตาล จนทำให้เกิดขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อย พระราชวังก็ได้ให้ความชื่นชมมากและถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น ท้าวทองกีบม้า เมื่อเข้าไปรับราชการในพระราชวังได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด

โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย และเผยแพร่ไปทั่วจวบจนทุกวันนี้ ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น ได้แก่ ทองม้วน, กะหรี่ปั๊บ, ขนมหม้อแกง, ทองพลุ, ทองหยอด, ทองหยิบ, ฝอยทอง, ทองโปร่ง, สังขยา, ขนมผิง, สัมปันนี, ขนมขิง, ขนมไข่เต่า, ลูกชุบ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here