เพิ่งรู้กันเลย ! “หลวงศรียศ” เป็นบรรพบุรุษต้นตระกูล ของ “สามีดาราดัง” (รายละเอียด)

0
434

เพียงโผล่ในบุพเพสันนิวาสแค่ฉากแรก ในบท “หลวงศรียศ” หรือ “ออกญาจุฬาราชมนตรี” ซึ่งรับบทโดย “เอิร์ธ วิศววิท วงษ์วรรณลภย์” ก็ทำเอาโลกโซเชี่ยลปั่นป่วน ทั้งในทวิตเตอร์ พันทิบ ตั้งกระทู้ถามหาวาร์ปคุณหลวงกันเกรียวกราว หลวงศรียศ หรือ ออกญาจุฬาราชมนตรี ชาวไทยผู้มีเชื้อสายเปอร์เซีย เริ่มรับราชการโดยถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จนได้เป็น หลวงศรียศ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นจุฬาราชมนตรี จนถึงสมัยสมเด็จพระเพทราชา เรียกได้ว่าตอนนี้โด่งดังมากเลยจริงๆแต่ล่าสุดรู้หรือไม่ว่า หลวงศรียศ นั้นปัจจุบันมีทายาทด้วย โดยเรื่องนี้ล่าสุด “ป๊อป นิธิ” สามีนางร้ายหน้าสวย “เป้ย ปานวาด” ได้ออกมาโพสต์อธิบายถึงหลวงศรียศบรรพบุรุษต้นตระกูลว่า…..

“พึ่งรู้ว่ามีบรรพบุรุษต้นตระกูลหน้าตาดี555 เพราะละครบุพเพสันนิวาสที่ทำให้ได้กลับมาศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของบรรพบุรุษ หลวงศรียศหรือออกญาจุฬาราชมนตรี หลานของเจ้าพระยาบวรราชนายก(ต้นตระกูล) ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซียที่สืบทอดรับใช้ราชบัลลังก์และสยามประเทศตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน #เล่าประวัติศาตร์ให้ลูกฟัง#บุพเพสันนิวาส”

- Advertisement -

สัมภาษณ์เปิดใจ 2 พ่อลูก เรือเอกนิธิ และ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เกี่ยวกับเรื่องราวความรักที่กว่าจะกลายมาเป็นงานแต่งงานที่ลงตัวระหว่าง เป้ย ปานวาด กับ ผู้กองป๊อป เจอกับคุณเป้ยได้ยังไง? ผู้กองป๊อป: ผมเจอคุณปานวาดที่บ้านตัวเอง เพราะคุณปานวาดกับคุณแม่ผมเคยไปเจอกันที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และก็มีการพูดคุยกัน ต่อมาคุณแม่ก็เลยชักชวนมาทานข้าวที่บ้าน ผมก็เลยมาเจอกันตอนที่มาทานข้าวที่บ้าน

เมื่อพบเจอกันแล้วเป็นอย่างไรบ้าง? ผู้กองป๊อป: ก็รู้สึกประทับใจนะครับ ผมสนใจเขาครั้งแรกตรงที่ความแตกต่างกับบทบาทที่อยู่ในจอโทรทัศน์ ก่อนหน้านี้ผมก็มองเขาในแบบนักแสดงคนหนึ่ง พอมาเจอกันเขาก็มีลักษณะและนิสัยที่ค่อนข้างแตกต่างจากในโทรทัศน์ครับ รู้สึกชอบอะไรในตัวคุณเป้ย? ผู้กองป๊อป: ผมเป็นคนชอบใช้แววตาและอารมณ์สัมผัสนะครับ ผมมองดูเขาแล้ว เห็นว่าเขาเป็นคนที่มีจิตใจดีด้วยแววตา การพูดจา การแสดงออก

เดินหน้าจีบคุณเป้ยยังไง? ผู้กองป๊อป: หลังจากที่เจอกันครั้งแรก เวลาไปทานอาหารกับเพื่อนๆ พวกเขาก็จะช่วยสนับสนุนนิดหน่อย ก็มีโอกาสนัดมาทานอาหารกัน ต่อมาก็ได้แลกเบอร์โทรศัพท์ เริ่มโทรคุยกันครับ (หัวเราะเขินๆ) ข่าวบอกว่า คบเร็ว-แต่งงานเร็ว คิดยังไงบ้าง? ผู้กองป๊อป: จริงๆ ก็คบกันเกือบปีแล้วครับ ประมาณ 8-9 เดือนครับ (อะไรทำให้ตัดสินใจแต่งงานกัน?)

จริงๆ เวลาก็ไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่องนะครับ ส่วนตัวผมเองเป็นคนค่อนข้างให้ความสำคัญกับความรู้สึกตัวเองและการใช้ชีวิตร่วมกันกับคนอื่นค่อนข้างเยอะ ถ้าอยู่กันคนนั้นแล้วรู้สึกว่าใช่ อยู่ด้วยแล้วสบายใจ ก็ไม่จำเป็นต้องคบกันนานครับ อีกส่วนหนึ่งก็ที่ตัวคุณเป้ยเอง เพราะระหว่างที่เราคบหากัน เราเป็นตัวของตัวเองค่อนข้างมาก ทำให้เราได้เรียนรู้ถึงนิสัยที่แท้จริงของกันและกันอย่างรวดเร็ว

เห็นบอกว่ามีเพื่อนๆ เริ่มแซวให้แต่งงาน? ผู้กองป๊อป: คือกลุ่มเพื่อนๆ ผมก็จะแต่งงานมีชีวิตคู่กันเยอะแล้วครับ มีลูกโตกันแล้ว พวกเขาก็จะแซวว่า ถ้ายังรักสนุกอยู่แบบนี้ ไม่คิดจริงจังกับชีวิต การเริ่มต้นชีวิตครอบครัวมันคงจะไม่เกิดขึ้นสักที ก็เลยกลับมาคิดว่าตัวเองก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้ว ถ้ามันมีช่วงเวลาที่เหมาะสมก็คว้าโอกาสนั้นมาครับ

เล่าช่วงเวลาที่ไปขอคุณเป้ยแต่งงานหน่อย? ผู้กองป๊อป: (เขิน) ค่อนข้างธรรมดาครับ ไปทานอาหารคุยกันตามปกติ ผมก็พูดขอขึ้นมา ไม่ได้โรแมนติกอะไร แต่ก็รู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับทั้งคู่ครับ อาจเป็นเพราะเป็นทหารด้วย อยากจะคุกเข่าของแต่งงานแต่เขิน ก็เลยขอแต่งงานไปแบบตรงๆ ชัดเจนเลย (แล้ววินาทีนั้นคุณเป้ยเป็นยังไง?) เขาก็นิ่งไปสักพักหนึ่ง ใช้เวลาพอสมควร คือผมมองแววตาเขาก็รู้คำตอบแล้ว

แต่คุณเป้ยอาจจะช็อกไปกับคำขอแต่งงานของผม แต่เขาก็ตอบกลับมาตรงๆ ครับ ท่านพบกับคุณเป้ยเมื่อไหร่? พลเอกสนธิ: ก็พบกันช่วงหลังๆ ครับ เพราะผมเป็นคนอยู่บ้านน้อย ทำงานเช้ากับมืด ก็เลยมีโอกาสเจอกันน้อย แต่ตอนพบเจอกันก็เห็นคุณเป้ยน่ารักครับ เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง อันนี้เป็นสิ่งสำคัญในคนยุคปัจจุบัน ส่วนเรื่องลูกจะชอบพอใคร ก็ถ้าเห็นดีเห็นงามกันก็คงโอเคครับ

ท่านถูกใจลูกสะใภ้คนนี้ตรงไหน? พลเอกสนธิ: เคยคุยกับคุณเป้ยตอนทานอาหารกัน ปกติคนที่เข้ามาคุยกับผมจะกลัวนะ แต่คุณเป้ยมีความมั่นใจเข้ามาคุยกันก็โอเค เราก็คิดว่าเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ก็ยอมรับครับ ท่านคิดยังไงกับการคบหาและแต่งงานกันเร็ว? พลเอกสนธิ: คือสมัยก่อนจะหนักกว่านี้อีกครับ คนไม่เคยเจอหน้ากันยังต้องมาแต่งงานกันเลย ทำให้ผมคิดว่าจะช้าหรือเร็วก็ไม่สำคัญหรอกครับ ผมว่าช่วงจุดเริ่มต้นของความรักเป็นช่วงเวลาที่จริงจังและมีความแข็งแกร่งในตัวของมันเอง

เปิดตัวอย่างเท่! ‘เอิร์ธ วิศววิท’ หรือ ‘หลวงศรียศ’ ในละครสุดฮิต ‘บุพเพสันนิวาส’ ฉากเดียว ทำเอาเหล่าโซเชียลแชร์กันเพียบ!(ชมภาพ)

เปิดตัวมาอย่างเท่ ฉากเดียวก็ทำเหล่าออเจ้าทั้งหลายตะลึง หลวงศรียศ ในละครสุดฮิต บุพเพสันนิวาส โลกโซเชี่ยลแห่แชร์ภาพ โดยผู้รับบท หลวงศรียศ คือ เอิร์ธ วิศววิท นักแสดงหนุ่มหล่อจากค่ายบรอดคาสต์ของผู้จัดหน่อง เคยรับบทสมทบ อาทิ บางระจัน , บ่วงบรรจถรณ์ ดีกรีเคยประกวดเวที Men Health ปี 2013 และแล้วก็ได้ฤกษ์ปรากฏตัวซะที สำหรับ “ออกหลวงศรียศ” ชายผู้เป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยเหลือ แม่นายการะเกด

จากเหล่า”เจ๊กคุมซ่อง” แห่งโรงรับชำเราบุรุษ ตลาดจีนน้อย ที่ซึ่งแม่นายท่าน นางอาจหาญแอบหนีไปเที่ยวจนโดนหวิดแส้”นังปริก”!! และเพียงชั่ว5บาทที่ คุณหลวงท่าน ปรากฏตัวก็พาให้หัวใจสาวๆชาวกรุงศรีฯหวั่นไหว ละลายเป็นขี้ผึ้ง!! ถามไถ่กันจ้าละหวั่นว่า”ออท่าน”คือผู้ใดกัน  “ออกหลวงศรียศ” มีชื่อจริงว่า เอิร์ธ วิศววิท วงษ์วรรณลภย์ เป็นนักแสดงในสังกัดวิก 3 พระรามสี่

ก่อนหน้านี้เคยผ่านงานละครมาแล้วใน บ่วงบรรจถรณ์ ที่เพิ่งลาจอไปไม่นานนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆก็เช่น บางระจัน, กำไลมาศ, บริษัทรักอุตลุด ตอนกามเทพจำแลง และกำลังจะมีผลงาน แรงเงา 2 เป็นหนุ่มรักกีฬาชอบเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ รวมถึงออกกำลังที่ฟิตเนสสม่ำเสมอ และเจ้าตัวก็โดดเด่นทั้งหน้าตาและรูปร่าง สามารถเข้าไปถึงรอบ 10 คนสุดท้ายในการประกวด ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ให้เจ้าตัวเป็นที่รู้จักและเข้ารับงานในวงการ

ความเท่ห์อีกอย่างหนึ่งของหนุ่ม “เอิร์ธ” คือเจ้าตัวชื่นชอบและอยู่ในแวดวงรถหรู และยังเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เขากำลังดูแลอยู่ เรียกว่าทำเอาสาวๆ อยากผันตัวไปเป็นตุ๊กตาหน้ารถเคียงข้างกันเลยทีเดียว  หนุ่ม “เอิร์ธ” เผยว่า ส่วนของร่างกายที่เจ้าตัวชอบที่สุดคือหน้าอก เพราะมองว่าผู้ชายที่มีหน้าอกแล้วดูเข้มแข็ง เท่ห์ แมน แต่แม้เจ้าตัวจะเป็นหนุ่มล่ำๆ เจ้าตัวก็มีจิตใจอ่อนโยน และรักสัตว์ เมื่อส่องในอินสตาแกรมของหนุ่มคนนี้จะพบว่ามีแมวตัวโปรด ชื่อเจ้า “จุงเบย” ร่วมเฟรมหลายภาพที่เดียว

อีกสิ่งหนึ่งที่สงสัยกันทั้งโซเชียล! เผยสาเหตุที่ แม่หญิงจันทร์วาดได้เข้าร่วมการอวยยศ? เป็นฉากที่พระเอกนั้นต้องเข้าวังรับราชการและได้รับการอวยยศโดยมีแต่ผู้ชายเท่านั้น ปรากฏว่าในฉากกับพบว่าแม่จันทร์วาดก็อยู่ในการอวยยศ ซึ่งผู้ใช้ทวิตเตอร์คุณ kwanchanokky เผยไว้ว่าเหตุที่แม่หญิงจันทร์วาดได้เข้าร่วมการอวยยศด้วยคือ – เป็นลูกของโกษาเหล็ก แม่ของท่านเป็นยายของจันทร์วาดเป็นแม่นมพระนารายณ์

พูดง่ายๆลูกเพื่อนขุนหลวง-นางเปรียบดั่งสตรีชนชั้นสูง อารมณ์แบบลูกขุนนาง + นางในถวายงาน + คนสนิทพระขนิษฐา – ไฮโซสตรีสมัยนั้น ฯลฯ เปิดภาพ แม่หญิงจันทร์วาด เสียตัว! จ้องกันไปมา ขุนเรืองติดกับจนได้!!แม้จะอกหักเพราะคุณพี่ต้องเตรียมออกเรือนกับแม่หญิงการะเกดแล้ว แต่งานนี้อีกคู่ก็แซ่บไม่แพ้กันนะจ๊ะ เพราะ แม่หญิงจันทร์วาด และ ขุนเรือง ก็ได้โล้สำเภาจนได้มีลูกสาวมา 1 คน!

แหมๆ เพลย์บอยอโยธยา สุดท้ายก็แพ้ความชม้อยชายตาของ แม่หญิงจันทร์วาด จนได้.. นี่ขนาดแค่ภาพตัวอย่าง ยังกอดกันได้ดูหวานขนาดนี้ ถ้าดูเต็มๆสาวๆคงต้องมีตาร้อนกันบ้าง ช็อตนี้เด็ด! คุณหญิงจำปา ออกโรงป้อง แม่หญิงการะเกด งานนี้มียิ้มกริ่ม! เป็นอีกหนึ่งช็อตที่แฟนละครประทับใจ ในละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ผ่านมาแล้วหลายตอนเชื่อว่าหลายๆ คนคงจะแบ่งทีมระหว่าง แม่นายการะเกด และแม่ปริก

ทาสรับใช้คนสนิทของคุณหญิงจำปา ที่นับวันยิ่งทวีความร้ายขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดหลังจากที่คุณหญิงกลับมาจากเมืองละโว้ แม่ปริกก็รีบมาใส่ความ ถึงแม่การะเกด ในเรื่องแย่งหน้าที่ใส่บาตร แต่งานนี้คุณหญิงกลับไม่เข้าข้างแถมยังบอกด้วยว่า “แค่นี้ก็เห็นแล้วว่าเองหาเรื่องแม่การะเกด เขาเป็นหลานท่านออกญา เองกีดกันไม่ให้เขาทำบุญ เองเป็นแค่บ่าวลืมตนรึไง” งานนี้ทีมแม่นายการะเกดถึงกับยิ้มรอเลย เพราะอีกไม่นานเราคงจะได้เห็นช็อต แม่สามีกับลูกสะใภ้แท็กทีมแก้แค้นแม่ปริกแน่นอน

แอบส่อง!! นิยายของรอมแพง คนแต่งเรื่องบุพเพสันนิวาส ฮาโหลลลลลลลล สาวๆ เมื่อวานได้ดูละครเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” กันไหมเอ่ย? บอกเลยว่าใครไม่ได้ดูเชยมาก เพราะมันคือละครที่ดังที่สุดตอนนี้! ทั้งความน่ารักของเบลล่าที่แสดงได้ขำโดนใจสุดๆ นี้ยังไม่นับความหล่อของพี่โป๊ปที่ทำให้เราอยากโดน “มนตร์กฤษณะกาลี” เพื่อไปหา “คุณพี่” แอร๊ยยยยย บอกเลยว่าเจ๊ติดละครหนักมาก

แต่สาวๆ รู้ไหมว่าละครเรื่องนี้เคยเป็นนิยายมาก่อนนะคะ!!โดยนิยายเรื่องนี้ผู้แต่งก็คือ “รอมแพง” นั้นเอง บอกเลยว่าก็ไม่ได้แค่นิยายเรื่องนี้นะคะโด่งดัง และถูกนำมาทำเป็นละครใครอยากรู้แล้วว่ามีเรื่องอะไรบ้างเรามาตามดูกันเลยค่ะประวัติรอมแพง ก่อนอื่นเลยเรามาทำความรู้จักคนที่แต่งนิยายสนุกๆ นี้กันก่อนดีกว่า ชื่อ “รอมแพง” นั้นเป็นนามปากกาของ จันทร์ยวีร์ สมปรีดา

มีที่มาจากชื่อนางเอกเรื่อง “เวียงกุมกาม” ของนักแต่งนิยายคนดัง “ทมยันตี” ชื่อนี้เป็นภาษาล้านนาโบราณ แปลว่า “ผู้เป็นที่รัก หรือหญิงผู้เป็นที่รัก” หูยยยยย ขนาดนามปากกายังมีความหมายโดนใจสุดๆ “รอมแพง” สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรเอกประวัติศาสตร์ศิลปะ โทภาษาไทย เริ่มเขียนหนังสือประมาณปี 2549 และได้รวมเล่มในปีถัดมา

คงเป็นเพราะ “รอมแพง” เคยเป็นนักศึกษาคณะโบราณคดี นิยายส่วนใหญ่ของเธอจึงมักเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ผลงานของรอมแพง นอกจากนิยายเรื่องบุพเพสันนิวาสแล้วรอมแพงก็ยังมีนิยายสนุกๆ น่าอ่านอีกเยอะมากกก ซึ่งถ้าใครอยากรู้ว่ามีเรื่องอะไรบ้างก็ลองไปดูกันได้เลย แต่แอบกระซิบว่าสนุกและน่าติดตามมาก ตัวเราเองก็ติดตามผลงานของเขาอยู่ก็เลยจะขอรีวิวเบาๆ ให้ฟังด้วย

ดาวเกี้ยวเดือน ชื่อเรื่องคุ้นๆ กันไหมเอ่ย? ใช่แล้วค่ะ เรื่อง “ดาวเกี้ยวเดือน” นี้ถูกทำเป็นละครของช่อง 3 ในปี 2556 แสดงนำโดย เจนนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณ์และ อั้ม-อธิชาติ นั้นเองค่ะ บอกเลยว่าฮามาก โดยเป็นนิยายเล่มแรกของรอมแพงที่เราได้อ่านค่ะ ซึ่งด้วยความดีงามนี้เองที่ทำให้เราติดใจและติดตามผลงานเรืื่องต่อๆ มา เรื่องย่อ เป็นเรื่องราวของ “ประกายดาว” ช่างภาพสาวสวยที่อยากมีลูกแต่ไม่อยากมีสามี

ปฏิบัติการตามล่าหาสเปิร์มจึงเริ่มขึ้น แต่แหมจะให้พ่อของลูกเป็นคนธรรมดาก็ใช่ที่ เป้าหมายสเปิร์มพี่่คู่ควรก็คือ มรว.จันทรภานุ หรือคุณชายจันทร์ ไฮโซแถวหน้านั่นเองค่ะ นางเอกจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อจะเข้าถึงพ่อเอกนั้นเอง บอกเลยว่าเรื่องนี้ตลกมาก แม้เนื้อเรื่องจะไม่ค่อยซับซ้อนมากนัก แต่เนื้อเรื่องก็สนุก อ่านได้เพลินๆ อ่านไปขำไป ส่วนตัวเราชอบที่นิยายของรอมแพงมักจะแสดงถึงความเป็นเฟมินิส

โดยเรื่องนี้ทางช่อง 7 เขาก็นำมาสร้างเป็นละครเมื่อปีที่แล้วนั่นเอง แม้เรื่องย่อจะดูมีความน่ากลัว แต่จะบอกว่าในบรรดานิยายของรอมแพงเราชอบนิยายเรื่องนี้เป็นอันดับ 2 รองจากเรื่อง “บุพเพสันนิวาส” เป็นเรื่องที่พูดถึงเรื่องความรักที่เคยพลัดพรากกันตั้งแต่่อดีต ชอบความกุ๊กกิ๊กของพระเอกและนางเอกมาก อ่านแล้วมีความฟิน จิกหมอน ใครชอบบุพเพสันนิวาสนิยายเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่แนะนำ

ต้องแอบสารภาพว่าเรายังไม่ได้อ่านเรื่องนี้เลย แต่ใครๆ ก็บอกว่าเรื่องนี้สนุกมาก มีความแฟนตาซีนิดๆ เรื่องราวจะอยู่ในป่าหิมพานต์และบนสวรรค์ เป็นเรื่องราวความแค้นระหว่างสองพี่น้องครุฑกับนาค และคำพรที่เปรียบเสมือนคำสาป หูย…แค่อ่านเรื่องย่อก็มีความน่าอ่าน เดี๋ยวขอไปอ่านก่อนนะคะ แล้วจะมารีวิวให้ฟังใหม่ นิยายแต่ละเรื่องน่าอ่านไหมเอ่ย ผลงานของคุณรอมแพงยังไม่หมดเพียงเท่านี้

ยังมีอีกหลายเรื่องเช่น พรายพรหม, พรายพยากรณ์, พรายเนตรทิพย์, โภคีธรา เและอื่นๆ อีกเยอะมาก นี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น ซึ่งถ้าใครอยากจะอัปเดทผลงานของรอมแพงก็ไปตามกันได้ที่ Facebook page ตามลิงก์ด้านล่างนี้เลย ก่อนจะไปขอแอบกระซิบว่า “บุพเพสันนิวาส” เขาจะมีภาค 2 แล้วนะคะ ใครอยากอ่านก็ต้องอดใจรอสักหน่อยเพราะตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเขียนอยู่เลย ภายใน 5 ปี อดใจรอกันหน่อย

งานสร้าง บุพเพสันนิวาส เป็นละครแนวรักตลกที่อิงประวัติศาสตร์ ช่วงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ สร้างจากบทประพันธ์ของรอมแพง ที่ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2552สร้างโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ผู้สร้างละครเห็นว่า นวนิยาย เนื้อเรื่องโดดเด่น สนุกสนาน ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างยุค ยังมีเรื่องรักโรแมนติก บวกกับการได้เจอประวัติศาสตร์มีชีวิต ผ่านการใช้ชีวิตกับบุคคลในประวัติศาสตร์ยุคนั้น

และยังได้เปิดลงโหวตว่า อยากให้นำนวนิยายเรื่องใดมาสร้างเป็นละคร ผลปรากฎว่าเรื่องนี้เป็นอันดับหนึ่ง จากนั้นได้ผู้เขียนบทคือ ศัลยาหรือศัลยา สุขะนิวัตติ์ ที่เคยเขียนบทละครดังอาทิ ลูกตาลลอยแก้ว, คู่กรรม, ดอกส้มสีทอง, ดอกโศก, แค้นเสน่หา, ภาพอาถรรพณ์ และ ทรายสีเพลิง นอกจากนั้นยังเคยเขียนบทละครย้อนยุคอย่าง รัตนโกสินทร์ และ สายโลหิต ศัลยาออกปากว่าเป็นบทที่ยากมาก

เพราะถึงจะมีโครงบทประพันธ์ แต่ผู้เขียนบทต้องไปศึกษาประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเกร็ดประวัติศาสตร์ต่างๆ ทั้งบทสนทนา ทำให้ละครมีเนื้อเรื่องที่ยาวกว่าหนังสือเสียอีก โดยศัลยาใช้เวลาเขียนบทละครนาน 2 ปีและใช้เวลาถ่ายทำนาน 2 บรอดคาซท์เลือกผู้กำกับการแสดงคือ ภวัต พนังคศิริ เพราะเห็นว่ากำกับละครได้หลายแนว และยังเคยทำละครย้อนยุคอย่าง บ่วง ภวัตมีความละเอียดในการถ่ายทำ

ซึ่งเหมาะกับ บุพเพสันนิวาส ที่มีรายละเอียดปลีกย่อยรายล้อมมากมาย สำหรับการคัดเลือกนักแสดงนั้น การเลือกธนวรรธน์ วรรธนะภูติ มาเป็น หมื่นสุนทรเทวา เพราะเห็นว่า มีบุคลิกดูอบอุ่นเข้ากับบุคลิกพระเอก ขณะที่ราณี แคมเปน มารับบทเกศสุรางค์และแม่หญิงการะเกด เพราะมองว่าน่าจะเล่นบทบาทเป็นหลายคน หลายบุคลิกได้ แต่ก่อนหน้านั้น บทนี้เคยวางตัวให้อารยา เอ ฮาร์เก็ต เป็นผู้แสด

ในการเนรมิตฉากต่างๆ ในสมัยอยุธยา มีการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างหนัก ทำเป็นสตอรีบอร์ดก่อนถ่ายทำ โดยสถานที่ถ่ายทำที่มีอยู่จริง เช่น กำแพงเมือง หรือวัดไชยวัฒนาราม ก็เก่าแก่ ต้องทำขึ้นใหม่ให้เหมือนบทประพันธ์ ส่วนฉากที่ไม่หลงเหลือแล้ว ก็สร้างขึ้นมาใหม่ด้วยเทคนิคการสร้างภาพ รวมถึงอุปกรณ์ประกอบฉากที่ต้องสวยและถูกต้องตามประวัติศาสตร์ ตัวอย่างเช่น เรือนไทยที่เป็นฉากหลักก็ดูหรูหรา

เหมาะกับตำแหน่งของครอบครัวพระเอก มีข้าวของ ตามแบบยุคอยุธยาวางอยู่ นอกจากนั้น ในฉากที่สะท้อนวัฒนธรรม เช่น ฉากการทำขนมหวาน ก็เชิญอาจารย์ที่เชี่ยวชาญการทำขนมไทยโบราณมาทำให้ หรือฉากคุณหญิงจำปาสอนการเรือนการะเกด ก็ได้เห็นผักแกะสลักอลังการ นอกจากนั้นยังมีฉากที่ลงทุนแรงงานสร้างอย่างมากเช่น ฉากตลาดจีน ที่สร้างทั้งตลาดขึ้นมาเพื่อการถ่ายทำจริงฉากเดียว

ใช้เวลาถ่ายในสตูดิโอ 2 วัน แต่ออกมาเพียง 2 นาที รวมถึงฉากท้องพระโรงที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงรับพระราชสาส์นจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศส ที่ทางค่ายตั้งใจ สร้างออกมาให้สวยเหมือนภาพในหนังสือประวัติศาสตร์ที่เรียนกัน สถานที่ถ่ายทำในเรื่องฉากอื่น เช่น เมืองโบราณ ฉากในเรือ พายเรือ อยุธยา กาญจนบุรี มีการสร้างท่าน้ำขึ้นมาใหม่ในช่อง 3 หนองแขม ส่วนเครื่องแต่งกายตัวละคร

ออกแบบใหม่หมดตั้งแต่สี ลายผ้า เครื่องประดับจนถึงหัวเข็มขัด ตามบุคลิกตัวละครและตามยศศักดิ์ผู้หญิงใส่สไบ ใส่เครื่องทอง มีทั้งโจงกระเบน เสื้อคอตั้ง เสื้อแขนกระบอก การแต่งกายในวาระต่างๆ ด้วย มีการออกแบบลายผ้าขึ้นมาใหม่ และชุดแต่งงานเครื่องทอง นอกจากนี้ ทรงผมแต่ละคนก็อ้างอิงจากทรงผมจริงสมัยอยุธยา ดนตรีประกอบมีทั้งขลุ่ย ซออู้ ขิม ซึ่งได้ผู้เล่นดนตรีไทยฝีมือระดับครูมาทำดนตรีประกอบให้

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here