กรมการขนส่งทางบก เปิดอบรม ‘สอบใบขับขี่วันเสาร์-อาทิตย์ฟรี’ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รุ่นต่อไปอบรมวันที่ 24-25 มีนาคมนี้! (รายละเอียด)

0
1488
กรมการขนส่งทางบก เปิดอบรม ‘สอบใบขับขี่วันเสาร์-อาทิตย์ฟรี’ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รุ่นต่อไปอบรมวันที่ 24-25 มีนาคมนี้! (รายละเอียด)

กรมการขนส่งทางบก เพิ่มทางเลือก แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์นอกเวลาราชการ จับมือภาคเอกชน จัดอบรมเสริมความรู้ก่อนขอรับใบอนุญาตขับรถในวันเสาร์และอาทิตย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นประจำทุกเดือน รุ่นต่อไปอบรมวันที่ 24-25 มีนาคมนี้ นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า กรมการขนส่งทางบก ตระหนักถึงภารกิจในการเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

โดยเฉพาะการปลูกจิตสำนึกการขับขี่ที่ปลอดภัย และวินัยจราจรเพื่อผลิตนักขับรถที่มีคุณภาพสู่ท้องถนน ทั้งนี้ได้ร่วมกับภาคเอกชนจัดโครงการอบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ ในวันเสาร์และอาทิตย์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการสมัครและอบรม โดยผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับใบอนุญาตขับรถภายใต้การควบคุมกำกับดูแลการอบรมทดสอบให้เป็นไปตามมาตรฐานและระเบียบเดียวกับการขอรับใบอนุญาตขับรถในวันเวลาราชการ

- Advertisement -

ซึ่งในวันเสาร์จะได้รับการอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ 5 ชั่วโมง ด้านกฎหมายจราจร มารยาทและเทคนิคในการขับขี่อย่างปลอดภัย การปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดอุบัติเหตุตามหลักสูตรอบรม ก่อนเข้ารับการทดสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) และทดสอบขับรถในสนามทดสอบในวันอาทิตย์ ทั้งนี้ในเดือนมีนาคม จัดอบรมวันที่ 24-25 มีนาคม 2561 ร่วมกับ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด

โทร.0-2129-7426 รุ่นต่อไปอบรม วันที่ 28-29 เมษายน 2561 ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โทร.0-2537-1655 และวันที่ 5-6 พฤษภาคม 2561 ร่วมกับ บริษัท บริดจสโตน เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โทร.0-2636-1505 ถึง 32 ต่อ 3295 ผู้สนใจศึกษารายละเอียดและตารางอบรมเพิ่มเติม และสมัครได้ที่ส่วนใบอนุญาตขับรถ อาคาร 4 ชั้น 2 กรมการขนส่งทางบก

โทร. 0-2271-8888 ต่อ 4202-3 หรือภาคเอกชนที่จัดอบรมในรุ่นนั้นๆ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น กรมการขนส่งทางบกยังได้ทำความตกลงกับสถาบันการศึกษาของรัฐเพื่อทำหน้าที่อบรมภาคทฤษฎีในหลักสูตรเดียวกันกับกรมการขนส่งทางบก โดยผู้ผ่านการอบรมกับสถาบันการศึกษาของรัฐสามารถนำใบรับรองมาแสดงเป็นหลักฐาน

เพื่อขอเข้ารับการทดสอบสมรรถภาพ ทางร่างกาย ทดสอบข้อเขียน (E-exam) และทดสอบขับรถ โดยขณะนี้ ในกรุงเทพฯ มีสถาบันที่เปิดอบรมหลักสูตรดังกล่าว เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โทร.0-2470-9630-4, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โทร.0-2613-3820-25, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต โทร.0-2241-6543-6,มหาวิทยาลัยรามคำแหง โทร.0-2397-6308,มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โทร. 0 2160 1312

วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก กรุงเทพมหานคร โทร. 08 7917 1347เป็นต้น ส่วนภูมิภาคสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด นอกจากนี้ประชาชนยังสามารถเลือกเรียน และอบรมกับโรงเรียนสอนขับรถเอกชนที่ผ่านการรับรองจากกรมการขนส่งทางบก ตามหลักสูตรที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ทั้งหมดนี้ กรมการขนส่งทางบกมุ่งเน้นให้ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถมีความรู้ ในการขับขี่อย่างปลอดภัยเพื่อช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

กฎจราจรที่ควรรู้ กฎหมายจราจรที่ใช้เป็นหลักในประเทศไทยก็คือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2535 เหตุผลหลักง่ายๆ ที่ต้องมีกฎหมายจราจรมาใช้บังคับก็เพื่อให้เกิดความสะดวก(รถไม่ติดขัด) และปลอดภัย(ไม่เกิดอุบัติเหตุ) นั่นเอง 1.เขตปลอดภัย หมายความว่า พื้นที่ในทางเดินรถที่มีเครื่องหมายแสดงให้เห็นได้ชัดเจนทุกเวลา สำหรับให้คนเดินเท้าที่ข้ามทางหยุดรอ

หรือให้คนที่ขึ้นหรือลงรถหยุดรอก่อนจะข้ามทางต่อไป เช่น บริเวณที่ทาสีขาวกลางถนน หรือที่เรียกว่าเกาะสมมุติ เป็นต้น 2.ที่คับขัน หมายความว่า ทางที่มีการจราจรพลุกพล่านหรือมีสิ่งกีดขวางหรือในที่ซึ่งมองเห็นหรือทราบได้ล่วงหน้า ว่าอาจเกิดอันตราย หรือความเสียหายแก่รถหรือคนได้ง่าย 3.เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีแดง จะต้องปฏิบัติอย่างไร ให้ผู้ขับขี่หยุดรถหลังเส้นให้รถหยุด (เส้นที่ขีดขวางถนน)

เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจร แล้วให้ขับรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง 4.เมื่อผู้ขบขี่พบสัญญาณไฟกระพริบสีเหลือง จะต้องปฏิบัติอย่างไร ให้ผู้ขับขี่ลดความเร็วของรถลงและขับผ่านทางเดินรถนั้นไปด้วยความระมัดระวัง 5.สัญญาณจราจรไฟสีแดงที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ หมายถึง ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้ 6.สัญญาณจราจรไฟสีเขียว

ที่ทำเป็นรูปกากบาทเฉียงอยู่เหนือช่องทางเดินรถ หมายถึง ห้ามผู้ขับขี่ขับรถในช่องทางเดินรถนั้นได้ 7.เครื่องหมาย stopหมายความว่า เครื่องหมาย “หยุด” หมายความว่า รถทุกชนิดต้องหยุดให้รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน เมื่อเห็นว่าปลอดภัย และไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้วเคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง  8.เครื่องหมาย give-way หมายความว่า เครื่องหมาย “ให้ทาง” หมายความว่า รถทุกชนิดต้องระมัดระวังและให้ทางแก่รถและคนเดินเท้าในทางขวางหน้าผ่านไปก่อน

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยและไม่เป็นการกีดขวางการจราจรที่บริเวณทางแยกนั้นแล้ว จึงให้เคลื่อนรถต่อไปด้วยความระมัดระวัง 9.เครื่องหมาย keep-left หมายความว่า เครื่องหมาย “ให้ชิดซ้าย” หมายความว่า ให้ขับรถไปทางด้านซ้ายของเครื่องหมาย 10.เครื่องหมาย cc หมายความว่า เครื่องหมาย “วงเวียน” หมายความว่า ให้รถทุกชนิดเดินวนทางซ้ายของวงเวียน และรถที่เริ่มจะเข้าสู่ทางร่วมบริเวณ

วงเวียนต้องหยุดให้สิทธิแก่รถที่แล่นอยู่ในรอบวงเวียนผ่านไปก่อน ห้ามขับรถหรือตัดหน้ารถที่อยู่ในเขตทางรอบบริเวณวงเวียน 11.เครื่องหมาย no-uturn หมายความว่า เครื่องหมาย “ห้ามกลับรถ” หมายความว่า ห้ามมิให้กลับรถไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ ในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย 12.เครื่องหมาย dont-turn-leftหมายความว่า เครื่องหมาย “ห้ามแลี้ยวซ้าย” หมายความว่า ห้ามมิให้เลี้ยวรถไปทางซ้าย

13.เครื่องหมาย nopark หมายความว่า เครื่องหมาย “ห้ามจอดรถ” หมายความว่า ห้ามจอดรถทุกชนิดในเขตทางที่ติดตั้งเครื่องหมาย 14.เครื่องหมาย luneหมายความว่า เครื่องหมาย “ทางลื่น” หมายความว่า ทางข้างหน้าลื่นอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ให้ขับรถให้ช้าลงให้มาก และระมัดระวังการลื่นไถล อย่าใช้ห้ามล้อโดยแรงและทันที การหยุดรถ การเบารถ หรือเลี้ยวรถ ในทางลื่นต้องกระทำด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ

15.เครื่องหมายfire-red หมายความว่า เครื่องหมาย “สัญญาณไฟจราจร” หมายความว่า ทางข้างหน้ามีสัญญาณไฟจราจรติดตั้งอยู่ ให้ผู้ขับขี่รถเตรียมพร้อมที่จะหยุดรถได้ทันที 16.เครื่องหมาย cuve-left หมายความว่าเครื่องหมาย “ทางโค้งซ้าย” หมายความว่า ทางข้างหน้าโค้งไปทางซ้าย ให้ขับรถให้ช้าลงพอมสมควร และเดินรถชิดด้านซ้ายด้วยความระมัดระวัง 17.เครื่องหมาย tain หมายความว่า

เครื่องหมาย “ทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง” หมายความว่า ให้ขับรถให้ช้าลงให้มากและสังเกตดูรถไฟทั้งขวาและทางซ้าย ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอคอยจนกว่ารถไฟนั้นผ่านพ้นไป และปลอดภัยแล้วจึงเคลื่อนรถต่อไปได้ ห้ามมิให้ขับรถตัดหน้ารถไฟในระยะที่อาจจะเกิดอันตรายได้เป็นอันขาด 18.รถลักษณะใดที่ห้ามนำมาใช้ในทาง

1.รถที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรง มีส่วนควบอุปกรณ์ไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจเกิดอันตราย หรือเสื่อมเสียสุขภาพอนามัยแก่ผู้ใช้รถ คนโดยสารหรือประชาชน เช่น รถที่มีโคมไฟหน้าหรือโคมท้ายชำรุด รถที่มีเครื่องห้ามล้อชำรุด รถที่มีเสียงดังเกิน 85เดซิเบล เอ รถที่มีควันดำเกินเกณฑ์ที่ทางราชการกำหนด รถที่ไม่มีกระจกด้านหน้า เป็นต้น 2. รถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน (ไม่ว่าจะ 1 หรือ 2 แผ่นป้าย)

ไม่ติดเครื่องหมายแสดงการเสียภาษี หรือเครื่องหมายอื่นๆ ที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรถกำหนด 3. รถที่มีเสียงอื้อึงหรือมีสิ่งลากถูไปบนทางเดินรถ 4. รถที่มีล้อหรือส่วนที่สัมผัสกับผิวทางที่ไม่ใช่ยาง ยกเว้น รถที่ใช้ในราชการสงคราม หรือรถที่ใช้ในราชการตำรวจ 5. รถที่มีเสียงแตรได้ยินในระยะไม่น้อยกว่า 60 เมตร 6. รถที่ผู้ขับขี่ยอมให้ผู้อื่นนั่งที่นั่งแถวหน้าเกินกว่า 2 คน (แถวด้านหน้า ห้ามนั่งเกินกว่า 2 คน โดยรวมคนขับด้วย)

7. รถที่ไม่ได้เสียภาษีประจำปี 8. รถที่ใช้แผ่นป้ายที่ทำขึ้นเอง 19.ผู้ขับขี่ต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าเป็นระยะทางเท่าใด ห่างพอสมควรในระยะที่สามารถหยุดรถได้โดยปลอดภัย 20ในขณะขับรถผู้ขับขี่ต้องมีเอกสารชนิดใด1. ใบอนุญาตขับรถ 2. สำเนาภาพถ่ายคู่มือจดทะเบียนรถ 21.ในการขับรถสวนทางกัน ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร1. ให้ผู้ขับขี่รถชิดทางด้านซ้ายของทางเดินรถ

และให้ถือกึ่งกลางของทางเดินรถ หรือเส้นหรือแนวที่แบ่งทางเดินรถเป็นหลัก 2. ทางเดินรถที่แคบ ให้ผู้ขับขี่แต่ละฝ่ายลดความเร็วของรถลง เพื่อให้สวนทางกันได้โดยปลอดภัย 3. ทางเดินรถที่แคบซึ่งไม่อาจขับรถสวนทางกันได้โดยปลอดภัย ให้ผู้ขับขี่รถคันที่ใหญ่กว่าหยุดรถชิดขอบทางด้านซ้าย เพื่อให้ผู้ขับรถคันที่เล็กกว่าขับผ่านไปก่อน4. กรณีที่มีสิ่งกีดขวางอยู่ข้างหน้า ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วหรือหยุดรถให้รถคันที่สวนทางขับผ่านมาก่อน

22การขับรถในกรณีที่ด้านซ้ายของทางเดินรถมีสิ่งกีดขวาง ผู้ขับขี่จะต้องปฏิบัติอย่างไร ขับรถหลีกสิ่งกีดขวางล้ำเข้าไปในเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถทางด้านขวาได้ และต้องไม่เป็นการกีดขวางการจราจรของรถที่สวนทางมา หากไม่สามารถขับผ่านไปได้ต้องหยุดรอให้รถที่ขับสวนทางรถขับผ่านมาก่อน  ข้อหาหรือฐานความผิดตามกฎหมายที่ควรทราบ 1. ข้อหา ฐานความผิด บทมาตรา และอัตราโทษ

ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 (แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ.2538)และการเปรียบเทียบปรับผู้กระทำผิด นั้นให้เป็นไปตามข้อกำหนดของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ (กรมตำรวจ) ฉบับที่ 3 ลงวันที่ 9 ก.ค. 40 และเพิ่มเติมฉบับที่ 4 ลงวันที่ 3 ธ.ค. 2540 ตามลำดับ ข้อหาหรือฐานความผิด 1 นำรถที่ไม่มั่นคงแข็งแรงอาจเกิดอันตรายหรือทำให้เสื่อมเสีย สุขภาพอนามัย มาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 200 บาท

2 นำรถที่ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนมาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท 3 นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดก๊าซ ฝุ่นควัน ละอองเคมี เกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาใช้ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท 4 นำรถที่เครื่องยนต์ก่อให้เกิดเสียงเกินเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนดมาใช้ ในทางเดินรถ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 500 บาท 5 ขับรถในทางไม่เปิดไฟ

หรือใช้แสงสว่างในเวลาที่มีแสง สว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็นคน รถ หรือสิ่งกีดขวาง ในทางได้โดยชัดแจ้งภายในระยะ 150 เมตร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 200 บาท 6 ใช้สัญญาณไฟวับวาบผิดเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ปรับไม่เกิน 500 บาท ปรับ 300 บาท 7 ขับรถบรรทุกของยื่นเกินความยาวของตัวรถในทางเดิน รถไม่ติดธงสีแดง ไว้ตอนปลายสุดให้มองเห็นได้ภายใน ระยะ 150 เมตร ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท

8ขับรถบรรทุกวัตถุระเบิด หรือ วัตถุอันตรายไม่จัดให้มีป้าย แสดงถึงวัตถุ ที่บรรทุก จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปรับ 300 บาท 9 ขับรถไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันมิให้คน สัตว์ หรือสิ่งของที่บรรทุก ตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อน หรือปลิวไปจาก รถอันอาจก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท 11 ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง ปรับไม่เกิน 1,000 บาท ปรับ 300 บาท12 ไม่หยุดรถหลังเส้น ให้รถหยุดเมื่อมีสัญญาณไฟแดง

truststoreonline

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here