สรรพสามิตจ่อ ‘เก็บภาษีมลพิษมอเตอร์ไซค์ 150-200บาท/คัน’ หลังก่อนหน้าผุดโปรเจคเก็บภาษีรถยนต์! (คลิป)

0
157
สรรพสามิตจ่อ ‘เก็บภาษีมลพิษมอเตอร์ไซค์ 150-200บาท/คัน’ หลังก่อนหน้าผุดโปรเจคเก็บภาษีรถยนต์! (คลิป)

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างศึกษา และหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน เพื่อการจัดเก็บภาษีใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ว่าสินค้าประเภทใดเข้าข่ายอาจถูกเก็บภาษีมลพิษบ้าง ซึ่งหากดูในอดีตก็มีการเก็บภาษีที่ทำลายมลพิษแล้วกับรถยนต์ ก็คาดว่าจะนำฐานเดียวกัน มาใช้คำนวณเพื่อเก็บภาษีสินค้าประเภทอื่นๆ ด้วย

ทั้งนี้ การพิจารณาเรื่องดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้บริโภค และประชาชนด้วย ดังนั้นการเก็บภาษีใหม่ ก็อาจต้องดูช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น หากมีภาษีใดถูกลดลง ก็อาจนำภาษีใหม่นี้ไปทดแทน เพื่อให้ไม่กระทบต่อภาระของประชาชนเป็นต้น “สิ่งที่เราศึกษา เราก็ไม่ได้มุ่งหวังรายได้ แต่อยากให้ทุกคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปหมดมลพิษ แต่ก็ไม่อยากให้เห็นภาระต่อผู้บริโภค หรือประชาชนมากนัก

ดังนั้นการเก็บภาษี ก็ต้องดูจังหวะเวลาในการเก็บภาษีนี้ด้วย ซึ่งจากการศึกษาของเราก็พบว่ารถจักรยานยนต์ราคา 5 หมื่นบาท ก็คาดว่าภายใต้ฐานใหม่ก็น่าจะมีภาระภาษีเพียง 150-200 บาทเท่านั้น” สืบเนื่องจากวันนี้ ( 22 ก.พ.61) นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมสรรพสามิตกำลังศึกษาจัดเก็บภาษีใหม่ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น การเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

เหมือนกับเก็บภาษีรถยนต์ เนื่องจากมอเตอร์ไซค์จำหน่ายจำนวนมาก จึงสร้างมลพิษกับสภาพอากาศ ซึ่งก่อนหน้านี้กรมสรรพสามิตได้เก็บภาษีรถยนต์ตามค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยยึดตามหลักการที่ว่าหากปล่อยมลพิษเยอะจะเรียกภาษีสูงขึ้น นอกจากนี้ยังศึกษาเก็บภาษีสรรพสามิตขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยจะดูเชื้อเพลิงในการผลิตที่ทำให้เกิดมลพิษด้วย ทั้งนี้เบื้องต้น

การศึกษาแนวทางการจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่า ปัจจุบันรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นรถจักรยานยนต์มีความจุของกระบอกสูบไม่เกิน 150 ซีซี มีราคาขายปลีกประมาณ 30,000-50,000 บาทต่อคัน ซึ่งมีภาระภาษีสรรพสามิต 750-1,250 บาทต่อคัน แต่หากจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

จะมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ ของราคาขายปลีก หรือมีภาระภาษีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 150-250 บาทต่อคัน โดยไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการเพิ่มราคาขายปลีกรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้บริโภคและผู้มีรายได้น้อยได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผู้ผลิตอาจเลือกรับภาระภาษีไว้เอง ทั้งนี้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามหลักการความฟุ่มเฟือย

โดยแบ่งประเภทอัตราภาษีตามขนาดความจุของกระบอกสูบ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้นจึงมีแนวคิดจัดเก็บภาษีรถจักรยานยนต์ตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นไปตามหลักการจัดเก็บภาษีเพื่อสิ่งแวดล้อม และจะส่งผลดีต่อการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมในประเทศในการพัฒนาเทคโนโลยีรถจักรยาน ยนต์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น

เมื่อพูดถึงภาษี ก็คงสร้างความกังวลให้ประชาชนคนเดินดินธรรมดาว่าจะต้องเสียเงินทองที่หามาให้กับรัฐอีกแล้ว ยิ่งล่าสุดมีข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม โดย “ร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. …”ได้ผ่านมติคณะรัฐมนตรีในขั้นรับหลักการไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ก็ยิ่งทำให้ถูกจับตามากขึ้นไปอีกว่าจะเก็บเงินจากใคร นำไปทำอะไร ใครจะดูแลการจัดเก็บ ฯลฯ

ก่อนจะไปพุ่งเป้าว่ารัฐจะเก็บเงินอย่างไร ลองไปดูแรงจูงใจอันสำคัญของการร่างพระราชบัญญัตินี้ก่อน ซึ่งมีหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มพูน เกิดต้นทุนทางสังคมจากมลภาวะถึง 18,000 ล้านบาทต่อปี โดยที่ไม่สามารถดึงตัวผู้ก่อมลพิษมารับผิดชอบตามหลัก Polluter Pays Principle(PPP) หรือลักษณะกองทุนสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ไม่สามารถนำงบมาใช้ได้อย่างทันท่วงที

รวมทั้งเพื่อเป็นการเพิ่มอัตราการแข่งขันกับต่างประเทศด้วย เพราะในประเทศคู่ค้าบางแห่ง โดยเฉพาะยุโรป มีการกีดกันสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีค่าก่อความเสียหายให้สิ่งแวดล้อม ดังนั้นการไม่จัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อมจึงกลายเป็นจุดอ่อนของไทยที่มีสินค้าส่งออกปีละกว่าแสนล้านบาท อันที่จริงแล้ว มาตรการทางสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องใหม่ทางสังคม เพราะประเทศไทยมีพระราชบัญญัติส่งเสริม

และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ประกาศใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2535 เป็นแม่บทสำคัญในการจัดการบริหารคุณภาพสิ่งแวดล้อม ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีการตั้งกองทุนสิ่งแวดล้อมอยู่ด้วย โดยจัดเก็บจากค่าบริการบำบัดมลพิษหรือกำจัดของเสียและค่าปรับคนปล่อยมลพิษเกินกำหนด เพื่อนำไปลงทุนทำระบบบำบัด รวมถึงเป็นงบสนับสนุนหรือให้กู้ยืมกับกิจการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แต่ด้วยระบบโครงสร้างที่อำนาจการจัดการงบกองทุนอยู่ที่รัฐบาลกลาง คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำให้เงินที่ได้ไม่กระจายไปถึงท้องถิ่นที่มีปัญหาหรือไปถึงไม่ทันการณ์ ซึ่งต่างจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้โดยสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติมาตรการการคลังเพื่อสิ่งแวดล้อม พ.ศ. … คือให้จัดตั้งกองทุนใหม่ เรียกว่า “กองทุนภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม”

และนำเงินที่จัดเก็บได้ไปบริการ พัฒนา แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น สนับสนุนกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ลงทุนพัฒนาระบบบำบัด พัฒนาระบบรีไซเคิล โดยคณะกรรมการกองทุนประกอบด้วย “คณะกรรมการกองทุนภาษีและค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม”ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการ และตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน เช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม

ผู้แทนสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อม ด้านการเงินและการจัดการ อีกไม่เกิน 14 คน เป็นผู้ดูแลกองทุนนี้ และผู้มีสิทธิใช้เงินคือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน รวมทั้ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเก็บภาษีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม”ซึ่งไม่เพียงแต่เก็บจากภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น

แต่รวมถึงภาคเกษตรและครัวเรือนด้วย ซึ่งอัตราภาษีตัวอื่นๆ เช่น ภาษีคาร์บอนไดออกไซด์จากยานยนต์ ภาษีนักท่องเที่ยว ฯลฯ จะทยอยเพิ่มมาในพระราชกฤษฎีกาฉบับต่อๆ ไป อย่างไรก็ดี หลักการสำคัญคืออัตราภาษีที่จัดเก็บจากผู้ก่อมลพิษจะต้องกำหนดมูลค่าที่เหมาะสม คือไม่ต่ำเกินไปจนผู้ประกอบการยอมจ่ายภาษีที่ถูกกว่าต้นทุนการลดมลพิษ หรือไม่สูงเกินไปจนทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถรับภาระได้จนต้องลักลอบปล่อยมลพิษ

สำหรับเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีหลายมาตราการด้วยกัน ซึ่งพอจะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ แบ่งเป็นกลุ่มการเรียกเก็บเงิน กลุ่มการซื้อ-ขายสิทธิ และกลุ่มสร้างแรงจูงใจสนับสนุน กลุ่มการเรียกเก็บเงิน ได้แก่ ภาษีสิ่งแวดล้อม คือภาษีที่เก็บจากกิจการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เช่น โรงงานอุตสาหกรรมก็จะต้องจ่ายภาษีมลพิษ

หรือกิจการท่องเที่ยวก็จะเก็บภาษีการอนุรักษ์ทรัพยากรจากนักท่องเที่ยว ค่าธรรมเนียมการจัดการมลพิษ คือภาษีที่เก็บตามปริมาณสารพิษที่ออกมาจากแหล่งกำเนิด เช่น การบำบัดน้ำเสีย ค่ากำจัดขยะมูลฝอย ภาษีผลิตภัณฑ์ และระบบรับซื้อคืน เป็นการเก็บค่าธรรมเนียมจากผลิตภัณฑ์ บางชนิด เช่น แบตเตอรี่ ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ คอมพิวเตอร์ ยางรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ซึ่งเมื่อใช้แล้วจะกลายขยะอันตราย จะต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี การวางเงินประกันความเสี่ยงหรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม คือการให้กิจการที่เสี่ยงต่อผลกระทบขนาดใหญ่ เช่น เหมืองแร่ ถือพันธบัตรรัฐบาลโดยได้รับดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด แต่มีเงื่อนไขการหักเงินต้นหรือดอกเบี้ย หากกิจการนั้นทำให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มการซื้อ-ขายสิทธิ คือการซื้อขายสิทธิการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

หรือสิทธิการปล่อยมลพิษ คือ การให้สิทธิกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องปล่อยมลพิษมากกว่าปริมาณที่ได้รับอนุญาต สามารถซื้อสิทธิการปล่อยจากผู้อื่นที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มการสนับสนุนคนทำดีโดยการให้เงินอุดหนุน มาตรการสนับสนุน หรือสิทธิพิเศษอื่นๆ คือ การส่งเสริมกิจการที่ลดการก่อมลพิษหรือเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมด้วยวิธีการต่างๆ ให้เงินช่วยเหลือ ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ พิจารณาอัตราภาษีต่ำ

ทั้งนี้ตัวอย่างในสหรัฐอเมริกาที่มีการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม พบว่ามีมูลค่าประมาณ 2% ของภาษีรวมทั้งประเทศ หากเทียบเคียงกับบ้านเรา เมื่อปีที่ผ่านมา (2552) สามารถจัดเก็บภาษีรวมทั้งประเทศได้ 1.138 ล้านบาท ก็เท่ากับเราจะมีเงินบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมประมาณ 2 หมื่นล้านบาท มาตรการนี้สะท้อนให้เห็นความตื่นตัวของรัฐบาลในการจัดการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องเก็บเงินได้เท่าไร

หากยังรวมถึงความตั้งใจจริงในการบังคับใช้ การบริหารกองทุนให้เงินไปถึงมือผู้ที่ควรได้รับจริง รวมทั้งความสามารถของคณะกรรมการกองทุน นับเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายกำลังจับตา ไม่ว่าพระราชบัญญัตินี้จะมีหน้าตาออกมาเป็นอย่างไร ภาษีสิ่งแวดล้อมก็น่าจะเป็นเครื่องมือจูงใจให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคหันมาตระหนักถึงความเสียหาย ของสิ่งแวดล้อมในยุคที่สังคม ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวมกันมากขึ้น

ตัวอย่างร่างประกาศพระราชกฤษฎีกาภาษีมลพิษทางน้ำและทางอากาศที่มีความคืบหน้าของพระราชกฤษฎีกามากกว่าภาษีประเภทอื่น ตัวอย่างการเก็บภาษี คือ การเก็บภาษีอัตราคงที่ สำหรับโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดกลางและเล็ก และการเก็บภาษีอัตราแปรผันสำหรับโรงงานหรือแหล่งกำเนิดมลพิษขนาดใหญ่ (แบ่งตามปริมาณน้ำทิ้งและขนาดเตาเผา) ภาษีมลพิษทางอากาศ โรงงานขนาดเล็ก จะมีการเก็บภาษีในอัตรา 10,000 – 30,000 บาท / ปี

ส่วนขนาดกลาง 30,000 – 50,000 บาท / ปี และโรงงานขนาดใหญ่ คิดตามปริมาณสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ในอัตรา 1,000 – 2,000 บาท / ตัน และปริมาณฝุ่นละอองรวม (TSP) 1,500 – 2,500 บาท / ตัน ภาษีมลพิษทางน้ำ โรงงานขนาดเล็ก เรียกเก็บภาษี 1,000 – 3,000 บาทต่อปี โรงงานขนาดกลาง 3,000 – 10,000 บาท / ปี ส่วนโรงงานขนาดใหญ่ คิดตามปริมาณอ็อกซิเจนที่จุลินทรีย์ใช้ในการย่อยสารอินทรีย์ในน้ำ (BOD) หรือสารแขวนลอย ในอัตรา 2,500 – 10,000 บาท / ตัน

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here