กระจ่างแล้ว! ‘ฉากคาใจ’ ในบุพเพสันนิวาส สมัยโบราณเวลาเข้าเฝ้าขุนหลวงนารายณ์ ‘ถึงต้องถอดเสื้อกันหมด’!(ภาพ-รายละเอียด)

0
1028
กระจ่างแล้ว! ‘ฉากคาใจ’ ในบุพเพสันนิวาส สมัยโบราณเวลาเข้าเฝ้าขุนหลวงนารายณ์ ‘ถึงต้องถอดเสื้อกันหมด’! (ภาพ-รายละเอียด)

จากละครเรื่องบุพเพสันนิวาส ที่ฮอตกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งด้วยความที่เป็นละครพีเรียด อิงประวัติศาสตร์ทำให้เราได้เห็นภาพวัฒนธรรมในสมัยโบราณ และมีฉากให้คาใจ อยู่หลายๆ ฉาก อย่างตอนล่าสุดที่ เหล่าบรรดาขุนนางทั้งหลวง ต้องถอดเสื้อเข้าเฝ้าขุนหลวง นารายณ์ ซึ่งหลายคนก็สงสัยกันว่าทำไมขุนนางต้องถอดเสื้อกัน ถอดเสื้อเข้าเฝ้า…ในสมัยโบราณ การแต่งกาย

คือการแสดงความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างหนึ่ง ซึ่งผู้คนในสังคมนั้นจะต้องปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสม ไม่เทียมเจ้าเทียมนาย และไม่ทำให้เจ้านายขายขี้หน้า ในจารีตการเข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์ หากพระมหากษัตริย์มิทรงฉลองพระองค์ ผู้เข้าเฝ้าก็มิพึงสวมเสื้อให้เทียมเจ้าเทียมนาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณจะมิทรงฉลองพระองค์อยู่เป็นปกติ ด้วยเมืองไทยเป็นเมืองร้อน

- Advertisement -

หากไม่มีการต้องทรงฉลองพระองค์ เช่น ออกรับแขกบ้านแขกเมือง ก็จะทรงเปลือยพระวรกายท่อนบนเสมอ ทรงแต่พระภูษา (ผ้านุ่ง) เป็นการเย็นพระวรกายดี เว้นแต่ฤดูหนาว ซึ่งอากาศน่าจะหนาวกว่ากรุงเทพฯ สมัยนี้ พระองค์จึงจะทรงฉลองพระองค์ เมื่อทรงฉลองพระองค์แล้ว ข้าราชการที่เข้าเฝ้าก็พลอยได้สวมเสื้อไปด้วย ดีใจกันไปตามๆ กัน (ท่านว่ามีวิธีสังเกต คือถ้า “พระถัน (เต้านม) หด” เมื่อใด ข้าราชการไปเตรียมเสื้อกันได้เลย

เพราะอีกไม่นานก็คงจะทรงเรียกฉลองพระองค์มาทรง) ส่วนเสื้อสำหรับข้าราชการนั้น ในกรณีที่เป็นเสื้อพระราชทาน จะเป็นเสื้อผ้าเนื้อดี มีลวดลายจากต่างประเทศ (เช่น อินเดีย) โอกาสสวมใส่นั้นแม้จะไม่บ่อยนัก แต่ข้าราชการก็ต้องดูแลเสื้อผ้าเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นเกียรติยศทั้งของตน และของพระมหากษัตริย์หากเสื้อที่รับพระราชทานมานั้นเก่า หรือเสียหาย ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องวิ่งหาไฮเตอร์ หรือเครื่องจักรซิงเกอร์

ท่านสามารถขอเปลี่ยนเสื้อใหม่ได้ เพราะหากมีกิจต้องสวมเสื้อจริงๆ เช่น งานรับแขกบ้านแขกเมือง แล้วเสื้อเก่า หมอง ขาดเสียหาย จะมีโทษตามกฎมณเทียรบาล ด้วยเป็นการเสื่อมพระเกียรติยศสำหรับแผ่นดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงแก้ธรรมเนียมให้ผู้เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์นั้นต้องสวมเสื้อเข้าเฝ้าทุกครั้งไป ดังพระราชดำริว่า ดูคนที่ไม่สวมเสื้อเหมือนเปลือยกาย ร่างกายจะเป็นเกลื้อนกลากก็ดี หรือเหงื่อออกมาก็ดี โสโครกนัก

ประเทศอื่นๆ ที่เป็นประเทศใหญ่เขาก็สวมเสื้อหมดทุกภาษา ประเทศสยามนี้ก็เป็นประเทศใหญ่รู้ขนบธรรมเนียมมากอยู่แล้ว ไม่ควรจะถือเอาอย่างโบราณที่เป็นชาวป่ามาแต่ก่อน ขอท่านทั้งหลายจงสวมเสื้อเข้ามาในที่เฝ้าจงทุกคน” ตั้งแต่นั้น ข้าราชการไทยก็สวมเสื้อเข้าเฝ้าเสมอ แม้อากาศจะเป็นอย่างไรก็ตาม ต่อมาจึงเริ่มประดิษฐ์เสื้อแบบใหม่ๆ มากขึ้นเพื่อให้รับกับแฟชั่นขุนนางไทยยุคใหม่ เช่น เสื้อแขนกระบอก

คล้ายเสื้อของชายชาวเปอรานากัน (บ้าบ๋าบุตรจีน) ซึ่งชายเสื้อยาวพอจะคาดผ้ากราบได้สวยงาม หรือในยุคต่อมา ที่นำชุดทูนิคแบบฝรั่ง ผสมกับเสื้อแบบอินเดีย กลายเป็นชุดราชปะแตน ทั้งนี้ เพื่อให้เข้ากับธรรมเนียมของฝรั่ง ที่ต้องสวมเสื้อเสมอ ถือเป็นการสุภาพ สังเกตได้จากบรรดาแหม่มที่เข้ามาอยู่เมืองไทยสมัยนั้น แม้ว่าอากาศเมืองไทยจะร้อนระอุเพียงใดก็ตาม พวกนางก็ยังคงจัดเต็มทั้งกระโปรงสุ่มยันเสื้อปิดคอแบบอยู่ในเมืองฝรั่ง

เป็นหนึ่งในการลดข้ออ้างความเป็นอนารยะในสายตาของชาติตะวันตกลง  อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องการ “นุ่ง”สำหรับบุรุษแล้ว การนุ่งที่ถือเป็นการสุภาพ คือนุ่งโจงกระเบน (ม้วนชายผ้าลอดหว่างขาไปเหน็บไว้ด้านหลัง) หากอยู่ต่อหน้าผู้ที่มีศักดิ์สูงกว่า หรือผู้ที่เราจะให้เกียรติ จะต้องโจงกระเบนเสมอถ้าอยู่แบบชิลๆ ในเหย้าในเรือน ก็จะนุ่งลอยชาย คือไม่โจง แค่เอาผ้ามาโอบรอบตัวแล้วขมวดปม แต่หากกำลังชิลอยู่ดีๆ มีผู้ใหญ่มาปรากฏตัวที่เรือน ท่านต้องรีบตลบชายผ้าขึ้นโจงกระเบนทันที

และล่าสุดละครบุพเพสันนิวาสกับฉากที่สะเทือนใจที่สุดนั่น โกษาเหล็ก หรือพ่อของแแม่หญิงจันทร์วาด ถูกพระนารายณ์ สั่งโบยจนตาย และเรื่องนี้สาเหตุที่แท้มีสมาชิกท่านหนึ่งได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า บาทหลวง เดอ แบส ผู้ซึ่งสนิทกับฟอลคอน บันทึกไว้ว่าท่านถูกลงอาณาเฆี่ยนเนื่องรับเงินห้าสิบชั่งจากไพร่ที่ไม่อยากถูกเกณฑ์ไปสร้างป้อมปราการประจำหัวเมืองต่างๆ

ตามนโยบายของสมเด็จพระนารายณ์กับฟอลคอน เมื่อท่านรับเงินมาแล้วก็ได้กราบทูลสมเด็จพระนารายณ์ถึงเหตุผลว่าป้อมปราการนั้นไม่เหมาะกับการรบสยามต่างจากยุโรป และฟอลคอนซึ่งเป็นผู้ออกแบบป้อมยังเป็นคนหนุ่มที่ไม่ชำนาญ อาจจะเป็นการเปลืองพระราชทรัพย์โดยใช่เหตุ เหตุผลของท่านนับว่ามีน้ำหนักพอสมควร แต่เผอิญว่ามีคนแอบไปทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์ว่าท่านรับสินบน

สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงถามก่อน แต่ท่านไม่ยอมสารภาพทำให้ทรงพระพิโรธ แล้วโปรดให้นำไปลงพระราชอาญาเฆี่ยนด้วยหวายอย่างหนัก จนท่านล้มป่วยและถึงแก่อนิจกรรมในเวลาไม่นาน โดยเดอ แบสระบุว่าเมื่อก่อนท่านจะเสีย ได้ประชุมวงศาคณาญาติ แล้วให้โอวาทว่าให้ทุกคนจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวเสมือนเป็นบิดาแห่งตน หากจะทรงลงทัณฑ์ก็ขอให้รับโทษทัณฑ์อย่างที่บิดาลงทัณฑ์แก่บุตร

ส่วนตัวท่านเองสำนึกผิดในการกระทำของท่านที่ลุ่มหลงทรัพย์สมบัติ จึงขอถวายทรัพย์สินของตนแด่พระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แบ่งปันให้สถานใดสุดแท้แต่พระราชอัธยาศัย นอกจากนี้ยังฝากฝังครอบครัวท่านไว้กับฟอลคอนด้วย ส่วนซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส บันทึกไว้ต่างกันว่า ได้ทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว จนถูกลงพระราชอาญาโบยอย่างหนักต่อหน้าพระที่นั่ง

ผู้รับหน้าที่โบยคือออกหลวงสุรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) บุตรชายออกพระเพทราชา ซึ่งมารดาของโกษาเหล็กที่เป็นพระนมนั้นได้ก้มลงกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทของรับพระราชทานโทษแทนบุตร โกษาเหล็กถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าเฝ้า แต่ไม่ได้ถอดจากบรรดาศักดิ์ และยังทรงใช้สอยในราชการตามเดิมมาได้อีก ๖ เดือนก็ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อก่อนท่านจะสิ้นสมเด็จพระนารายณ์เป็นผู้ปรุงโอสถด้วยพระหัตถ์พระราชทานแก่โกษาเหล็กเอง

เนื่องจากไม่มีคนอื่นกล้าปรุงยาให้เพราะเกรงว่าจะโดนกล่าวหาว่าวางยาพิษท่านแต่สำหรับหลักฐานที่เขียนโดยคนที่ไม่ชอบฟอลคอนอย่างเชอวาลิเยร์ เดอ ฟอร์แบ็ง กลับกล่าวในทำนองว่าโกษาเหล็กถูกลงทัณฑ์เนื่องจากฟอลคอนวางแผนประทุษร้าย และในประวัติ wikipedia เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ได้เกิดล้มป่วยลงเนื่องจากผ่านการรบทัพจับศึกมาอย่างตรากตรำลำบากเป็นเวลานาน

ซึ่งในระหว่างที่ล้มป่วยนั้นสมเด็จพระนารายณ์ทรงให้บรรดาแพทย์หลวงทั้งปวงมาทำการรักษาพยาบาลอย่างใกล้ชิด ด้วยเพราะทรงรักใคร่เป็นห่วงเป็นใยเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) เสมือนหนึ่งดั่งพี่น้องแท้ๆ ของพระองค์แต่ทว่าในที่สุดเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ก็ถึงแก่อสัญกรรมท่ามกลางความโศกเศร้าเสียพระทัยของสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งกล่าวกันว่าทรงหลั่งน้ำพระเนตรด้วยความอาลัยรัก

ในขุนศึกซึ่งเปรียบเป็นเสมือนพระสหายสนิท และเป็นทั้งพี่น้องที่เห็นกันมาตั้งแต่ยังพระเยาว์ (ในวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี กล่าวว่าท่านถึงแก่อสัญกรรม เนื่องจากเมื่อมีการสร้าง ป้อมปราการ จำเป็นต้องมีการเกณฑ์แรงงานในการก่อสร้าง แต่บางคนไม่อยากทำจึงนำเงินไปให้ท่าน และท่านได้กราบบังคมทูลต่อสมเด็จพระนารายณ์ว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสร้างป้อมปราการ ท่านจึงถูกสมเด็จพระนารายณ์สั่งลงทัณฑ์โดยการเฆี่ยนจนถึงอสัญกรรม)

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้ทรงทำการฌาปนกิจศพเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) อย่างยิ่งใหญ๋สมเป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ได้ทรงสนับสนุนให้นายปานผู้เป็นน้องชายคนเดียวของเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่แทนพี่ชายสืบต่อไป โดยเดอ แบสระบุว่า เมื่อก่อนท่านจะเสีย ได้ประชุมวงศาคณาญาติ แล้วให้โอวาทว่าให้ทุกคนจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวเสมือนเป็นบิดาแห่งตน

หากจะทรงลงทัณฑ์ก็ขอให้รับโทษทัณฑ์อย่างที่บิดาลงทัณฑ์แก่บุตร ส่วนตัวท่านเองสำนึกผิดในการกระทำของท่านที่ลุ่มหลงทรัพย์สมบัติ จึงขอถวายทรัพย์สินของตนแด่พระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แบ่งปันให้สถานใดสุดแท้แต่พระราชอัธยาศัย นอกจากนี้ยังฝากฝังครอบครัวท่านไว้กับฟอลคอนด้วยส่วนซิมง เดอ ลาลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศส บันทึกไว้ต่างกันว่า ได้ทำความผิดเกี่ยวกับเรื่องชู้สาว

จนถูกลงพระราชอาญาโบยอย่างหนักต่อหน้าพระที่นั่ง ผู้รับหน้าที่โบยคือออกหลวงสุรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) บุตรชายออกพระเพทราชา ซึ่งมารดาของโกษาเหล็กที่เป็นพระนมนั้นได้ก้มลงกราบแทบเบื้องพระยุคลบาทของรับพระราชทานโทษแทนบุตรโกษาเหล็กถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าเฝ้า แต่ไม่ได้ถอดจากบรรดาศักดิ์ และยังทรงใช้สอยในราชการตามเดิมมาได้อีก 6 เดือนก็ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อก่อนท่านจะสิ้นสมเด็จพระนารายณ์เป็นผู้ปรุงโอสถด้วยพระหัตถ์พระราชทานแก่โกษาเหล็กเอง เนื่องจากไม่มีคนอื่นกล้าปรุงยาให้เพราะเกรงว่าจะโดนกล่าวหาว่าวางยาพิษท่าน

สำหรับ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 4 ของพระราชวงศ์ปราสาททอง ในสมัยอยุธยา เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ไทย ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญมากมาย ทั้งด้านการทหาร ทรงสร้างความรุ่งเรือง และความยิ่งใหญ่ให้แก่กรุงศรีอยุธยา โดยทรงยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมือง เช่น เมืองสิเรียม ย่างกุ้ง แปร ตองอู หงสาวดี เป็นต้น

ด้านวรรณคดีวรรณกรรมในสมัยนั้น มีหนังสือถูกแต่งขึ้นมากมาย เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ โคลงทศรถสอนพระราม โคลงพาลี-สอนน้อง เป็นต้น รวมถึงวรรณกรรมชิ้นสำคัญ คือ โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์ นอกจากนี้ยังเป็นหนึ่งในยุคที่รุ่งเรืองด้านการทูตมากที่สุด โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔

สมเด็จพระนารายณ์มีส่วนสำคัญในการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา โดยพระองค์ได้ร่วมมือกับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาในการชิงราชสมบัติจากสมเด็จเจ้าฟ้าไชย ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระองค์ โดยหลังจากที่พระองค์ช่วยสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาขึ้นครองราชสมบัติได้แล้วนั้น สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาทรงแต่งตั้งให้พระองค์ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชและให้เสด็จไปประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล

หลังจากประทับในกรุงศรีอยุธยาได้ 10 ปี พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองลพบุรีขึ้นเป็นราชธานีแห่งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2209 และเสด็จไปประทับที่ลพบุรีทุก ๆ ปี ครั้งละเป็นเวลานานหลายเดือน ด้วยเหตุผลว่า ทั้งสองรัชกาลนี้มีศัตรูมากมายรายรอบพระองค์ เนื่องจากการเข่นฆ่าฟันล้างบางพระราชวงศ์ด้วยกันมาหลายครั้งหลายหน รวมทั้งเรื่องของเสนาบดีใหม่และเก่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราช มิเคยได้เป็นพระมหากษัตริย์ “ทรงธรรม” หรือ “ธรรมราชา”

ในสายตาของทวยราษฎร์เลยแม้แต่น้อย ดังปรากฏใน คำให้การชาวกรุงเก่า ที่มีการเปรียบเทียบพระองค์กับสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็จะพบว่าเชลยไทยชื่นชมพระมหากษัตริย์พระองค์หลังเสียมากกว่า นอกจากนี้ยังปรากฏในเอกสารของชาวตะวันตกที่ยืนยันความไม่เป็นที่นิยมของราษฎรอย่างชัดแจ้ง ทั้งนี้ก็เพราะตลอดรัชสมัยของพระองค์ล้วนมีการสงครามทั้งกับต่างประเทศและการปราบกบฏภายในประเทศ ชาวนาจึงต้องถูกเกณฑ์ไปรบหรืออาจทนทุกข์เพราะความแร้นแค้นของภาวะสงคราม ยังความทุกข์สู่ทวยราษฎร์และไม่มีประโยชน์อันใดต่อชาวนา

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here