เผย 10 นามสกุลดัง! ตระกูลธุรกิจใหญ่ รวยที่สุดในประเทศ กับธุรกิจที่สร้างรายได้ ถล่มทลาย! (ชมภาพ)

0
310

วันนี้ truststore online จะพาทุกคนไปดุข้อมูลข้อมูลเกี่ยวกับความร่ำรวย ความมั่งคั่งของตระกูลที่รวยที่สุดในประเทศไทย จะมีตระกูลอะไรบ้าง แล้วเขาทำอาชีพอะไร ไปดูพร้อมๆกันเลย! รับรองทุกคนต้องเคยเห็นแบรนด์พวกนี้อย่างแน่นอนค่ะ

อันดับ 10 ตระกูล มาลีนนท์ เจ้าของธุรกิจ ช่อง 3

เปลี่ยนแปลงอีกครั้งแล้ว ตระกูล ”มาลีนนท์” ผู้ก่อตั้งและผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC ซึ่งเป็นผู้บริหารทีวีดิจิทัล 3 ช่อง ทั้งช่อง 3HD, ช่อง 3SD และช่อง 3Family ล่าสุด ได้ปรับสัดส่วนผู้ถือหุ้นในครอบครัว โดยกลุ่ม ”ประวิทย์ มาลีนนท์” ตัดสินใจขายหุ้นในส่วนของลูกชาย “วรวรรธน์ มาลีนนท์“ ออกไปแล้ว หลังจากประกาศถอนตัว

เมื่อครั้งมีบทบาทสำคัญในการบริหารช่อง 3 มาอย่างยาวนาน เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2559 แล้วส่งไม้ต่อให้น้องชายคนเล็ก “ประชุม มาลีนนท์” เข้ามาบริหารแทนตั้งแต่ 21 มีนาคม 2560 แม้ “ประวิทย์” จะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารธุรกิจในกลุ่มทั้งหมด หลังประกาศถอย แต่เป็นที่รู้กันว่าคนในองค์กร ทั้งผู้บริหาร ผู้ผลิตและดารานักแสดง ต่างยังให้ความนับถือในฐานะ

“นาย” ผู้สร้างอาณาจักร ทั้งเป็นผู้สนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “นาคี” และงานละครดัง ๆ นับไม่ถ้วน กลุ่ม “ประวิทย์” ขายหุ้นช่อง 3 เหลือเพียง 4.41% รายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้รับรายงานการขายหุ้นของ BEC

โดยนายวรวรรธน์ มาลีนนท์ ลูกชายประวิทย์ มาลีนนท์ จำนวน 29.393 ล้านหุ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มของประวิทย์เหลือหุ้นอยู่ใน BEC ทั้งหมดเพียง 4.41 % เท่านั้น จากเดิมถืออยู่ 5.88% เท่ากับพี่น้องคนอื่น ๆ จากข้อมูลที่แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ

เมื่อ 25 สิงหาคม 2560 กลุ่มนายประวิทย์ถือหุ้นผ่านลูกสาวและลูกชายทั้ง 4 คน ได้แก่ อรอุมา วรวรรธน์ วิลิภา และชฎิล ในสัดส่วนคนละ 1.47% รวมเป็น 5.88% แต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ได้แจ้งการขายหุ้นในส่วนของลูกชาย (วรวรรธน์) เรียบร้อยแล้ว

อันดับ 9 ตระกูล ภิรมย์ภักดี เจ้าของธุรกิจ บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด

ในปี 2453 พระยาภิรมย์ภักดีเล็งเห็นว่าการข้ามไปมาระหว่างฝั่งธนบุรีและกรุงเทพฯมีปัญหามาก จึงริเริ่มทำธุรกิจเดินเรือ เรียกว่า “เรือเมล์ขาว ” โดยตั้งเป็นบริษัทบางหลวงจำกัด กิจการดำเนินไปด้วยดี จนเริ่มมีคู่แข่งมาก และต่อมาเมื่อปี 2471 ทางราชการจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงท่าโรงยางเก่าไปฝั่งธนบุรี และตัดถนนใหม่เชื่อมตลาดพลู

ประตูน้ำภาษีเจริญ ตามแนวทางที่เรือยนต์เดินอยู่ พระยาภิรมย์ภักดีจึงเบนเข็มหาธุรกิจอื่นในช่วงระยะเวลานั้น พระยาภิรมย์ภักดี ได้พบมิสเตอร์ไอเซนโฮเฟอร์ ผู้จัดการห้างเพาส์ปิกเคนปัก และได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันแล้วถูกใจ และคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงได้ยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2473

อันดับ 8 ตระกูลปราสาททองโอสถ เจ้าของธุรกิจ โรงพยาบาลกรุงเทพ และบมจ.การบินกรุงเทพ (สายการบิน บางกอก แอร์สเวย์ส)

ผู้กุมธุรกิจ “โรงพยาบาล-สายการบิน-สื่อ” สร้างรายได้เฉียด “แสนล้าน” “โรงพยาบาล” กิจการหลักที่หมอเสริฐ กุมบังเหียนอยู่ มีโรงพยาบาลในอาณาจักร BDMS ทั้งในและต่างประเทศรวม 42 แห่ง (ณ สิ้นปี 2558) โรงพยาบาลที่ชื่อเสียงโด่งดังและรู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบี เอ็น เอช

กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล นอกจากนี้ ยังมีโรงพยาบาลต่างจังหวัด ท้องถิ่นต่างๆทั่วไทย ทั้งภูเก็ต ขอนแก่น ชลบุรี รวมถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้านการแพทย์อื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยา ธุรกิจผลิตน้ำเกลือและธุรกิจร้านขายยาและเวชภัณฑ์ เป็นต้น

ธุรกิจโรงพยาบาลภายใต้ BDMS สามารถสร้างรายได้ให้หมอเสริฐมากกว่า6.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2558 และทำกำไรสุทธิได้ 7,917 ล้านบาท ส่วนปี 2559 ในช่วง 9 เดือน ทำรายได้กว่า 5.2 หมื่นล้านบาท ทำกำไรได้ 6,409 ล้านบาท “สายการบิน” หากจะกล่าวถึงสโลแกน ASIA’S BOUTIQUE AIRLINE

คงต้องนึกถึงสายการบินสัญชาติไทย เช่น “บางกอกแอร์เวย์” ซึ่งมี “กัปตันเต๋ พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ” บุตรชายของหมอเสริฐ ทำหน้าที่เป็นกัปตันนำองค์กรด้วยตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และกรรมการรองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BA ส่วนหมอเสริฐ นั่งเป็นประธานคณะผู้บริหารบริษัท

อันดับ 7 ตระกูลศรีวัฒนประภา เจ้าของธุรกิจ คิงพาวเวอร์ และเจ้าของสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้

เคยทำงานด้านธุรกิจต่าง ๆ มามากมาย ทั้งกิจการของตนเองและร่วมบริหาร เช่น บริษัทศรีอักษร (1980) จำกัด, กรรมการบริษัทไทยนิชิกาวา อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูโรป้าปริ๊นซ์ จำกัด (มหาชน), กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดาวน์ทาวน์ ดี.เอฟ.เอส.(ไทยแลนด์) จำกัด, กรรมการบริษัท ยูโรป้าปริ๊นซ์ (ประเทศไทย) จำกัด

นายกสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย เป็นต้น ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ กลุ่มบริษัทคิง เพาเวอร์ และมีสถานะทางสังคมเป็น นายกสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย และประธานสโมสรฯเลสเตอร์ ซิตี้ โดยเข้าไปซื้อกิจการในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งช่วงแรกถือหุ้น 51% ก่อนที่ในปีเดียวกันได้เข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 100% มูลค่าการซื้อขายทั้งหมดอยู่ที่ราว 40 ล้านปอนด์ และในปี พ.ศ. 2554 ก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานสโมสรฯอย่างเต็มตัว

อันดับ 6 ตระกูลรัตนรักษ์ เจ้าของธุรกิจ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์ ช่อง 7 สี และ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (มหาชน) จำกัด

สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 เป็นสถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินซึ่งออกอากาศด้วยระบบภาพสีแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสถานีโทรทัศน์แห่งที่ 3 ของประเทศไทย ดำเนินกิจการภายใต้สัญญาสัมปทานกับกองทัพบก เริ่มแพร่ภาพเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2510 ในระบบวีเอชเอฟ เดิมออกอากาศเป็นภาพขาวดำ

ทางช่องสัญญาณที่ 9 ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นระบบภาพสี และย้ายการออกอากาศ ไปทางช่องสัญญาณที่ 7 จนถึงปัจจุบัน มีกฤตย์ รัตนรักษ์ เป็นประธานกรรมการบริษัท กรุงเทพโทรทัศน์และวิทยุ จำกัด และสมเกียรติ เจริญภิญโญยิ่ง เป็นกรรมการผู้จัดการ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (อังกฤษ: Bank of Ayudhya Public Company Limited ชื่อย่อ: BAY)[4] เป็นธนาคารของประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2488 มีสำนักงานใหญ่แห่งแรกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าในประเทศไทย

เปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2488 มีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท ต่อจากนั้นได้ก่อตั้งสำนักงานในกรุงเทพมหานคร ณ ถนนราชวงศ์ และย้ายสำนักงานใหญ่มาตั้งอยู่ที่ถนนอนุวงศ์และถนนลำพูนไชยในปี พ.ศ. 2491 และ พ.ศ. 2493 ตามลำดับ

อันดับ 5 ตระกูลไชยวรรณ เจ้าของธุรกิจ บมจ.ไทยประกันชีวิต

“ไชย ไชยวรรณ” ปรับทัพ “ไทยประกันชีวิต” ครั้งใหญ่เปลี่ยนวิสัยทัศน์–รีแบรนด์ ยกองค์กรขึ้นเคียงข้างสังคมไทย ประกาศไม่ ต้องการทำกำไรสูงสุด ขอแค่เป็นบริษัทประกันชีวิตเบอร์ 1 ในหัวใจคนไทยเสมอเมื่อคิดถึงความรัก และการสร้างหลักประกันในชีวิต นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิตได้ประกาศปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ และพันธกิจในการดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อก้าวสู่การเป็น People Business คือ ธุรกิจที่ให้ ความสำคัญกับสังคม และผู้คนโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือทางอ้อมภายใต้สโลแกนที่ว่า เคียงข้างทุกชีวิตทั้งของผู้ที่เป็นลูกค้าบริษัท และทุกชีวิตของคนไทยในสังคม

อันดับ 4 ตระกูลอยู่วิทยา เจ้าของธุรกิจ กระทิงแดง

เฉลียวมีชื่อจีนคือ “โกเหลียว” มีเชื้อสายจีนไหหลำ โดยปู่มาจากเมืองจีน และย่าเป็นชาวไทย เฉลียวเกิดที่จังหวัดพิจิตรในครอบครัวที่มีฐานะยากจน โดยประกอบอาชีพเลี้ยงเป็ด และค้าขายผลไม้ จากนั้นได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยพี่ชายทำงานร้านขายยา โดยเป็นเซลส์ขายยา “ออริโอมัยซิน” ของบริษัทเอฟ.อี.ซิลลิคฯ แล้วลาออกมาเป็นตัวแทนนำเข้ายามา

จำหน่ายเอง ต่อมา ตั้งโรงงานผสมยาอยู่หลังโรงแรมรัตนโกสินทร์ ราชดำเนิน และ ตั้งบริษัท ทีซีมัยซิน ในช่วงแรก ผลิตแป้ง “แทตทู”, ยาเด็ก “เบบี้ดอล” ก่อนจะมาถึงเครื่องดื่ม “กระทิงแดง” ด้วยการทำตลาดแบบถึงลูกถึงคน ทำให้กระทิงแดงตีตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง ขึ้นมาอยู่ในอันดับต้น ๆ ของตลาด เฉลียวสมรสกับนกเล็ก สดสี และมีบุตร ด้วยกัน 5 คน

ได้แก่ เฉลิม อยู่วิทยา, ศักดิ์ชาย อยู่วิทยา, อังคณา อยู่วิทยา และ อีกสองท่าน ต่อมา ได้สมรสใหม่กับภาวนา หลั่งธารา ก่อนจะร่วมกันบุกเบิกเครื่องดื่มชูกำลัง “กระทิงแดง” และมีบุตรด้วยกัน 6 คน ได้แก่ สุทธิรัตน์ อยู่วิทยา, จิราวัฒน์ อยู่วิทยา, ปนัดดา อยู่วิทยา, สุปรียา อยู่วิทยา, สราวุฒิ อยู่วิทยา และนุชรี อยู่วิทยา

อันดับ 3 ตระกูลจิราธิวัฒน์ เจ้าของธุรกิจ บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด

บริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้ง หรือชื่อการค้า ห้างเซ็นทรัล ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2490 โดย เตียง จิราธิวัฒน์ (นี่เตียง แซ่เจ็ง) และ สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ (ฮกเส่ง แซ่เจ็ง) บุตรชายคนโต เป็นร้านค้าตึกแถวครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้นขนาด 1 คูหา ปากตรอกกัปตันบุช (ปัจจุบันคือซอยเจริญกรุง 30) ย่านสี่พระยา จำหน่ายหนังสือ รวมทั้ง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และ เครื่องสำอาง

ทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก โดยเซ็นทรัล เป็นกิจการใหม่ ที่สานต่อจากกิจการร้านชำ เข่งเซ่งหลี ย่านบางขุนเทียน ของเตียง 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2493 บริษัทเซ็นทรัลเทรดดิ้ง ย้ายที่ตั้งไปยังตึกแถว 3 คูหา ย่านสุริวงษ์

ปากตรอกชาร์เตอร์แบงก์ ในปี พ.ศ. 2500 เตียง ได้ร่วมทุนกับบุตรชายทั้งสามคน อันได้แก่ สัมฤทธิ์, วันชัย และ สุทธิพร เปิดทำการห้างสรรพสินค้าเต็มรูปแบบที่ย่านวังบูรพา โดยใช้ชื่อว่า เซ็นทรัล วังบูรพา ต่อมาจึงขยายสาขาสู่ย่านเยาวราช แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

อันดับ 2 ตระกูลสิริวัฒนภักดี เจ้าของธุรกิจ บมจ.ไทยเบฟเวอร์เรจ

นายกองเอก เจริญ สิริวัฒนภักดี (จีน:苏旭明 ; พินอิน:Sū Xùmíng) (เคียกเม้ง แซ่โซว, เจริญ ศรีสมบูรณานนท์) (เกิด 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2487) คือนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีน ประกอบธุรกิจหลายแขนง อาทิ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เฯลฯ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริษัทไทยเบฟเวอเรจประธานกรรมการบริหาร

บริษัท ทีซีซี แลนด์ แอสเสท เวิรด์ จำกัด ประธานกรรมการบริษัท บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของบริษัทเบียร์ช้างและบริษัทในเครือ นอกจากนั้นยังเข้าเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตันในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เจ้าของกิจการ โรงแรม พลาซ่า แอททินี่ ในกรุงเทพมหานคร และในนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

อันดับ 1 ตระกูลเจียวรานนท์ เจ้าของธุรกิจเครอซีพี

ทำงานที่สหพันธ์สหกรณ์ค้าไข่แห่งประเทศไทย และบริษัท สหสามัคคีค้าสัตว์ จำกัด ตามลำดับ กระทั่งเมื่ออายุ 25 ปี ได้กลับมาทำงานอีกครั้งที่เจริญโภคภัณฑ์ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของเครือเจริญโภคภัณฑ์ รับผิดชอบบริหารงานในตำแหน่งประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีว่าเป็นบริษัทผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

มีกลุ่มธุรกิจในเครือฯรวม 13 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร, กลุ่มธุรกิจเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยและเคมีเกษตร, กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ, กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร, กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง, กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์,

กลุ่มธุรกิจการตลาดและการจัดจำหน่าย, กลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม, กลุ่มธุรกิจพลาสติก, กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, กลุ่มธุรกิจยานยนต์, กลุ่มธุรกิจเวชภัณฑ์ และกลุ่มธุรกิจการเงินและการธนาคาร

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here