ไก่ชนหัวขาด แต่ไม่ตาย ถูกส่งตัวรักษา เผยเนื้อลิ้นกำลังจะตาย รอดูอาการ 7 วัน (คลิป-ชมภาพ)

0
287

จากกรณีโลกออนไลน์แชร์ภาพและเรื่องราว “ไก่หัวขาด-แต่ไม่ตาย” ที่โพสต์โดยเฟซบุ๊ก นพพงษ์ สนิทรักษา ที่ทำเอาหลายๆ คนอึ้ง กับเรื่องราวของ “ไก่ไม่มีหัว” ที่ถูกนำมาปล่อยทิ้งไว้ที่วัดมหาธาตุวรวิหาร พระอารามหลวง ตำบลหน้าเมือง อำเภอ จังหวัดราชบุรี ผู้สื่อข่าวข่าวสด เดินทางไปพบกับเจ้าของเรื่องดังกล่าว

คลิป

ซึ่งบวชอยู่วัดมหาธาตุวรวิหาร พระนพพงษ์ ฐิตธัมโม เผยเรื่องราวของไก่หัวหายว่า ก่อนหน้าที่จะมาบวชที่วัดนี้ ตนเองมีอาชีพเป็นทนายความ บวชเป็นพระเข้าเดือนที่ 4 เป็นการ ให้โยมพ่อโยมแม่ เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากพระทำวัตรเย็น หลวงพี่พัฒนา พระรุ่นพี่ในวัดมาบอกว่าเจอไก่ประหลาดตัวหนึ่งอยู่ที่มุมหนึ่งของโบสถ์วัด ให้ไปดูที พอพระไปเห็นก็ตกใจ งง

เหมือนกัน คือไก่มันยังไม่ตายเดินเหมือนไก่ปกติ ที่พระเคยดูในอินเตอร์เน็ต จากนั้นจึงให้เพื่อนพระอีกรูปอุ้มไก่ตัวดังกล่าวไปที่กุฏิเพื่อมาดูอาการรักษาและให้อาหาร จากอาการคือส่วนปากและตาหาย เหลือใบหูทั้ง 2 ข้าง กะโหลกศีรษะ พอดีพระมีอาหารนกขุนทองเหลืออยู่เลยใช้ไซริงค์ ฉีดยามาฉีดให้อาหารไก่เข้าที่ลำคอ ไก่มันเชื่องมาก มันกินทันทีและกินเยอะมาก

เลยคิดว่ามันคงไม่อยากตาย ต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป สัตว์ก็คงมีชีวิตของมันได้ ถ้าเมื่อมันอยากมีชีวิตเราก็ป้อนอาหารให้มันไป ส่วนทำไมไก่ตัวนี้ถึงอยู่ในสภาพนี้นั้น พระรูปหนึ่งเล่าให้ฟังว่าขณะกำลังกวาดพื้นรอบโบสถ์ เห็นไก่ตัวนี้ ซึ่งขณะนั้นมันยังมีหัวครบไม่ขาดไม่แหว่ง โดนไก่แจ้ของวัดตี ซึ่งทางวัดจะมีไก่ แมว และสุนัขอยู่จำนวนมาก เลี้ยงแบบปล่อย และปกติไม่ดุ

โดยไก่ตัวนี้ถูกไก่แจ้เจ้าถิ่นรุมตีเพราะเป็นไก่ที่เพิ่งถูกนำมาทิ้ง มันจึงหนีไปอยู่อีกมุมหนึ่งของโบสถ์ จนล่าสุดมาพบว่าใบหน้าขาดหายไป และจากคำบอกเล่าของเด็กวัดเคยเห็นหมามากัดไก่ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเจ้าไก่ตัวนี้หรือเปล่า แต่ค่อนข้างเป็นไปได้เพราะที่พื้นมีขนไก่ซึ่งเป็นสีขาว ตรงกับตัวไก่ตัวดังกล่าว หลังจากนำมันมาเบี้ยงให้อาหารคิดเหมือนกันว่ามันอาจจะตายก็ได้

แต่มันก็ยังแข็งแรง เหมือนไก่ปกติทั่วไปเลย ตอนตี 5 พระต้องเตรียมตัวออกไปบิณฑบาต เจ้าไก่ตัวนี้ก็ลุกขึ้นยืนฟังไก่ตัวอื่นขัน มันจะยืนส่ายหัวไปส่ายหัวมา และคิดว่ามันไม่ตายหรือ ก็เกิดอาการงง เพราะก็ไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงไก่เลย จึงตัดสินใจโพสต์ขอคนอุปการะ ซึ่งขณะนี้มีโยมแอ๊ะมาให้ความช่วยเหลือ ประสานงานโรงพยาบาลสัตว์เมืองโอ่ง มารับไปรักษา

หมอก็แนะนำว่ารักษาตามอาการ พระก็เลยส่งไปและก็ติดตามคอยโทรหาอยู่ สิ่งที่หวั่นใจคือหอบด้านสัตวแพทย์หญิงสุภักดี อรัญทอง รพ.สัตว์เมืองโอ่ง เผยว่า หลังได้รับแจ้งและไปรับไก่ มารักษา พบว่าเป็นไก่ชนเพศผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส คาดว่าถูกสุนัขกัดจนปากและดวงตาหายไป เมื่อมาถึงได้รักษาทันที โดยใช้เครื่องเลเซอร์ยิงที่บาดแผลบนใบหน้า และนำใส่กรงเพื่อเฝ้าดู

อาการอย่างใกล้ชิด เพราะหวั่นแผลติดเชื้อ อย่างน้อยประมาณ 7 วัน เบื้องต้นไก่ยังมีโพงจมูกหายใจได้ตามปกติ ส่วนลิ้นเหมือนจะหลุดเพราะเนื้อเริ่มแห้งตาย จะทำให้ไก่ไม่รู้รสชาติแล้ว ต้องใช้การให้อาหารทางสายตลอดเวลา ตอนนี้วางแผนการรักษาเรื่องบาดแผลรักษากันตามอาการก่อน ฉีดยาฆ่าเชื้อวันละครั้ง ทำแผล ล้างแผล และเลเซอร์แผล

ส่วนการให้อาหารลองใช้วิธีใส่สายยางเข้าไปในถุงอาหาร ส่วนค่าใช้จ่ายเราคิดรวมๆ เหมาๆ แค่วันละ 300 บาท ควบคุมทั้งหมด รวมไปถึงการป้อนอาหารด้วย แต่ประเด็นสำคัญ ใครจะเป็นผู้ที่นำเขากลับไปดูแลต่อ ซึ่งจะหมายถึงว่าต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิตของเขา เหมือนมีผู้ป่วยพิการ 1 ตัวที่จะต้องคอยดูแลตลอด แต่ต้องยอมรับว่าไก่ตัวนี้มีความเป็นนักรบของแท้

หัวใจแกร่งมาก สำหรับคนที่ต้องการอยากจะช่วยเหลือก็สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้ที่โรงพยาบาลสัตว์เมืองโอ่ง จังหวัดราชบุรี โทร 032 315037 เดี๋ยวเรามาดูที่มาของไก่ขนกันต่อเลยนะค่ะ ไก่ชน มีประวัติเล่าขานกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราช ( 356 – 323 ปี ก่อนคริสตกาล ) ซึ่งเป็นจอมจักรพรรดิของกรีก ได้กรีธาทัพแผ่อิทธิพลขยายอาณาจักรเข้ามายัง

ประเทศอินเดีย มีเรื่องเล่ากันว่าแม่ทัพนายกองได้เห็น การชนไก่ ที่อินเดีย จึงได้นำ ไก่ชน ไปขยายพันธุ์ ณ เมืองอเล็กซานเดรีย ซึ่งอยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากนั้นได้นำไก่ที่ขยายพันธุ์ได้ไปฝึกให้มีชั้นเชิงการต่อสู้แบบโรมัน เพื่อนำไปต่อสู้ในสนามโคลีเซียม เมื่ออังกฤษปกครองอินเดียได้นำ ไก่ชน จากอินเดียเข้าไปเผยแพร่ในอังกฤษ

โดยยอมรับว่า กีฬาไก่ชน เป็นเกมกีฬาที่ควรได้รับความนิยมจากบุคคลชั้นสูงเช่นเดียวกับการแข่งม้าและฟันดาบ นอกจากนี้ กีฬาชนไก่ ยังได้เผยแพร่เข้าไปในประเทศสหรัฐอเมริกาอีกด้วย ไก่ชนในเอเซีย กีฬา ไก่ชน หรือ ตีไก่ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเซีย เช่น ไทย พม่า ลาว เขมร มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย การชนไก่

ในแถบเอเซียมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และเชื่อว่า ไก่ชน มีพัฒนาการมาจาก ไก่ป่า ซึ่งมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้เพื่อเป็นอาหารประจำบ้าน เมื่อ ไก่ป่า มาอยู่กับคนนานเข้า ก็ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก นิสัยประจำตัวของไก่คือหวงถิ่นที่อยู่ ถ้ามีไก่ตัวอื่นๆ ข้ามถิ่นเข้ามาก็จะออกปกป้องที่อยู่อาศัย หรือเมื่อมีการแย่งผสมพันธุ์กับตัวเมีย ไก่ตัวผู้ก็จะตีกัน

ซึ่งทำให้เกิดการถือหางกันระหว่างเจ้าของไก่ และด้วยนิสัยของนักพนันจึงทำให้มีการแข่งขันกัน การพัฒนาสายพันธุ์ของ ไก่ป่า จึงมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ไก่ชนในเมืองไทย ในอดีต พันธุ์ ไก่ชน ไทยเป็น “ มรดกของไทย “ มาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา จนกระทั่งถึงกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลายสายพันธุ์ด้วยกัน แต่ที่สำคัญที่สุดคือพันธุ์ “ ประดู่หางดำ ” และ

“ เหลืองหางขาว ” ในสมัยกรุงสุโขทัย ไก่ชนประดู่หางดำพันธุ์แสมดำ ได้ชื่อว่า “ ไก่พ่อขุน ” เนื่องจากว่าเป็นไก่ที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงโปรด สมัยกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงนำ “ ไก่เหลืองหางขาว ” จากบ้านกร่าง เมืองพิษณุโลก ไปชนชนะไก่ของพระมหาอุปราชาที่กรุงหงสาวดี ไก่พันธุ์นี้เป็นที่นิยมเลี้ยงกัน ตามซุ้มที่เลี้ยง ไก่ชน

มักจะมี ไก่ชนเหลืองหางขาว เลี้ยงไว้เพื่อเป็นไก่นำโชค และนิยมเรียกชื่อว่า “ ไก่เจ้าเลี้ยง ” ต้นตระกูลของไก่ ไก่ เป็นสัตว์ปีกประเภทนก ต้นตระกูลมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ดังปรากฏพบหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ของนกชนิดแรกในโลก ที่แคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ. 1861 ซากดังกล่าวมีอายุประมาณ 130 ล้านปี มีลักษณะกึ่งนกกึ่งสัตว์เลื้อยคลาน

คือที่ปากมีฟัน มีเล็บยื่นออกมาจากปลายปีกและมีกระดูกหางยาว ซึ่งเป็นลักษณะของสัตว์เลื้อยคลาน ในขณะเดียวกันก็มีขนปกคลุมลำตัวเช่นเดียวกับนก ในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์เรียกซากนี้ว่า “ อาร์คีออพเทอริกซ์ ”จาก “ อาร์คีออพเทอริกซ์ ” ได้พัฒนาการสืบทอดต่อกันมาจนกระทั่งกลายเป็นนกที่มีขนาดของรูปร่าง สี และอุปนิสัยที่แตกต่างกันออกไปกว่า 9,000 ชนิด

สามารถจัดเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 27 อันดับ และ 1 ใน 27 อันดับ คือ Galliformes ซึ่งเป็นอันดับของ ไก่ป่า ไก่งวง ไก่ต๊อก ไก่ฟ้า ฯลฯ และถ้าแยก ไก่ เหล่านี้ออกเป็นวงศ์ ไก่ป่าและไก่ฟ้าจัดอยู่ในวงศ์ Phasianidae ไก่ต็อกอยู่ในวงศ์ Numididdae และไก่งวงอยู่ในวงศ์ Meleagrididae เนื่องจากประเทศไทยอยู่ใกล้กับอินเดีย

จึงทำให้ไทยได้รับขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนศิลปวิทยาการต่างๆมาจากอินเดียหลายอย่าง อาจจะเป็นไปได้ที่ไทยได้นำ ไก่ชน จากอินเดียมาเพาะเลี้ยง และคงจะมีการนำ ไก่ชน เข้ามาก่อนที่อังกฤษจะนำ ไก่ชน ไปจากอินเดีย

ทั้งนี้เนื่องจากว่า สมเด็จพระนเรศวรฯ ได้ทรงใช้ ไก่ชน ดำเนินกลยุทธ์ทางการเมืองมาก่อนที่อินเดียจะเสียเอกราชให้แก่อังกฤษเสียอีก แต่อย่างไรก็ตามอาจจะเป็นไปได้ที่ ไก่ชน ของไทยมีมานานก่อนแล้ว แต่ ไก่ชนพันธุ์อินเดีย คงจะเข้ามาในประเทศไทยพร้อมๆ กับศาสนาพราหมณ์และวัฒนธรรมอื่นๆ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here