ส่องภาพ “เป๊ก” พี่สาว “จ๊ะ อาร์สยาม” สวยไม่แพ้น้อง บอกเลยบ้านนี้ลูกสาวหน้าตาดีจริงๆ (ชมภาพ)

0
284

เรียกได้ว่าเหมือนฝาแฝดเลยก็ว่าได้ สำหรับ “เป๊ก” พี่สาวของนักร้องสุดเซ็กซี “จ๊ะ อาร์สยาม” หรือ “นงผณี มหาดไทย” ที่เป็นทั้งผู้จัดการส่วนตัว และพี่สาวเคียงบ่าเคียงไหล่ตะลุยกันไปทุกงาน เดินสายโชว์ทั่วประเทศ เรื่องความสวยนั้นไม่เป็นรองกันเลย บ้านนี้ลูกสาวหน้าตาดีจริง ๆ ก้าวขึ้นมาเป็นลูกทุ่งหญิงแถวหน้าคนหนึ่งของสังคมไทย

สำหรับ จ๊ะ คันหู หรือ จ๊ะ อาร์สยาม นงผณี มหาดไทย กว่าจะมีวันนี้ได้ เธอผ่านอะไรมามากมาย บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับเธอแบบเปิดอก มุมมองของสาวคนนี้ไม่ธรรมดา ตรงๆ ไม่แอ๊บ แต่แฝงด้วยมุมความคิดดีๆ ที่สำคัญ จ๊ะ จะมาเคลียร์ชัดๆ ทุกข่าวฉาวทั้งเกาเหลาใบเตย เสี่ยเลี้ยง ขายตัว และบอกกันตรงๆ ไปเลยว่าตลกดัง ตุ๊กกี้ โทรมาเคลียร์

ปัญหากับเธอว่าอะไร เริ่มแรกกับประเด็นที่เธอไม่ยอมทิ้งอ่างทองมาอยู่กรุงเทพฯ “คือที่หนูไม่มาอยู่กรุงเทพฯ เพราะทีมงานหนูอยู่อ่างทอง สุพรรณฯ ถ้าอยู่กรุงเทพฯ ก็ต้องวุ่นวายให้ทีมงานมารับ มันเหนื่อยนะเดินทางไปกลับ หนูชินเพราะเป็นอย่างงี้มาตลอด อยู่บ้านเราดีกว่า กรุงเทพฯ น่าเบื่อ รถติด เพื่อนก็ไม่มี เคยไปดูคอนโดฯ ในกรุงเทพฯ แต่ไม่ไหวนะ ซื้อไม่ลง

- Advertisement -

ห้องหนึ่งล้านปลายๆ สองล้าน หนูว่ามันแพงไป ห้องนิดเดียว ไม่เอาหรอก บ้านในกรุงเทพฯ ก็ไม่เอาหรอก แพงเกิน” แปลว่าเก็บเงินเก่งมาก ข่าวว่าทำงานไม่กี่ปี เก็บเงินได้ 18 ล้า “โห่ (หัวเราะ) พูดงี้เดียวภาษีมาหาหนูหรอก เดี๋ยวต้องเปลี่ยนเบอร์เลยแหละเพื่อนโทรมายืมตังค์วุ่นวายไปหมด หนูอยู่ 3 ปีตั้งแต่ดังจากคันหู ก็เก็บได้ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้เยอะมากมายอะไร”

รับงานตอนนี้ หนึ่งโชว์คิดเท่าไร “ตอนนี้จ๊ะขายเป็นวง 9 หมื่นบาท มีวงแบ็กอัพ ราคานี้ไม่รวมค่าเดินทาง ค่าที่พัก โชว์ 1 ชั่วโมง 20 นาที ถึงชั่วโมงครึ่ง ปกติคนอื่นเขาเล่นชั่วโมงเดียว หนูให้ไปเลยชั่วโมงครึ่ง ทุกวันนี้วิ่งเต็มที่เลยนะ 3 งาน ไปไกลอาจจะยากนิดนึง นอกจากขึ้นเครื่องไปเช้าเย็นกลับ”

ไม่เสียดายรายได้เหรอ น้ำขึ้นให้รีบตักนะ ทำไมไม่ลองย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ จะได้รับงานได้มากขึ้น “รายได้ไม่หายนะ เพราะงานหลักหนูคือร้องเพลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต่างจังหวัดซะเยอะ หนูไม่ได้รับพิธีกร เล่นละคร อีเวนต์อะไรนี่ อย่างนั้นถึงต้องอยู่กรุงเทพฯ แต่ของหนูคือรับงานไปต่างหวัดรถตู้หนูก็อยู่บ้าน แดนเซอร์ วงหนูก็อยู่บ้าน

เช้ามาเราก็รวมตัวกัน เย็นกลับมาก็นอน มันใช้ชีวิตง่ายกว่า แต่ถ้าหนูมาอยู่กรุงเทพฯ ปุ๊บรถตู้ต้องวนมารับมาส่งหนู ยุ่งยากตาย อีกอย่างห่วงพ่อแม่ด้วยเขาอยู่กันสองคน พ่อก็ขับรถไม่ค่อยแข็ง ถ้าจะต้องให้เขาคอยขับรถมาหาก็ลำบากพ่อกับแม่เปล่าๆ” เรื่องเรียนตอนนี้เป็นไงบ้าง “จบปริญญาตรีแล้วนะ แต่ปริญญาโทลาออกแล้ว เรียนไม่ไหว

เพราะทำงานทุกวัน ไม่ได้ไปเรียนเลย แล้วต้องเรียนเสาร์อาทิตย์ ซึ่งเสาร์อาทิตย์ก็มีงานอีก สอบก็ไม่มีเวลาไป เพราะเรารับงานไว้ล่วงหน้า หนูเลยตัดสินใจลาออกก่อน กลัวไม่จบ ลงเรียนแล้วไม่ได้เรียนเสียดายตังค์ เดี๋ยวรอพร้อมอีกทีค่อยกลับไปเรียนใหม่ รอสมองพร้อมๆ ด้วยดีกว่า ตอนนี้สมองไม่พร้อมไปเรียนก็นั่งเอ๋อเหมือนหลับใน อาจารย์พูดไรก็นั่งเอ๋อ

(ทำท่านั่งตาลอยอ้าปากหวอประกอบ) คือเรียนไปก็ไม่ได้อะไร ออกดีกว่า” ทำงานขนาดนี้มีเวลาพักผ่อนมั้ย “ไม่ค่อยมีหรอก บางทีเสร็จงานตีสาม เช้าก็ต้องตื่นไปรับงานเช้า ชีวิตเป็นงี้ตลอด ถามว่าเวลานอนมีมั้ย มีเวลาเดินทางจากจังหวัดนู้นไปจังหวัดนี้ แต่หนูก็ไม่นอนไง ติดเน็ต บนรถนี่เล่นเน็ตตลอด สไลด์ๆ (หัวเราะ)” กับอายุ 23 ปี รู้สึกว่าเราทำงานเหนื่อยไปมั้ย

กับอายุแค่นี้ “ถามว่าเหนื่อยมั้ย เหนื่อย แต่คิดกลับกันว่า หนูมีงานเยอะดีกว่าไม่มีงานทำเลยนะ ตอนหนูเรียนด้วยทำงานด้วย หนูบ่นกับพ่อว่า ทำไมชีวิตหนูไม่สบายเหมือนวัยรุ่นคนอื่น เด็กคนอื่นพ่อแม่ส่งเรียน งานก็ไม่ต้องทำ เขายังได้เรียนๆ เล่นๆ ของหนูส่งตัวเอง แถมงานยังหนักไม่ได้เล่นเลย พ่อหนูเลยสอนว่า หนูเล็ก (พ่อจ๊ะเรียกจ๊ะว่า หนูเล็ก)

เราโชคดีที่เราเรียนและมีงานทำ บางคนจบไปแล้วเขายังไม่มีงานทำเลย พ่อหนูสอนให้คิดมุมกลับ เพื่อให้เป็นผลบวกกับชีวิตเรา เพื่อเป็นกำลังใจให้เรามีแรงทำต่อ หนูคิดเสมอว่า เราอายุ 23 เรามีงานทำ เรามีทุกอย่างเลยเพราะตัวเราเอง น่าภูมิใจจะตาย คิดอย่างนี้ดีใจมากกว่ามานั่งเหนื่อย” คิดไหมว่าเราจะมาถึงจุดนี้ “(ส่ายหน้าทันที)

ไม่คิดเลยสักนิด จากไม่มีอะไรเลย บ้านหนูไม่มีรถยนต์ แต่ทุกวันนี้มีสามสี่คัน ตอนนี้ไม่มีอะไรเดือดร้อนเลย ทุกอย่างเอื้อมาหาชีวิตเราหมด ทั้งสิ่งของ เงินทอง และสังคม จากเมื่อก่อน บ้านเราไม่มีอะไร คนไม่สนใจ พอมีปุ๊บ คนนู้นก็เข้าหา คนนี้ก็เข้าหา แต่เราก็ต้องมีขอบเขต เพราะหนูคิดเสมอว่า ตอนที่เราไม่มี ก็ไม่มีใครเข้ามาหาเรา”

ณ วันที่เป็น จ๊ะ เทอร์โบ วันนั้นยากลำบากขนาดไหน “ต้องบอกก่อนว่า เริ่มแรกเลยไม่ได้อยู่เทอร์โบนะ ไม่ได้อยู่ประจำ คนจะคิดว่า จ๊ะอยู่ประจำเทอร์โบ ไม่ใช่นะ จ๊ะร้องฟรีแลนซ์ เป็นแค่นักร้องอิเล็กโทน ใครมาจ้างหนูก็ไป วงเล่นสดมาจ้างหนูก็ไป จนมาดังกับคลิปคันหู คนเลยคิดว่า หนูเทอร์โบ เอาจริงๆ เวลานั้นถามว่าลำบากมั้ย

ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากกัดก้อนเกลือกิน แค่เราไม่ได้มีเหมือนคนอื่นเขา ไม่มีรถยนต์ ไม่มีบ้านหลังใหญ่ๆ มีแค่บ้านเล็กๆ ต้องส่งตัวเองเรียน ทุกคืนหนูต้องไปร้องเพลง ถ้าสมมติไม่มีงานนอก งานเล่นสด งานอิเล็กโทน หนูก็จะไปลานเบียร์ กลับมาก็ตีสามตีสี่ เช้าก็ไปเรียน ชีวิตก็เป็นมาอย่างนี้ตลอด สมัยนั้นคืนหนึ่งได้ 500 บาท ร้องทั้งคืนไปตั้งแต่เย็นยันตีสี่

มันลำบากมากเหนื่อยสุดๆ แต่ก็เป็นบทเรียนสอนหนูตลอดนะไม่ให้ลืมตัว เพราะว่าเมื่อก่อนได้ 5 ร้อยร้องทั้งคืน ไปรถเวทีลำบากลำบน กลับบ้านตีห้า เรายังทำได้ไม่บ่น ยังอยากทำทุกคืนๆ เพื่อได้เงิน 5 ร้อยทุกวัน วันนี้มีรถดีๆ มารับนั่งเครื่องบินไป ชั่วโมงกว่าได้ 9 หมื่นบาท เพราะฉะนั้น หนูจะไม่เรื่องมากบ่นเลย ไม่เคยมีว่าจ๊ะ อาร์สยามจะเลือกโรงแรม เลือกรถมารับ

สมัยก่อนหลังเวทียังนอนได้ สองแถวยังไปได้ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว ซึ่งการไม่เรื่องมากนี้ก็เป็นผลดีกับหนูเอง เพราะเจ้าภาพก็พูดกันปากต่อปากว่าหนูไม่เรื่องมาก ทำงานง่าย เพราะฉะนั้น หนูต้องขอบคุณประสบการณ์ชีวิตที่เคยผ่านมาที่ให้บทเรียนหนู” จากศูนย์เราควบคุมตัวเองอย่างไรไม่ให้หลงไปกับแสงสี สิ่งยั่วยุของวงการบันเทิง

“หนูคิดตลอดว่าเราเคยจน จะทำยังไงไม่ให้กลับไปจนอีก หนูกลัวมากนะความจนของหนู หนูก็เลยไม่ค่อยใช้ตังค์อะไร ตอนแรกอยากได้รถ MSX รถมอเตอร์ไซค์ที่มันแบบว่าห้าวๆ หน่อย อยากได้มากเลย หนูจะซื้อละ 7 หมื่นกว่าบาท ช่วงนั้นสติขาดมาก เขาลดให้หนูเหลือ 5 หมื่นกว่า โห้ลดเยอะเลย ต้องได้มา (หัวเราะ) แต่พ่อหนูพูดคำแรกเลย

ถ้าหนูจะซื้อพ่อไม่ว่า แต่ ณ ตอนนี้เรามีตังค์แล้ว เราอยากได้อะไรเราซื้อปุ๊บ ถ้าต่อไปเราไม่มีตังค์ แล้วอยากได้อีก ทำไงล่ะ แล้วเราซื้อมาจะทำไรเหรอ มาจอดเหรอ โน้นสแมชพ่อก็มีนะ ลองขับดิ พ่อพูดแบบเนี้ย แล้วบอกว่าขับจริงๆ มีเวลาขับไหม พ่อสอนตลอดว่า เราต้องไม่ใช่ว่าอยากได้อะไรแล้วต้องได้ ต้องคิดก่อนว่าได้แล้วเอามาทำอะไร

เพราะเงิน 7 หมื่นมันเยอะนะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ แต่พอดังหน่อย โอ๊ยเงิน 7 หมื่นเอง พ่อบอกว่าคิดอย่างนั้นไม่ได้ ขนาดหนูได้รางวัลร้อยสองร้อย บางทีคนเรามีมุมที่ลืมตัวทุกวันนี้ได้รางวัลสี่ห้าร้อยไม่เก็บ รู้สึกเห้ย มันไม่เยอะเว้ย เพราะว่าเงินมันผ่านมือเราทุกวัน จนพ่อหนูเจอแม่หนูมาเจอ แม่หนูก็บอกว่าทำไมตังค์ไม่เก็บ เมื่อก่อนได้ 40 บาทเก็บอย่างดี

เขาจะเตือนสติเราตลอด จนหนูจะซื้ออะไรราคาเริ่มต้นพันกว่าบาทก็คิดละ คิดตลอด” แต่บางคนก็จะมองว่าเราทำงานเหนื่อย อยากได้อะไรต้องซื้อ ซื้อความสุข “มุมนั้นก็มี แต่หนูไม่ใช้เรี่ยราดไง ซื้อรถ 2 ล้าน ซื้อบ้าน 2 ล้าน อะไรแบบนี้ซื้อได้” สดหมดมั้ย “ไม่ๆ ไม่สด (หัวเราะ) ก็คือถ้าทำไรก็ทำชิ้นใหญ่ๆ แต่รถน่ะมันไม่จำเป็นหรอก

หนูมีอยู่แล้วใช่มั้ย แต่มันเป็นความอยากได้ ความฝันไง พ่อกับแม่ก็ไม่ว่า แต่ให้เลือกว่าหนูจะซื้อรถหรือคอนโด หนูก็เลยเออคอนโดก็ขับไปไหนไม่ได้ คนก็ไม่เห็น เออเอารถดีกว่า ขับไปไหนๆ คนจะได้เห็นอะไรแบบเนี้ย” แล้วสรุปซื้อหรือเปล่ารถ “ซื้อ ทุกวันนี้ก็จอดอยู่นะนั่น เพราะไปรถตู้ตลอด แล้วก็ไม่มีเวลาขับด้วย ทุกวันนี้หนูจะประกาศขายละ

จอดนิ่งเลย (หัวเราะ)” ใช้เงินส่วนใหญ่ทำอะไร “ชอบดูเสื้อผ้าในอินเทอร์เน็ต สองร้อยกว่าบาท สามร้อยกว่าบาท อะไรแบบเนี้ย ชอบซื้อ” ทุกวันนี้ จ๊ะ คันหู ก็ใส่เสื้อผ้าสองร้อยสามร้อยเหรอ “ใส่ๆ (ไม่ใส่พวกแบรนด์เนมเหรอ) ไม่ค่ะ ซื้อไปเดี๋ยวทำให้เราเป็นนิสัยอีก ถ้าหนูซื้อแบรนด์นี้ปุ๊บ หนูกลัวว่าต่อไปหนูจะติดหรูเดินตลาดไม่

ได้ละ เราไม่เริ่มเลยดีกว่า มีบ้างนิดหน่อย เวลาจะออกงานอะไรแบบเนี้ย แต่ไม่ใช่ว่าเราเริ่มปุ๊บแล้วไปเรื่อยๆ มันจะเคยตัว ตอนนี้ชีวิตเรามาถึงจุดนี้จริงอยู่ แต่คนเรามีลงนะตอนนี้เราทำเงินได้ ต่อไปทำเงินไม่ได้ แต่เราจะต้องใช้ของพวกนั้นตลอด มันก็ไม่ใช่ ผลสุดท้ายเราก็ต้องทำอะไร หาสามีรวย แต่หายากไง (หัวเราะ) มันไม่ได้เพราะด้วยปากหนู ปากแบบนี้ไม่เคยได้หรอก

เคยมีคนมาชอบ โคตรรวยเลย คุยกับหนูได้วันสองวัน ไปเลย” ทำไมล่ะ คุยอะไรกับเขา “หนูเป็นที่แบบว่า ฮะโหล มีไรป่ะ ทำงานอยู่ อะไรแบบเนี้ย คือเขาไม่มีโอกาสได้พูด คือคนพวกนี้เขาจะแบบมีผู้หญิงมาเทคแคร์เขาตลอด ซึ่งมันคนละฟิลกับหนูมากๆ แล้วหนูก็คิดแล้วว่าชีวิตเราอยากได้อะไรเราทำด้วยตัวเองมาตลอด

แต่ถ้าเกิดมีสามีรวย เราอยากจะได้อะไร เรางกไง เราอาจจะขอเขาแบบเนี้ย เห้ยพี่ขอตังค์ 2 หมื่นดิคิด 2 หมื่นอาจพูดไป 2 แสน (หัวเราะ) ดังนั้น เราก็คิดว่าไม่ดีกว่า เราก็มีตังค์อยากได้ก็ซื้อ แต่ถ้ามันไม่มีประโยชน์อะไรก็ไม่ต้องซื้อ ก็จบไม่ต้องมาแคร์ใครด้วย ใช้ชีวิตด้วยตัวเราเอง”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here