รวบตัวแล้ว ! ‘หนุ่มผมยาว’ เผารถในพื้นที่พานทองคืนเดียว 7 คันรวด ผู้ต้องหายังให้การวกวน ตำรวจมั่นใจดำเนินคดีได้เพราะภาพตรงกับกล้องวงจรปิด (คลิปเผารถ-ชมภาพ)

0
218

เปิดคลิปชายผมยาว ขี่มอเตอร์ไซค์ตระเวนราดน้ำมันเผาเก๋งชาวบ้านกลางดึก พบคืนเดียวรถเสียหายนับ 10 คัน วันที่ 26 มีนาคม 2561 เจ้าของเฟซบุ๊ก Chatchai Surin ได้มีการเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ชายคนร้ายไว้ผมยาว รูปร่างท้วม ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีน้ำเงิน ออกตระเวนจุดไฟเผารถยนชาวบ้านในพื้นที่วัดหนองกระทุ่ม ต.หนองกะขะ อ.พานทอง จ.ชลบุรี

คลิป

ได้รับความเสียหายหลายคัน ซึ่งเหตการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณตีสามคืนที่ผ่านมา โดยวิธีการคือ คนร้ายจะขี่รถจักรยานยนต์มาพร้อมกับถังน้ำมัน เมื่อเห็นรถเป้าหมายก็จะลงมาใช้น้ำมันราด ก่อนจุดไฟเผา แล้วขี่รถหลบหนีไป ทั้งนี้หลังคลิปวิดีโอเหตุการณ์ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมออนไลน์

ที่ต่างตั้งข้อสงสัยว่าชายคนร้ายก่อเหตุลักษณะนี้เพื่ออะไร ป่วยปัญหาทางจิตหรือไม่ ? ขณะเดียวกัน เช้าวันนี้ (26 มีนาคม) รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากจุดดังกล่าวแล้ว คนร้ายรายนี้ยังก่อเหตุอีกจุดในเวลาใกล้เคียงกัน ซึ่งจุดนี้อยู่ภายในซอยข้างวัดหนองตำลึง

พบรถยนต์ถูกไฟเผาไหม้ทั้งคัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้เวลาฉีดน้ำดับกว่า 30 นาที ซึ่งเจ้าของรถเผยว่า ตนเองไม่เคยมีเรื่องกับใคร รถก็จอดแบบนี้มานานแล้ว อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังได้รับแจ้งอีกว่ามีรถถูกไฟเผาอยู่ภายในซอยเดียวกัน ห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นรถรถตู้และรถกระบะ

ภาพวงจรปิดช่วงคืนวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมาได้มีคนร้ายเป็นชายร่างท้วมไว้ผมยาว ใส่เสื้อเชิ้ต กางเกงยีนส์ สะพายกระเป๋า ขี่รถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียนตระเวนใน อ.พานทอง จ.ชลบุรี หลังจากนั้นได้ใช้น้ำมันราดรถและจุดไฟเผา ทำให้รถเสียหายทั้งหมด 7 คัน โดยเหตุแรกเกิดขึ้นบริเวณอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 94/4 – 94/5/ – 94/6 ริมถนน

ศุขประยูรขาเข้า จ.ชลบุรี หมู่ 2 ต.หนองกะขะ อ.พานทอง จ.ชลบุรีพบรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า วีออส สีบรอนซ์เงิน ทะเบียน กล 3183 ชลบุรี และรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า โคโลล่า สีเขียว ทะเบียน พน 6676 กทม.ซึ่งเป็นรถของนายสุชาติ ธาดานุกูลวัฒนา อายุ 68 ปี ต่อมาได้ได้เกิดเหตุเผารถที่จอดอยู่หน้าบริษัท นครโมลด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เลขที่ 27 / 208 หมู่ 5

ต.หนองตำลึง อ.พานทอง จ.ชลบุรี คือรถเก๋ง ยี่ห้อโตโยต้า อัลติส สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน 4 กภ 3403 กทม. ซึ่งเป็นรถของนายเจริญ มีขุนทด อายุ 50 ปี ได้รับความเสียหายและบริเวณใกล้เคียงกันยังมีรถกระบะและรถตู้ถูกเผาอีก 4 คัน พ.ต.อ.ภาสกร ทุนทรัพย์ ผกก.สภ.พานทองทราบเหตุจึงได้สั่งการให้ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนออกติดตามตัวคนร้ายโดยด่วน

เพราะเกรงว่าจะไปเผารถคันอื่นอีก โดยตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดพบว่ารถจักรยานยนต์ที่ก่อเหตุเป็นรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ หมายเลขทะเบียน คฉล 45 ชลบุรี ซึ่งนายวสิทธิ์ นันทิวัชวิภา อายุ 29 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59 / 2 หมู่ที่ 6 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี เป็นผู้ครอบครอง จึงได้นำตัวมาสอบสวน พ.ต.อ.ภาสกร กล่าวว่า ในการสอบสวนเบื้องต้นนายวสิทธิ์ยัง

ให้การวกวน ไม่รู้ว่าเป็นเทคนิค หรือเสพยาบ้า ซึ่งตำรวจจะได้ตรวจปัสสาวะอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นยังไม่ได้ตั้งข้อหาอะไร ขอให้พนักงานสอบสวนได้ข้อเท็จจริง จึงจะตั้งข้อหาอีกครั้งหนึ่ง อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับกล้องวงจรปิดที่ก่อเหตุเผารถ ซึ่งได้มีการเผารถไปทั้งหมด 7 คัน

เดี๋ยวเรามาดูกฏหมายกันต่อเลยนะค่ะการทำข้าวของเสียหายไม่ว่าจะเป็นการขว้างปาเตะถีบโยนทุบทำลายเป็นการกระทำที่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ซึ่งตามหลักกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ ในระหว่างสามีภรรยากิริยาแบบนี้อาจหาง่ายในหลายบ้าน แต่บางบ้านนานๆ ทีจะมีสักครั้ง และเพียงแค่ครั้งเดียวก็อาจเกินรับไว้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครอยากทำผิดกฎหมาย

แต่เมื่อโกรธหรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ คิดเสียว่าของอาจเสียหายก็ยังดีกว่าทำร้ายคนรักตัวเอง เป็นสามีภรรยากันหนักนิดเบาหน่อยก็ต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน จะสมานฉันท์ได้มากแค่ไหนก็บ้านใครบ้านมัน ต่อให้รักเธอทุกวันก็อาจรักจนขาดสติได้ กิริยาร้ายๆ ก็อาจกระจายเก็บไม่ทันเหมือนกัน กฎหมายท่านบอกว่าถ้าการทำให้เสียทรัพย์เป็นการกระทำระหว่างสามีภรรยากระทำต่อกันแล้ว

แม้จะเป็นความผิดแต่ไม่คิดโทษให้หมายความว่าไม่ต้องรับโทษสำหรับความผิดนี้ แบบนี้ไม่มีเฮไปเสียหมดต้องตรวจสอบตำแหน่งให้ดีว่าต้องเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย ต่อให้สังคมรับรู้ทั่วไปก็นำมาอ้างเพื่อยกเว้นความรับผิดไม่ได้ เสร็จแล้วต้องสำรวจให้ดีว่าจะทำลายชิ้นไหนหากเป็นสมบัติของเราเองหรือที่เป็นสินสมรสก็ไม่เป็นไร ประมาณว่าเราก็เสียหายเหมือนกัน

จากนั้นก็ดูว่าถ้าทรัพย์ที่ทำลายนั้นเป็นของสามีหรือภรรยาฝ่ายเดียว จะเป็นของรักของหวงแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เป็นของส่วนตัวของอีกฝ่ายก็ได้รับ ยกเว้นโทษเหมือนกัน ไม่ได้ชี้นำแต่ชี้แจงให้เห็นแจ้งว่าทรัพย์ที่ทำให้เสียหายอันจะได้รับความกรุณาจากกฎหมายต้องเป็นทรัพย์ประเภทใดบ้างเท่านั้น แต่บางทีของที่ทำให้เสียหายอาจเป็นของที่มีคนอื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยก็ได้ถ้าเป็นอย่าง

นั้น งานนี้มีเสียหายเพราะกฎหมายไม่แผ่ขยายไปคุ้มครองเราให้คนอื่นเขาต้องพลอยเดือดร้อนด้วย ดังนั้นถ้าเป็นของที่ คนอื่นมีเอี่ยวด้วยเมื่อไรโทษทางอาญาก็เปิดรอไว้ให้รับไปเต็มๆจะอ้างว่าสามีหรือภรรยาของเรามีส่วนด้วยแค่ไหนก็อ้างไม่ได้เด็ดขาด ภรรยาที่ชอบกรีดรถของสามีทั้งๆ ที่ยังเช่าซื้อเขาอยู่ ก็ระวังให้ดีว่ารถคันนี้มี เจ้าของเป็นเจ้าหนี้ของสามีเราเองหรือสามีที่ฉีกเสื้อตัว

โปรดของภรรยาในตู้เสื้อผ้าก็ต้องดูว่าเป็นเสื้อยืมมาจากใครหรือไม่ จะยี่ห้อแบรนด์ไหนเสียหายทั้ง ทางแพ่งและอาญาเลยเชียว เรื่องพรรค์นี้มันก็ลำบากหากจะเลือกของเอาไว้ ก่อนปาก่อนขว้างก่อนทำลาย เพราะตอนนั้นอะไรใกล้ตัวก็จัดการไปอย่างไม่ต้องลังเล แล้วจะเอาสติที่ไหนมาคัดเลือกกรรมสิทธิ์ได้ทัน ก็ลองหยิกแขนตัวเข้าไว้อาจช่วยได้ในระดับหนึ่ง

การได้รับยกเว้นโทษในข้อหานี้มีส่วนดีที่ทำให้ครอบครัวไม่ล่มสลายด้วยการให้ข้อหาพาติดคุกในระหว่างสามีภรรยาในกรณีที่มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา แต่กฎหมายไม่ได้มีเจตนาว่าทำไปเถิดไม่เกิดเรื่องหรอก แม้จะไม่ต้องรับโทษทางอาญาก็ถือว่ากระทำละเมิด เกิดอีกฝ่ายไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ก็อาจต้องชดใช้ความเสียหายต่อกัน เพราะการยกเว้นความรับผิดทางอาญา ไม่ได้หมายความว่า

ให้เจ๊ากันไปจากการที่ไปทำลายของส่วนตัวเขาเสียที่ไหน ทำอะไรก็นึกถึงใจอีกฝ่ายเข้าไว้การทำเพื่อความสะใจก็แค่ระบายอารมณ์ในช่วงนั้นและมันไม่คุ้มเอาเสียเลย มาตรา 358 “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 359 “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 358 ได้กระทำต่อ

(1) เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ใช้ในการประกอบกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม
(2) ปศุสัตว์
(3) ยวดยานหรือสัตว์พาหนะ ที่ใช้ในการขนส่งสาธารณ หรือในการประกอบกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม หรือ
(4) พืชหรือพืชผลของกสิกร

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 360 “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณประโยชน์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 360 ทวิ “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคหนึ่ง ที่ประดิษฐานอยู่ในสถานที่ตามมาตรา 335 ทวิ วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 361 “ความผิดตามมาตรา 358 และมาตรา 359 เป็นความผิดอันยอมความได้”

องค์ประกอบความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ มาตรา 358

1.ผู้ใด
2.ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์
3.ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
4.เจตนา (องค์ประกอบภายใน)

ส่วนของการกระทำคือ

1.ทำให้เสียหาย หมายถึง ทำให้ทรัพย์ชำรุด บุบสลาย หรือทำให้ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง
2.ทำลาย คือ การทำให้ทรัพย์สิ้นสภาพไปเลย
3.ทำให้เสื่อมค่า คือ การทำให้ทรัพย์ราคาลดลง
4.ทำให้ไร้ประโยชน์ คือ ทำให้ทรัพย์นั้นหมดประโยชน์ไป แม้เพียงชั่วคราวก็ตาม

 

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here