นักร้องชื่อดัง ฝีมือดีที่ถูกลืม ! ชีวิตอับแสง หลังค่ายไม่ดัน ต้องดิ้นรนประทังชีวิต เปิดร้านอาหาร ขายเอง-ร้องเอง! (รายละเอียด)

0
476

หายหน้าหายตาไปนาน สำหรับนักร้องชื่อดัง อย่าง “สนธยา ชิตมณี” หรือที่รู้จัก “สน เดอะสตาร์” ผู้ชนะเลิศการแข่งขันเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 1 ซึ่งนอกจากเจ้าตัวจะมีละครมีหนังเล่นบ้าง ร้องเพลงลูกทุ่งร้องกับโกไข่ ตอนนี้ก็เปิดร้านอาหารนั่งชิว พร้อมฟังเพลง ชื่อ “ร้านนายสน ลาดพร้าว101” ซึ่งเจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อดังว่า

“งานเพลงยังทำครับ ไปอยู่เบื้องหลังบ้าง แต่ทุ่มเวลาไปทำร้านตัวเองมากกว่า ที่ร้านนายสนเดอะสตาร์ แถวลาดพร้าว 101 ถามว่าขายดีไหม ขายดีครับ เน้นเพลงเก่าๆ เน้นลูกค้าผู้ใหญ่ บรรยากาศร้านของเราก็จะบ้านๆ” แต่กระนั้นจะเห็นได้ว่าเหมือนหนุ่มสน เดอะสตาร์ จะไม่ถูดพลักดันจากทางค่าย เหมือนนักร้องคนอื่น ในบ้านเดอะสตาร์เท่าไรนัก ทั้งๆที่เขามีเสียงที่เป็น

เอกลักษณ์ แถมเสียงดีมาก แต่กลับถูกปล่องนิ่งเฉย จนต้องดิ้นรนเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงานเบื้องหลัง หรืองานร้องเพลง ที่ตัวเองต้องร้องเองในร้านของตัวเอง! และถ้าถามว่าผู้ชนะคนใดที่ไม่ถูกเหลียวแลเลย เชื่อว่าหลายคนต้องนึกถึงหนุ่มสนเป็นอันดับแรกๆเลยก็ว่าได้ อย่างไรก็ตาม “สน เดอะสตาร์” มีผลงานภาพยนตร์เรื่อง มหาลัยเหมืองแร่, เปิงมาง กลองผีหนังมนุษย์

- Advertisement -

และ ไชยา และละครอย่าง น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์, หนึ่งมิตรชิดใกล้ นั่นเอง เดี๋ยวเรามาดูกันต่อเลยนะค่ะ ว่าตั้งแต่เริ่มต้นนายสนได้เข้าวงการมาได้ยังไงแต่หลายคนอาจจะลืมชื่อ “เดอะสตาร์คนแรก” ของเมืองไทย สน-สนธยา ชิตมณี ไปแล้ว ซึ่งตอนนี้สนก็อยู่ภายใต้ชายคาของ “แกรมมี่โกลด์” โดยเจ้าตัวยอมรับว่าการเดินทางในเส้นทางชีวิตทั้งก่อนและหลังเข้าวงการไม่ได้ง่ายเลย

แถมในวันที่ “คาดหวัง” ว่าจะดังเป็นพลุแตก มันก็กลับไม่มาถึง ทั้งนี้ 12 ปีของสน เดอะสตาร์ ในวงการบันเทิงจะผ่านอะไรมาบ้าง อันดับแรกคงต้องมารู้จักกับ “ไอ้สน” เสียก่อนชีวิตที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ “เรียนจบ กศน.ครับ ตอนแรกก็ไปช่วยลูกพี่ลูกน้องเดินสายไฟตามอาคาร ทำงานก่อสร้างผสมปูน บุรุษไปรษณีย์ ที่หนักสุดคือ ส่งข้าวโพดอ่อน ต้องแบกถุงข้าวโพด

หลายๆ กิโลขึ้นรถบรรทุกวันละ 400 ถุง ทำมาหมดแล้ว พอเริ่มมีลู่ทางก็ได้มาเล่นดนตรีกลางคืน ครั้งแรกที่เล่นดนตรีให้พี่สาวซื้อกีตาร์ให้ แล้วเรามาผ่อนเขาทีหลัง ตอนนั้นราคามันแพงมาก เราก็เลยต้องทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน กลางคืนเล่นดนตรีได้คืนละ 150 บาท กลางวันก็ส่งไปรษณีย์ได้วันละ 100 บาท เพื่อหาเงินมาผ่อนกีตาร์กับพี่ แต่เราก็ไม่ได้ลำบากถึงขนาดไม่มี

เงินเลย ที่บ้านก็มีสวนยาง แต่เราอยากที่จะทำงานหาเงิน”ก้าวแรกของวงการเพลง”ผมร้องเพลงตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาก็แค่อยากเป็นนักร้องนักดนตรีกลางคืน แต่ไม่ได้คิดไปถึงการเป็นศิลปินนักร้องโด่งดังเลย ไม่เคยประกวดอะไรเลย ตอนเด็กๆ มีแค่ครั้งเดียวที่ประกวดที่ยะลา ได้ที่ 2 มา คือ ไม่ใช่นักร้องเดินสายประกวด แต่มาวันหนึ่งก็ได้เข้ามาประกวดเดอะสตาร์ตอนมาประกวด

เดอะสตาร์เป็นช่วงเฟื่องฟูของเราเลย เพราะตอนนั้นเล่นดนตรีอยู่ 7 ที่ ได้เงินเดือนหนึ่ง 45,000 บาท แล้ววันที่เริ่มเปลี่ยนชีวิตเราคือวันที่ พี่เต๋า คนที่ดีไซน์การร้องให้พี่เบิร์ด มาเห็นเราร้องเพลงที่โรงเบียร์แห่งหนึ่ง เขาก็เข้ามาถามเราว่าอยากลองประกวดเดอะสตาร์ไหม ตอนแรกคิดว่าไม่เอาดีกว่าเพราะหน้าตาเราก็ไม่ได้หล่อ แต่พี่เต๋าก็ทิ้งนามบัตรไว้ให้ แล้วพอดีเพื่อนชื่อจุ๊บมา

ชวนให้เราไปเป็นเพื่อน เขาจะไปสมัครเดอะสตาร์ก็เลยได้พ่วงไปด้วย พอเข้ารอบเป็นตัวแทนภาคใต้ก็ไม่ได้บอกใครนะ จนพอมาถึงรอบ 8 คนสุดท้ายคนถึงได้รู้” “เดอะสตาร์ 1” คือ “ครอบครัว” “ตอนนั้นเป็นปีแรกของเดอะสตาร์ ทุกคนช่วยเหลือกันมาก เวลาผมร้องไห้เพื่อนๆ จะเข้ามาปลอบ ต่างคนต่างดูแลกัน มีครั้งหนึ่งซ้อมร้องเพลงแล้วอารมณ์ไม่ได้

ผมก็นึกถึงพ่อ คือพ่อจะเป็นคนพูดเพราะกับลูกทุกคน แต่พ่อไล่ผมออกจากบ้าน เพราะเราเรียนไม่จบแถมติดยา เกเรมาก โดนจับปืน ตีกัน ตอนนั้นเลยคิดถึงพ่อและคิดว่าจะร้องเพลงให้พ่อ ชีวิตนี้ก็อยากจะให้เขาภูมิใจสักครั้ง คือตอนนั้นเขาเสียไปแล้ว พอร้องแล้วมันเหมือนอินจนออกจากอารมณ์นั้นไม่ได้ ไปนั่งร้องไห้อยู่ตรงบันได้หนีไฟที่โรงแรม ถาม นิว-จิ๋วได้เลย น้องๆ ก็ตกใจ

มาปลอบ ตอนนั้นพวกเราทั้ง 8 คนเหมือนพี่น้องกันครับ” เมื่อ “คาดหวัง” ก็อาจ “ผิดหวัง” “พอได้รางวัลเดอะสตาร์ ตอนนั้นความคิดเปลี่ยนเลยครับ เริ่มคาดหวังว่าเราต้องดัง มีเงิน มีชื่อเสียง คิดไปเอง น่ากลัวนะ แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างหวัง ผมเคยให้สัมภาษณ์ในรายการคนค้นฅน ว่ามันไม่แน่เสมอไปหรอกที่คนที่ได้ที่ 1 จะโด่งดัง คนที่ถูกคัดออกก่อนเพื่อนอาจจะดังกว่า

ก็ได้ อันนี้ผมเคยพูดก่อนออกอัลบั้ม สนคนคว้า ดาว อีกนะ แต่พอเริ่มมีอัลบั้มก็อดไม่ได้ที่จะคิดและคาดหวัง แล้วพอมันไม่ได้เปรี้ยงอย่างที่คิดก็เริ่มผิดหวัง เราไม่ได้โทษใคร มันคือจังหวะชีวิต ดวงเราด้วย เพราะบริษัทเขาก็ทำเต็มที่แล้ว แต่มันทำให้เราได้คิดว่าเราต้องมีสติกับชื่อเสียงที่ได้มา อย่าไปคาดหวัง เชื่อไหมคาดหวัง และลืมตัวจนเกือบจะหลุดจากตัวตนการเป็น “ไอ้สน”

ไปแล้ว ไปยึดติดกับคำว่า “สน เดอะสตาร์” มากเกินไป มันเลยทำให้เหนื่อย จะว่าไปช่วงลืมตัวออกจะโอ่หน่อย นี่ก็เกือบปีนึงเลยนะ พอผิดหวังก็นอนร้องไห้ ทบทวนชีวิต และได้มาฟังเพลง “ด้วยรัก” ของโกไข่ ที่พูดถึงแม่กับพ่อกล่อมให้ลูกนอน มันคิดได้เลยว่าทำไมเราถึงต้องอยากเป็นอะไรนักหนา เราก็แค่ลูกของพ่อกับแม่ แถมเรายังได้เป็นในสิ่งที่ใครหลายคนไม่มีโอกาสได้เป็น

ทำไมไม่ทำมันให้ดี ดีกว่ามานั่งคาดหวังแล้วมาเสียใจเมื่อผิดหวัง จากนั้นก็กลับมาชีวิตติดดิน ง่ายๆ สบายๆ คือ ไอ้สนคนเดิม ผมเข้าใจอารมณ์ที่เวลาเขาด่าดาราคนไหนที่ดังแล้วลืมตัว บางคนที่กลับตัวได้เร็วก็โชคดี แต่คนที่กลับตัวไม่ได้ผมเข้าใจว่าเขาอาจจะไม่ได้เดินมาด้วยตัวเอง แต่เรารู้ว่าเราเดินมาด้วยความลำบากแค่ไหนไง” ไม่ว่าจะเจออะไร “อย่าลดมาตรฐานของตัวเอง”

“หลังจากคืนที่นอนร้องไห้แล้วคิดได้ไม่กี่วัน ก็มีคนติดต่อไปเล่นภาพยนตร์ กลับกลายเป็นว่าภาพยนตร์มหา’ลัยเหมืองแร่ ทำให้คนรู้จักเราเยอะกว่าการเป็นนักร้อง แล้วยิ่งต่อด้วยภาพยนตร์เรื่องไชยา ที่กวาดรางวัลทั้งสองเรื่องเลย ตอนนั้นรู้สึกว่าเรามีค่ามากขึ้น แล้วคนจะมารู้จักเรากว้างขึ้นตอนที่เป็น “โกไข่กับนายสน” ถึงแม้จะยังขึ้นไม่เปรี้ยงสุดแต่ก็ไม่ได้ลงต่ำ มันอยู่ของมันได้

เราก็ตั้งใจทุกงานที่ทำ อย่าลดมาตรฐานตัวเอง ทีแรกกะทำแค่อัลบั้มพิเศษ แต่กลายเป็นว่าผลตอบรับดี จนตอนนี้ชุดที่ 4 และมีชุดพิเศษล่าสุดอีก สิบกว่าปีมานี้เราเจอมาทุกรูปแบบกับบททดสอบชีวิต แบบเป็นแรงกำลังใจให้กับเราก็มี พวกบั่นทอนกำลังใจก็มี แต่ผมไม่ทนนะ วิจารณ์งานผมได้แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องงานนี่ผมด่านะ ไม่ต้องรักษาภาพพจน์ ไม่ได้ก้าวร้าวแต่เราไม่ชอบให้

ใครมารังแก อย่างเดอะสตาร์ตอนนี้มาตรฐานเปลี่ยนไปเล็กน้อย รุ่นผมเขาหานักร้อง แต่รุ่นนี้เขาหาคนที่ทำได้ทุกอย่าง ถ้าผมมาสมัครตอนนี้ก็คงไม่ได้ เวลารวมรุ่นทำกิจกรรมแต่ละคนก็จะมีแฟนคลับมากรี๊ด แต่ของผมมันสายเพื่อชีวิต ลูกทุ่ง แรกๆ น้อยใจแต่พอเราใช้วิธีมองโลกแง่บวก แบบไม่ว่าจะเป็นป้ายไฟใครเรามองเป็นป้ายไฟเรา ทำเต็มร้อย

คือเวลาเอ็กแซ็กท์ทำกิจกรรมเกี่ยวกับเดอะสตาร์ เราเข้าใจนะ เขาต้องเลือกบุคลากรของเขาก่อน คือเดอะสตาร์ 1 และ 2 มันอยู่แกรมมี่ไง อันนี้เรารู้ระบบเรื่องปกติ จะให้ผมไปเต้นกับฮั่นและแกงส้มก็ไม่น่านะ สิ่งที่เวทีเดอะสตาร์ให้กับชีวิต “ไอ้สน” คนนี้ “สิบกว่าปีที่ตั้งแต่เป็นเดอะสตาร์ปีแรก เราได้อะไรหลายอย่างมาก ทั้งวิธีคิด โอกาส และทำให้เราได้รู้จักตัวเอง

รู้จัดคิดวิเคราะห์ สอนให้เราคิดบวก รู้จักคุณค่าของความรักที่คนอื่นมีให้เรา โตขึ้นมากครับ จากเด็กติดยาคนหนึ่ง มาถึงตรงนี้ได้ ไกลมากครับ ต้องขอบคุณครอบครัว พ่อแม่ ญาติพี่น้อง พี่เต๋า และอีกหลายคนมาก ณ ตอนนี้ทุกคนได้เห็นความสำเร็จอีกขั้นของเรา รวมถึงพ่อที่อยู่กับเราตลอดเพราะท่านอยู่ในใจเรา มีรูปท่านอยู่ที่ร้านอาหารของผม คือร้านนายสนเดอะสตาร์ และที่บ้าน มีหมดครับ ส่วนแม่ก็ดีใจที่เรามาถึงตรงนี้ได้ เพราะตอนนี้เราก็เป็นคนที่ดูแลทุกคนในครอบครัวได้หมด”.

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here