เผยเหตุผล ! สุดยอดครู ปฏิรูปการให้คะแนน เมื่อเด็กนร.มาฟังผลสอบ ปรากฎว่าได้ที่ 1 ทั้งห้อง (ชมภาพ-รายละเอียด)

0
196

เผยภาพครูให้คะแนน นร.ทุกคน มีทักษะเก่งที่สุดเป็นของตัวเอง ช่วยเด็กสนใจความสามารถตัวเอง มากกว่าเน้นทำคะแนนแข่งกัน ทำชาวเน็ตแห่ชื่นชม เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทุกวันนี้การเรียนในไทย มุ่งเน้นไปที่การสอบแข่งขันชิงดีชิงเด่น จนก่อให้เกิดช่องว่างระหว่างการศึกษา ระหว่างเด็กที่เรียนเก่ง และเด็กที่เรียนไม่เก่ง ทั้ง ๆ ที่เด็กที่เรียนไม่เก่งนั้น

อาจจะมีความถนัดอย่างอื่นนอกห้องเรียนก็ได้ ล่าสุด ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชินกร พิมพิลา คุณครูจากโรงเรียนบ้านนาสีนวล จังหวัดสกลนคร ได้เผยผลการประเมินเด็กนักเรียนในรูปแบบใหม่ ที่แตกต่าง โดยไม่ได้เน้นที่คะแนน แต่ระบุชัดเจนว่าแต่ละคนมีความถนัดด้านไหนบ้าง ครูชินกร เปิดเผยอีกว่า ก่อนหน้าที่จะประกาศผลการเรียนนั้น เด็ก ๆ ต่างสนใจแต่ว่าจะสอบได้อันดับเท่าไหร่

แต่เมื่อเปิดดูก็จะเห็นว่าตัวเองได้ที่ 1 ในด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ เด็กก็ไม่ต้องสนใจมาวัดว่าใครคะแนนสูงกว่ากันเพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างกันนั่นเอง จากภาพจะเห็นได้ว่า ครูชินกร รู้จักนักเรียนของตนเองเป็นอย่างดี โดยมีตั้งแต่คนที่เก่งด้านวิชาการอย่างการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ หรือการช่วยครูสอนรุ่นน้อง นอกจากนี้ก็ยังมีเด็กอีกหลายคนที่ถนัดแตกต่างไป

- Advertisement -

ทั้งหาปลาเก่ง, นวดฝ่าเท้าเก่ง, ตีกลองยาวเก่ง , ย้อมสีธรรมชาติเก่ง หรือมีความสามารถในการร้องเพลง เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ทำให้นักเรียนนั้น หันมาสนใจสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีมากขึ้นกว่าเน้นแต่จะทำคะแนนเพื่อแข่งขันกับคนอื่น ภายหลังจากที่ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้มีการแชร์ออกไปเป็นจำนวนมาก โดยมีผู้เข้ามาชื่นชมคุณครูท่านนี้ และหากประเทศไทยมีครูที่เข้าใจ

เด็กนักเรียนแบบนี้เพิ่มมากขึ้น ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยสำหรับเหล่านักเรียนซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ เดี๋ยวเรามาดูกันต่อเลยนะค่ะว่าครุที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร ครู คือ ผู้ที่มีความสามารถให้คำแนะนำ เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการเรียน สำหรับนักเรียน หรือ นักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั้งของรัฐและเอกชน มีหน้าที่ หรือมีอาชีพในการสอนกับวิชาความรู้

หลักการคิดการอ่าน รวมถึงการปฏิบัติและแนวทางในการทำงาน โดยวิธีในการสอนจะแตกต่างกันออกไปโดยคำนึงถึงพื้นฐานความรู้ ความสามารถ และเป้าหมายของนักเรียนแต่ละคน และนอกจากการสอนแล้วครูยังเป็นผู้ยกระดับวิญญาณมนุษย์ ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี สอนในคุณงามความดีเพื่อเป็นแม่แบบให้เด็กได้ปฏิบัติตามทั้งต่อหน้าและลับหลัง คำว่า “ครู”

มาจากศัพท์ภาษาสันสกฤต “คุรุ” และภาษาบาลี “ครุ, คุรุ” ครูประจำการ หมายถึง ข้าราชการครูผู้ดูแลนักเรียนในห้องเรียนหรือชั้นเรียนหนึ่ง ๆ เป็นเวลาหนึ่งภาคเรียนหรือหนึ่งปีการศึกษา พร้อมทั้งทำหน้าที่ธุรการประจำห้องเรียน ในโรงเรียนของรัฐบาล ในอดีตความสัมพันธ์ของครูประจำชั้นจะเปรียบเสมือนผู้ปกครองคนที่สอง ต้องคอยดูแลเอาใจใส่ อบรมสั่งสอน ช่วยแก้ปัญหา

และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับบ้าน อันเป็นผลทำให้ครูและโรงเรียนได้รับความศรัทธาพร้อมทั้งมีบุญคุณต่อนักเรียนและครอบครัว ระบบการศึกษาส่วนใหญ่ในโรงเรียนทั่วโลกมีการนักเรียนออกเป็นชั้น ๆ เป็นห้อง ๆ เพื่อความสะดวกต่อการเรียนการสอน และการดูแลปกครอง รวมทั้งทำกิจกรรมอื่น ๆ โดยเรียกเรียกว่า “ห้องเรียน” หรือ “ชั้นเรียน” (Classroom)

และเรียกเพื่อนร่วมชั้นเรียนเดียวกันว่า “เพื่อนร่วมชั้น” (Classmates) ผู้สอนในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือระดับอุดมศึกษา จะมีตำแหน่ง อาจารย์ โดยอาจารย์ที่ได้รับตำแหน่งทางวิชาการ ได้แก่ อาจารย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ตามลำดับ การได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา

ตำแหน่งครู คือบุคคลที่ทำหน้าที่ช่วยสอน สอนทบทวน สอนภาคปฏิบัติ แตกต่างจากอาจารย์ที่ สอนภาคบรรยายเรื่องต่าง ๆ ครูที่ทำหน้าที่ดูแลระบบทั้งโรงเรียนจะเรียกว่า ครูใหญ่ ซึ่งคล้ายคลึงกับคณบดี หรืออธิการบดี ในระดับอุดมศึกษา โดยหน้าที่ของครูใหญ่มักจะทำหน้าที่ดูแลระบบการจัดการของโรงเรียนมากกว่าการสอนในห้องเรียน ต่อมาเป็นตำแหน่งผู้บริหารสถาน

ศึกษา ทำหน้าที่บริหารสถานศึกษา ในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ กระบวนการเรียนอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ผู้เรียนจะเรียนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยมีความก้าวหน้า และสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากและรวดเร็วขึ้น ปัญหาที่สืบเนื่องมาจากจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นต่อห้องเรียน จนทำให้วิธีการสอนแบบเดิมๆ ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ สื่อที่แสดงมีขนาด

ใหญ่ไม่เพียงพอสำหรับ ผู้เรียนที่อยู่หลังห้อง ความจดจ่อกับผู้สอนถูกเบี่ยงเบนจากพฤติกรรมและสภาพแวดล้อมในชั้นเรียนขนาดใหญ่ ผู้เรียนมีการนำเอาคอมพิวเตอร์พกพาเข้ามาสืบค้นความรู้ในชั้นเรียน ผู้เรียนถามคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ครูกำลังสอน หรือนำข้อมูลเหล่านั้นมาพูดคุย โดยที่ครูตอบไม่ได้ หรือไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ ครูจึงต้องพร้อมที่จะปรับตัวและพัฒนาตนเอง

ให้ทันยุคที่เปลี่ยนไป และต้องไม่ขาดความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะและวิทยาการให้ทันสมัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เทคนิควิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ได้เด็กมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่สังคมไทยและสังคมโลกต้องการ ในการนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

(Information and Communications Technology :ICT) มาใช้ในการศึกษา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับคุณภาพทางการศึกษา ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการพัฒนาครูได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนครูผู้สอน ตลอดจนลดความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาในโรงเรียนที่ห่างไกลอีกด้วย

ครูคือผู้เป็นที่พึ่ง ในตำบลหมู่บ้านในชนบท เมื่อชาวบ้านมีปัญหาอะไร ก็มักจะไปหาครู ไปถาม ไปขอให้ ช่วยตัดสิน ว่าอะไรผิดอะไรถูก เพราะเขามีความมั่นใจว่า ครูเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ พร้อมด้วย ความเมตตากรุณา ยินดีที่จะช่วยเหลือแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นที่พึ่ง ซึ่งจะให้คำปรึกษาหารือ แก่เขาได้ นี่เป็นเกียรติของครูที่ควรแก่การภาคภูมิใจ

ครูคือผู้เปิดประตูคอก เจ้าประคุณท่านอาจารย์สวนโมกข์ท่านใช้คำพูดว่า ครูเป็นผู้เปิดประตูคอก ที่ขังสัตว์ ไว้ในความมืด ให้ได้ออกไปสู่แสงสว่าง หรือเป็นผู้เปิดประตูคุกแห่งอวิชชา ให้สัตว์ออกมา เสียจากความโง่เขลา ครูคือผู้ฝึก นอกจากนั้นท่านยังเห็นว่า ครูคือผู้ฝึก เป็นดังสารถีผู้ฝึกสัตว์ให้เชื่อง เหมือนอย่างนายสารถี ผู้ขับรถม้าหรือเกวียน ครูจึงต้องเป็นผู้มี

ความเมตตาปรานี ไม่ใช้อำนาจดึงดันเอาแต่ใจของตัว เพราะการฝึกโดยการฟาดฟันลงไปด้วยแส้ ด้วยไม้ ด้วยตะขอสับนั้น ก็แน่นอนที่สุดว่า ย่อมจะไม่ได้รับ ความรัก ความจงรักภักดีจากสัตว์ที่ตนฝึก มันยอมให้ก็เพราะกลัว สบโอกาสเมื่อใดก็ต่อต้าน ครูคือผู้ให้แสงสว่าง ให้ความรู้แก่ศิษย์อย่างทั่วถึง ทั้งวิชาการทางโลก และวิชชาอันเป็นปัญญาด้านใน ครูจึงต้องศึกษา ฝึกฝน

อบรมตนเองให้พร้อมทั้งวิชาและวิชชา วิชานั้นเรียนรู้จาก ตำรา ครูอาจารย์ และ ประสบการณ์ได้ แต่วิชชาจะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากการศึกษาด้านใน ด้วยการหมั่นมองดู ใคร่ครวญ ถึงสิ่งอันเป็นสัจธรรม กฎธรรมชาติที่มนุษย์ทุกคนควรรู้คือ “ประกอบเหตุอย่างใด ผลอย่างนั้น”

ถ้าเห็นความจริงข้อนี้ เมื่อมีปัญหา เกิดขึ้นก็จะมีปัญญาพิจารณา รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร จึงจะเป็นการกระทำที่ถูกต้อง และเมื่อได้ประกอบเหตุปัจจัยในส่วนของเรา อย่างเต็มความสามารถ แล้วก็สบายใจ ภาคภูมิใจได้ ส่วนผล จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องยอมรับว่ายังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ เป็นส่วนประกอบอีก

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here