ปัง หรือ พัง! เมื่อ “ขวัญ อุษามณี” เปลี่ยนลุคมาเป็นสาวผมสั้น! สลัดสายแบ๊วออก บอกเลยเซ็กซี่และแซ่บเวอร์ (ชมภาพ)

0
295

ยิ่งโสดก็ยิ่งสวยแซ่บมากๆเลยล่ะค่าาา สำหรับนางเอกสาว ขวัญ อุษามณี ที่ล่าสุดปรากฎตัวมาในชุดสีแดงเพลิงพร้อมกับผมซอบสั้นสะกดทุกสายตา! โดดเด่นสุดๆไปเลยจ้าาา แฟนๆว่าไงบ้าง ผ่านไหม? ดูเหมือนพริกทั้งสวนก็ยังจะเผ็ดสู้เธอไม่ได้ สำหรับนางเอกสาว “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์” ที่ต้องขอบอกเลยว่า ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้สถานะ “โสด”

ก็ดูเหมือนเจ้าตัวจะขยันรับงานเซ็กซี่ถี่ๆ จนแทบจะลืมลุคนางเอกสายแบ๊วกันไปเลย แถมล่าสุดสาวขวัญยังลงทุนจัดหนักแปลงโฉมตัวเองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าด้วยการ สวมวิกผมสั้นสไตล์สาวมั่นที่มาพร้อมกับชุดเดรสเว้าหน้าเว้าหลัง ก่อนจะยกระดับความเซ็กซี่ด้วยเรียวขาใต้ผ้าซีทรูที่ดูแล้วลงตัวสุดๆ เชื่อว่าบรรดาหนุ่มๆ ทั้งหลายคงอยากให้ ขวัญ อุษามณี เปลี่ยนลุคบ่อยๆ

เพราะนอกจากเจ้าตัวจะไม่เคยทำให้ผิดหวังแล้ว ยังช่วยให้หัวใจกระชุ่มกระชวยอีกด้วย เปิดประวัตินักแสดงสาว “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์” ในละคร “เพชรตัดเพชร” กับบทบาท “ไป่หลู” เป็นอีกหนึ่งนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากสำหรับ “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์” กับบทบาท “ไป่หลู” ในละครดราม่า-แอคชั่น “เพชรตัดเพชร”

- Advertisement -

เรียกได้ว่ากระแสดีตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว และแน่นอนทำให้หลายๆ คนอยากที่จะรู้จักนักแสดงมากขึ้นเช่นกัน งานนี้ทาง “ดาราเดลี่” ก็ไม่พลาดที่จะพาชาว “ddsocial” มาทำความรู้จักกับเจ้าตัวกัน “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์” มีชื่อเล่นว่า “ลูกขวัญ” ลูกครึ่งไทย-อังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2531 เดิมบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี

เขาจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-5 จาก โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแม่พระฟาติมา ปริญญาตรีจากคณะนิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เขาเริ่มเข้าวงการจากการได้ทาบทามและแนะนำจากทีมงานนักแสดงตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยเริ่มจากงานเดินแบบ

และเล่นละคร ละครเรื่องแรกที่เล่นคือ “พ่อจ๋า แม่ขา ลูกรัก” จนได้รับงานแสดงทั้งของช่อง 3 และช่อง 7 ในปี 2547 อุษามณีได้ทำสัญญาเป็นนักแสดงของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดยเรื่องแรกหลังการเซ็นสัญญานั้นคือ “สาวน้อยในตะเกียงแก้ว ภาค 2 ตอนแม่มดน้อยตัวป่วน” ซึ่งเธอรับบทร้าย เรื่องต่อมา “อกธรณี” เธอได้เล่นเป็นนางเอกเต็มตัวเรื่องแรก

ต่อมานักแสดงสาวได้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากละครเรื่อง “ขิงก็ราข่าก็แรง” ที่ทำให้เกิดวลีติดปากอย่าง ‘แม่ไม่ปลื้ม… จบ’ ส่งผลให้ละครเรื่องนี้เป็นละครที่มีเรตติ้งสูงสุดของปี 2549 โดยตอนจบเรตติ้งสูงสุด ด้านชีวิตส่วนตัวของสาว “ขวัญ” กำลังคบหาดูใจกับนักแสดงหนุ่ม “กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล” ส่วนงานอดิเรกของนักแสดงสาวนั้นคือการออกกำลังกาย

และท่องเที่ยว สำหรับใครที่อยากติดตามผลงานหรือข่าวคราวความเคลื่อนไหวของนักแสดงสาวสามารถเข้าไปติดตามกันได้ที่ IG @kwanusa9 แม้ประเด็นดราม่าระหว่างครอบครัวของ ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ จะยังคงคุกรุ่น แต่สิ่งหนึ่งที่ถูกพูดถึงหนักมาก หลังจากขวัญเปิดใจให้สัมภาษณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา (9 ตุลาคม) ก็คงจะเป็นเรื่อง ‘การใช้เงิน’ ที่ทำให้หลายคนอึ้ง

ไม่ว่าจะประโยคที่ว่า “…ที่ผ่านมาผิดพลาดเรื่องงานกันบ่อย ขวัญอยากขึ้นมารับงานด้วยตัวเองจริงๆ อยากเรียนรู้ ขวัญทำงานมาถึงทุกวันนี้ไม่มีสินทรัพย์อะไรที่เป็นส่วนตัวของขวัญ ขวัญรู้สึกขวัญเติบโตมา ขวัญต้องมีครอบครัวต้องมีลูก แต่ทุกวันนี้สินทรัพย์ขวัญคือไม่มีอะไรเลย ขวัญขอทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง แต่ไม่ใช่ว่าขวัญจะลุกขึ้นมารับงานเองแล้วไม่แบ่งเงิน

หรือไม่ช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวที่เคยทำมา ขวัญยังทำ…” หรือ “ขวัญเพิ่งเริ่มต้นรับงานเองเมื่อต้นเดือน เงินทุกบาททุกสตางค์ขวัญให้คุณแม่หมดตั้งแต่ขวัญเกิดมาเลย ขวัญได้เงินเดือน 4 หมื่น ปีที่แล้วขวัญได้เงินเดือน 3 หมื่น ปีนี้มาขวัญก็พยายามทำ อย่าง ‘ลายูซี่ บาย อุษามณี’ ที่ขวัญสร้างมาขวัญก็ยกให้ พี่แก้ว (เขมรัสนี ไวทยานนท์-พี่สาว) ไปแล้ว

เพราะฉะนั้นขวัญก็อยากมีอะไรที่เป็นตัวของขวัญเองบ้าง ขวัญก็พยายามจะสร้างจากสิ่งที่ขวัญพยายามเก็บ” วันนี้จึงจะพาไปเจาะลึกเรื่อง ‘เงิน’ ของดาราเบอร์ดังอย่าง ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ กันที่รู้กันดีอยู่แล้วคือขวัญนั้นเข้าวงการบันเทิงมาตั้งแต่เด็ก เพราะความเป็นลูกเสี้ยว พ่อเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ แม่เป็นไทย-มอญ-แขกขาว

ใบหน้าที่ฉายแววสวยแต่เล็กเลยทำให้เมื่ออายุได้เพียง 3 ขวบก็มีงานเดินแบบ พอ 7 ขวบก็ได้เล่นละครเรื่องแรก ‘พ่อจ๋า แม่ขา ลูกรัก’ จากนั้นก็วนเวียนเล่นละครในฐานะดาราเด็กทั้งช่อง 3 ช่อง 5 ช่อง 7 กระทั่งอายุได้ 16 ในปี 2547 ขวัญก็ได้เซ็นสัญญาเป็นนักแสดงของช่อง 7 ประเดิมเรื่องแรกกับบทนางร้ายใน ‘สาวน้อยในตะเกียงแก้ว ภาค 2 ตอนแม่มดน้อยตัวป่วน’

แล้วค่อยขยับมาเป็นนางเอกละครเย็นเรื่อง ‘อกธรณี’ ซึ่งบอกเลยว่าดังเปรี้ยงสุดๆ จนต้องเพิ่มตอน กลายเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงสุดของปี ชนะละครหลังข่าวทุกช่อง จากนั้นขวัญก็ค่อยๆ สะสมชื่อเสียงผ่านผลงานละครเรื่องดัง ไม่ว่าจะ ‘ขิงก็รา ข่าก็แรง’, ‘ดั่งดวงหฤทัย’, ‘เพลิงพรหม’, ‘หัวใจเถื่อน’, ‘ไม่สิ้นไร้ไฟสวาท’ ฯลฯ พร้อมๆ กับค่าตัวที่เพิ่มมากขึ้น

โดยตอนนี้ถ้าเป็นงานละครว่ากันว่าเรตราคาของขวัญอยู่ที่เกือบๆจะแตะ 100,000 บาทต่อตอน (ส่วนใหญ่ละครช่อง 7 เรื่องหนึ่งจะมีราว 14-15 ตอน) ส่วนงานอีเวนต์ตัวเลขกลมๆ จะอยู่ที่ราว 100,000 บาทต่องาน อย่างไรก็ตามแม้ค่าตัวจะสูง แต่ถ้าไปไล่เรียงเรื่องการใช้เงินดูจะสวนทางกันเลยทีเดียว โดยขวัญเคยให้สัมภาษณ์ในรายการ ‘วู้ดดี้’

เมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ว่า “ขวัญทำงานได้เงินมาให้แม่หมด เพิ่งมาได้เงินเดือนเดือนละ 30,000 บาท เพิ่งขึ้นมาเป็น 40,000 ตอนเรียนจบเพิ่งได้บัตรเอทีเอ็ม นอกจากนี้เธอยังว่า “สมมุติไปต่างประเทศ อ้อนของบคุณแม่ก่อน คิดว่ายังไงคุณแม่ก็ต้องให้ เพราะเราเป็นลูก แม่ก็บอกว่าได้ อยากซื้ออะไรซื้อไปเลย แต่กลับมาเธอรับผิดชอบนะ

ไม่ต้องใช้ 2 เดือน 3 เดือน กลับมาเขาก็ไม่ให้ใช้จริงๆ เงินเดือน 2 เดือน 3 เดือน แม่ไม่ให้ใช้จริงๆ ไปกินข้าวข้างนอกเขาให้พันนึง พันนึงเติมน้ำมันก็หมดแล้ว ก็ดีที่มีคุณแม่แบบนี้สอนให้เราไม่ฟุ่มเฟือย” โดยขวัญยังบอกอีกว่าที่ผ่านมาไม่เคยทราบเรื่องค่าตัวเวลาเล่นละคร แต่ถ้าเป็นงานอีเวนต์นั้นทราบ เพราะได้ฟังตอนคุณแม่คุยโทรศัพท์บ้าง อย่างไรก็ตามเธอย้ำ

“เพราะคุณแม่ไม่มีอาชีพ คิดซะว่าให้คุณแม่จัดการบริหาร ถ้าไม่ให้คุณแม่หนูคงไม่มีบ้าน ไม่มีรถ ไม่มีสินทรัพย์ทุกอย่างเหมือนทุกวันนี้” หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมนางเอกดังถึงทำงานเท่าไหร่ก็มอบให้คุณแม่หมด ข้อนี้ขวัญเคยพูดไว้ในรายการเดียวกันว่า สาเหตุมาจากเพราะการเสียชีวิตของ ร.ต.ต.เกษม พูลเกิด ผู้เป็นคุณพ่อ

ซึ่งจากไปจากการนอนหลับในรถ “เพราะพ่อจากไปโดยไม่ยอมใช้เงินลูก” ขวัญว่า “จะซื้อรถใหม่ให้ก็ไม่เอา เวลาไปโรงพยาบาลก็ไม่ไปโรงพยาบาลเอกชน เพราะบอกว่าต่อไปก็เป็นทรัพย์สินของขวัญ ขวัญเลยมีปมตรงนี้ว่าให้แม่ใช้ตังค์ๆๆๆ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้เลยทำงานหนัก” “เรารู้สึกว่าเรามีปมตรงนี้ แล้วเราก็ไม่อยากพลาดอะไร เหมือนที่พลาดกับพ่อ”

ดังนั้นแม้เรื่องราวอะไรๆ จะยังไม่ลงตัว แต่ถ้าพูดถึงระเบียบวินัยในการใช้เงินของขวัญที่ผ่านมา นับว่าน่าชื่นชมทีเดียว ขวัญได้รับการทาบทามและแนะนำจากทีมงานนักแสดงตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยเริ่มจากงานเดินแบบ และเล่นละคร โดยละครเรื่องแรกที่เล่น คือ “พ่อจ๋า แม่ขา ลูกรัก” จนได้รับงานแสดงทั้งของช่อง 3 และ ช่อง 7 โดยในปี 2547

ได้ทำสัญญาเป็นนักแสดงของสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โดยเรื่องแรกหลังการเซ็นสัญญา นั้นคือ “สาวน้อยในตะเกียงแก้ว ภาค 2 ตอนแม่มดน้อยตัวป่วน” ซึ่งขวัญเล่นเป็นนางร้าย เรื่องต่อมา “อกธรณี” ขวัญได้เล่นเป็นนางเอกเต็มตัวเรื่องแรก ละครดังมาก ได้เพิ่มตอนออกอากาศ และเป็นละครที่มีเรตติ้งสูงสุดของปีชนะละครก่อนข่าวและหลังข่าวทุกช่อง

ทำให้ขวัญโด่งดังและเป็นที่รู้จัก ต่อมาขวัญได้ตอกย้ำความแรงกับละครหลังข่าว “ขิงก็ราข่าก็แรง” ที่ทำให้เกิดวลีสุดฮิตอย่าง ‘แม่ไม่ปลื้ม’ ‘จบ’ ส่งผลให้ละครเรื่องนี้เป็นละครที่มีเรตติ้งสูงสุดของปี 2549 โดยตอนจบสามารถทำเรตติ้งสูงสุดถึง 24 และเรตติ้งเฉลี่ยอยู่ที่ 17 ต่อมาเรื่อง “ปมรักรอยอดีต”

ขวัญได้กลับมาพบกับ ปู ไปรยา สวนดอกไม้ ซึ่งเล่นเป็นนางร้าย หลังเคยเจอกันในเรื่อง สาวน้อยในตะเกียงแก้วภาค 2 และทำเรตติ้งสูงสุดที่เรตติ้ง 22 (ตอนอวสาน 18) ของปี 2551 ในปี 2554 ขวัญ ได้กลับมาเล่นบทร้ายอีกครั้ง ในบท อินตรา (ในร่างมนชญา)

ในละครเรื่อง “เพลิงพรหม” ที่สามารถทำเรตติ้งตอนจบสูงถึง 20 จนคว้า รางวัลร้ายได้ใจ จาก สยามดารา อวอร์ด 2011 นอกจากนี้ขวัญยังมีผลงานเด่น ๆ อีกมากมาย อาทิ รอยรักรอยบาป (เรตติ้งเฉลี่ย 15 ตอนจบ 21), หงส์ฟ้า (เรตติ้งตอนจบ 20 เฉลี่ย 13.5) ฯลฯ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here