ปลุกความเป็นชะนีในตัวคุณ!!! Wake Up ชะนี The Series แก๊งชะนีวัย 30 และ ผู้ชายงานดีย์ที่มหาศาล (ชมคลิป)

0
3403

“จีเอ็มเอ็มทีวี” เจ้าแห่งซีรีส์วัยรุ่นต้อนรับปี 2018 ด้วยการเปิดตัวซีรีส์ 10 เรื่องสุดปัง ในงาน “GMMTV SERIES X” (จีเอ็มเอ็มทีวี ซีรีส์ เท็น) ที่ปล่อยตัวอย่างออกมาเรียกน้ำย่อยชวนติดตามทุกเรื่อง เพราะมีทั้งความแปลกใหม่ หลากหลาย และรสชาติที่เข้มข้นขึ้น พร้อมทัพนักแสดงที่ตบเท้ามาร่วมงานกว่า 80 ชีวิต ท่ามกลางสื่อมวลชน พันธมิตรธุรกิจ และแฟนคลับนับพันคน ที่ GMM LIVE HOUSE เซ็นทรัลเวิล์ด

Wake up ชะนี The Series นำแสดงโดย ป๋อมแป๋ม-นิติ, จักจั่น-อคัมย์สิริ, ตู่-ภพธร, เอ๋-มณีรัตน์, น้ำตาล-ทิพนารี, ลี-ฐานัฐพ์, เฟิร์ส-คณพันธ์ เรื่องราวของ แก๊งชะนีวัย 30 ที่มีทั้งการงาน มิตรภาพ และความรัก กับการเลือกผู้ชายที่เข้ามาในชีวิต ที่มีเพื่อนตุ๊ดสุดซี้ไว้เตือนสติเรื่องผู้ชาย พร้อมออกอากาศมีนาคมนี้

หลังจากหมดสัญญากับทางช่อง 7 จั๊กจั่น อคัมย์สิริ สุวรรณศุข ก็ถูกคาดหมายว่า น่าจะมาร่วมงานกับบ้านเก่าช่อง ONE อีกทั้งก่อนหน้านี้ก็มีภาพคู่กับ บอย ถกลเกียรติ ออกมาด้วย จั๊กจั่นก็ได้ออกมาเปิดเผยชัดเจนแล้วว่า ผลงานแรกในฐานะการเป็นนักแสดงอิสระ คือ ซีรีส์แนวคอมเมดี้กับทางช่อง ONE ชื่อเรื่อง “Wake Up ชะนี” โดยมี ยายป๋อมแป๋ม เล่นเป็นตัวเอก ซึ่งจั๊กจั่นยังได้เปิดเผยอีกว่า แนวคอมเมดี้เป็นแนวที่อยากทำ เพราะห่างหายไปนานถึง 5 ปี อีกอย่างก็ชื่นชอบยายป๋อมแป๋มมานานแล้วด้วย ด้านทีมงานก็เป็นทีมไดอารี่ตุ๊ดซี่ส์ คิดว่าหลายคนคงชอบส่วนเรื่องบทบาทในเรื่องจะเป็นอย่างไร ขออุบเอาไว้ก่อน ต้องรอติดตาม

- Advertisement -

One Night Stand จริงๆ แล้วมันเป็นส่วนนึงของการทำความรู้จักกัน มันเป็นส่วนนึงของการสร้างความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกดีๆ มันพัฒนาไปได้หลายแบบ โอเค การมีเซ็กซ์กันแล้วมันทำให้เรามีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน ใช่! แต่มันไม่ใช่ทางด่วนที่จะทำให้เราวาร์ป…..ป ไปเป็นแฟนกันได้ และหลังจากนอนด้วยกันแล้ว ก็ยังแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของต่อกันนั่นก็เพราะ พวกเขายังไม่เข้าใจคำว่า One Night Stand เจ้หมอ กล่าวไว้

เอ๊ะ! แล้วเจ้หมอเป็นใครกัน? ทำไมถึงกล่าวถึงเรื่องแบบนี้ หากคุณยังไม่เคยรู้จักเธอ… วันนี้ truststoreonline จะพาคุณมาคุย คุ้ย ให้ตื่นไปกับ หมอแพท นพ. อุเทน บุญอรณะ หรือ ที่ใครๆ เรียกว่า เจ้หมอแห่งเพจหมอตุ๊ด ผู้โด่งดัง ที่ใครๆ ต่างก็มาอินบ็อกซ์ ปรึกษาโน่นนั่นนี่ และเจ้แกก็ยินดีตอบ …แถมตอบ แถมเล่า แถมเม้าท์มอยหอยสังข์ได้ดี จนวันนี้มียอดไล้ค์ถึง 150,000 กว่าๆ แล้วนะคุณ

จนเจ้หมอแกสั่งสมประสบการณ์จริงมากลั่นและกรองจนออก หนังสือเล่มที่สองขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ในชื่อว่า “Wake Up ชะนี!” ที่เพิ่งเปิดตัวไปในงาน มหกรรมหนังสือ ระดับชาติที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา …บอกเลยว่า น้องนีไม่ควรพลาด อ่านซะ จะได้ตื่น! แรงบันดาลใจในการเขียน “Wake Up ชะนี”

ในเพจหมอตุ๊ด จะมีอินบ็อกซ์มาอยู่แล้ว ซึ่งในเพจเจ้หมอจะเล่าเรื่องอยู่ไม่กี่แบบคือ 1. เรื่องประสบการณ์สมัยเป็นนักเรียนแพทย์ เรื่องตลกๆ ของคนไข้ เรื่องข้อคิดในการใช้ชีวิต กับเรื่องปรึกษาปัญหาความรัก ซึ่งเรื่องชีวิตนักเรียนแพทย์ กับ เรื่องข้อคิดในการใช้ชีวิต เอามาผสมกัน และนำมาเขียนเป็นหนังสือไปแล้ว 1 เล่ม ทีนี้ก็เหลือเรื่องแบบปรึกษาปัญหาความรัก เคยคิดนะว่าอยากจะเขียนแต่ก็ไม่สบโอกาสสักที

จนกระทั่งวันนึง นั่งกินกาแฟกับเพื่อนสนิทสมัยเรียนเฉพาะทาง นางชื่อ หมอเปิ้ล นางเป็นหมอหัวใจ รักษาโรคหัวใจให้คนอื่นได้ แต่ไม่รู้หัวใจตัวเองเลย นางมักจะมีปัญหาความรัก และชอบมาคุย จู่ๆ นางเอ่ยขึ้นมาว่า “นางโชคดีนะที่มีเพื่อนเป็นตุ๊ด” เพราะเพื่อนตุ๊ดเนี่ยจะมีมุมมองของผู้ชายด้วย และก็เข้าใจชะนีด้วย เพราะเราก็จะวางตัวเองว่าเราก็เป็นผู้หญิงคนนึงงี้ เราก็บอกว่า “ตลกป่ะแก คือผู้หญิงทุกคนก็ต้องมีเพื่อนเป็นตุ๊ดอยู่แล้ว

สมัยนี้ เพื่อนตุ๊ดเป็นเหมือน Accessories อย่างนึงที่ผู้หญิงทุกคนควรจะมี แต่เปิ้ลบอกว่า “ไม่จริงนะแก บางคนก็ไม่มีเหมือนกัน ก็น่าจะเอาเรื่องที่แกเตือนสติฉันมาเขียนเป็นหนังสือเพื่อชะนีบางตัวที่ไม่มีเพื่อนตุ๊ด อย่างน้อยไม่ได้สาระก็เอาตลกก็ได้ เพราะเวลาให้คำแนะนำเพื่อนก็จะตลกไปด้วย เจ้ก็โอเค รับไว้เป็นไอเดียว่าจะเขียน และก็เป็นจังหวะที่ทาง Her Publishing ติดต่อเข้ามาพอดีว่าอยากให้เขียนหนังสือ

ซึ่งตอนแรกๆ ก็ยัง Blank อยู่ จนไปนั่งคุยกันกับบก.ใหญ่ เขาให้แนวคิดมาว่าเขาชอบ แนวแบบ “ฮัลโหล ชะนีตื่น!” ไอเดียเราตรงกัน เราก็เลยแบบเอาอันนี้ล่ะมาทำเป็นหนังสือ” “Wake Up ชะนี!” เหมาะกับน้องนีประเภทไหนบ้าง เหมาะกับ น้องนี ทุกประเภท แม้แต่น้องนีที่ประสบความสำเร็จแล้ว คือมีหลัวแล้ว เพราะบทสุดท้ายก็จะพูดถึงว่า

ฮัลโหล การเดินทางยังไม่จบนะจ๊ะ ถึงแม้ เชคสเปียร์ จะบอกว่า การเดินทางจบ เมื่อพบกับคนที่ใช่ เป็น วลีเด็ดของ เชคสเปียร์ มาก จริงๆ ก็ไม่ได้อยากงัดข้อกับ เชคสเปียร์ นะ แต่ ฮัลโหล เชคสเปียร์คะ มันไม่จบ จริงๆ แล้วมันแค่เปลี่ยนเฟสของการเดินทางเฉยๆ ซึ่งสำหรับ น้องนีที่ประสบความสำเร็จแล้วก็อ่านเอาสนุก ส่วนน้องนีที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ คือยังไม่เจอผู้ชายสักทีนึงลองมาเช็คกันดูก็ได้ว่า หนูมีปัญหาอะไรรึเปล่า หนูเข้าใจอะไรผิดรึเปล่า

ผู้ชายอ่านก็ได้ ผู้ชายจะได้เข้าใจว่า จริงๆ แล้ว เขากับเราคิดต่างกันยังไงบ้าง หรือว่า อ่านแล้วอาจจะเจ็บใจนิดนึงว่า “มึงเอาเรื่องของกูมาพูดทำไมเนี่ย!!! ” จริงๆ น้องตุ๊ด น้องเกย์ก็อ่านได้เหมือนกัน เพราะจริงๆ แล้ว ตุ๊ด เกย์ก็ถือเป็นเพศหญิง เป็นอัตลักษณ์ของเพศหญิงในสังคมเหมือนกัน ซึ่งบางทีก็จะมีความมโน มีความคิดไปเองแบบผู้หญิงเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มนี้จะปลุกให้คุณเข้าใจว่า เฮ้ย!! อยู่ในสังคมนี้ ยูต้องตื่นได้แล้วจ้า” สรุปก็คือ อ่านได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ

อยากรู้ว่า สัญญาณแบบไหนจากผู้ชายที่น้องนีเห็นแล้ว ก็รู้ไว้ซะว่าอย่ายื้อเลย เมื่อไหร่ก็ตามที่เขาแชท แล้วเขาหัวเราะบ่อยๆ เขาส่งสติ๊กเกอร์บ่อยๆ แปลว่า เขาไม่อยากคุยกับหล่อนแล้ว โอเค จบนะ ถ้าสมมติว่า หล่อนคุยกับเขา 10 ประโยค เขาหัวเราะ แล้วก็ส่งสติ๊กเกอร์ โอเค วันถัดมา เขาคุยกับหล่อน 5 ประโยค แล้วเขาหัวเราะ แล้วส่งสติ๊กเกอร์ วันถัดมา เหลือคุยแค่ 2 ประโยค เขาคุยด้วยแล้วเขาหัวเราะ ส่งสติ๊กเกอร์ เฮ้ย ยูว์ มันแปลว่า เขาไม่คลิ๊กยูว์จ่ะ

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงนะ ผู้ชายเป็นเพศที่ขี้อายอ่ะ จริงแล้วผู้ชายขี้อายกว่าผู้หญิงนะ ผู้ชายมักจะไม่ค่อยแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาเท่าไหร่ มันจะแสดงออกมาแบบอ้อมๆ แบบโง่ๆ นะ คือ บางทีก็จะดูออกแหละ แต่ว่า เวลาผู้ชายจะไปเนี่ย ต้องยอมรับจริงๆ ว่าถ้าผู้ชายจะไปเนี่ย บางทีเขาไม่มีสัญญาณอะไรเลย แต่สิ่งที่จะบอกว่า ไม่ควรจะยื้อ

ก็คือเขาพูดตรงๆ เลยว่า เขาจะไป ถ้าเขาบอกว่า เขาจะไป แสดงว่าก่อนหน้านี้ 2 เดือน เขาคิดมาแล้วว่า เขาจะไป และทันทีที่เขาบอกว่า เขาจะไปเนี่ย กายหยาบเขาอยู่ตรงนี้นะ แต่กายละเอียดเขาไปแล้วนะ อ่า…เพราะฉะนั้นอย่าไปรั้งเอาไว้ รั้งไว้ก็ได้แต่กายหยาบเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ปล่อยให้กายหยาบเขาตามกายละเอียดไปเลย เวลาผู้ชายจะไปเนี่ยนะ เราร้องไห้ได้ เราเศร้าได้ ร้องไห้ให้เต็มที่เลย พอเช้าตื่นขึ้นมาเงยหน้า ปาดน้ำตาแล้วบอกว่า ขอบคุณที่ใช้บริการค่ะ ท่านถัดไป เชิญค๊า (ดีดนิ้ว) อย่างนี้เลย

กับคำถามความรัก ใน Madameruk ของ Women.MThai เจอคำถามเรื่องรักระหว่าง น้องนีกับเพื่อนตุ๊ด เพื่อนเกย์ เก้ง กวางเยอะมากกกกก เจ้หมอมีความคิดเห็นว่าอย่างไรบ้าง มันเป็นความรู้สึกดีๆ เป็นความรู้สึกรักได้นะ แต่รักแบบไหนล่ะ รักบนโลกนี้มันมีหลายแบบ การที่น้องนีจะรู้สึกดีกับเพื่อนเก้ง เพื่อนตุ๊ด คือมันเป็นไปได้ ถึงขั้นมีงานวิจัยออกมาเลยทีเดียวว่า น้องนีจะรู้สึกสบายใจกว่าเมื่ออยู่กับเกย์ กับตุ๊ด ถึงแม้เกย์คนนั้นจะเป็นคนแปลกหน้าก็ตาม ผู้หญิงก็ยังจะเลือกไปทำกิจกรรมกับพวกเขา มากกว่าที่จะเลือกไปกับ ผู้หญิงแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน พวกเธอจะรู้สึกอบอุ่น สนิทใจและรู้สึกปลอดภัยกว่า เพราะ เพื่อนตุ๊ด จะเป็นเพศที่มีทั้งความเป็นผู้หญิงและความเป็นผู้ชาย

ความเป็นผู้ชาย คือเราจะพูดตรงๆ มาถามเราว่า “วันนี้แต่งหน้าสวยไหม” …. เพื่อนตุ๊ดที่สนิทๆ กันก็จะตอบกลับไปว่า “ไม่ได้ส่องกระจกมาเหรอแก กลับไปแต่งหน้าใหม่มาเดี๋ยวนี้นะ” ในขณะที่เพื่อนผู้หญิง เวลาชะนีรวมตัวกันก็จะถ้อยทีถ้อยอาศัย บวกจินตนาการ ก็จะตอบอย่างถนอมน้ำใจ “เออก็ดีนะแก” ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงคือ รองพื้นมาผิดเบอร์!!

และ อีกอย่างคือ พวกผู้หญิงจะรู้สึกปลอดภัยกว่า เมื่ออยู่กับตุ๊ด เพราะตุ๊ดไม่ได้มีเรื่องผลประโยชน์จากเรื่องทางเพศมาเกี่ยวข้อง แต่เราเป็นเพื่อนสาวกัน ที่อ่อนโยน เข้าใจความรู้สึกแบบผู้หญิงเช่นกัน มันเลยไม่แปลกที่ผู้หญิงจะชอบ หรือ คิดเกินเลยกับเพื่อนตุ๊ด แต่….! มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ ตุ๊ดจะรัก จะชอบ จะอยากครอบครองผู้หญิง มันมีเส้นแบ่งชัดเจนนะว่าเราเกิดมาเพื่อชอบผู้ชาย เรามาทางนี้ เว้นเสียแต่ว่า ฮีสับสน บางทีอาจจะยังหาตัวเองไม่เจอ หรือว่า แยกแยะไม่ออก ว่าจริงๆ แล้ว อาจจะเป็นแค่อาการหวงเพื่อน ซึ่งเจ้ก็เคยเป็นนะ คืออยู่กับเพื่อนสนิทตลอดเวลา จนนางไปมีแฟน นางก็หายไปเลย เราก็รู้สึกหวง อยากได้นางคืน แต่มันคือรักแบบเพื่อนไง ต้องจับตัวเองให้ได้ แยกให้ออก โอเค เคลียร์ งั้นมาคำถามต่อไปกันค่ะ

One night stand ไม่สามารถพัฒนามาเป็นความรักได้จริงๆ ? จริงๆ มันไม่ใช่ Almost Always เสมอไป One night stand สามารถพัฒนาเป็นคนรักได้ แต่นั่นเป็นเพราะ One night stand ทำให้คุณกับเขารู้สึกดีต่อกันและกัน ความรู้สึกดีนั้น พัฒนามาเป็นแฟนได้แน่ๆ เมื่อรู้สึกดีต่อกันและกัน คุณก็จะศึกษากัน รู้สึกว่ามันคลิ๊ก คุณก็จะศึกษากันมากขึ้น และเมื่อรู้สึกว่า อยู่ด้วยกันได้ คุณก็จะกลายเป็นแฟนกัน พูดยาวม่ะ ..เออ ยาวนะ คือไม่ใช่ว่า แค่มีเซ็กซ์กัน แล้วคุณแบบโอเค เห้ย! เรามา One night stand กัน เรามีเซ็กซ์กันแล้วเราโอเค เป็นแฟนกันเถอะ มันไม่ใช่ คุณแค่พอใจมีเซ็กซ์กับเขา เขาแค่พอใจมีเซ็กซ์กับคุณ

One night stand มันเป็นเรื่องของ Right Person in the right time. เธอคัน เขาอยาก เธออยู่ตรงหน้าเขา เขาอยู่ตรงหน้าเธอ เธอโอเค เขาก็โอเค ป่ะ! เรามีเซ็กซ์กัน แต่มันไม่ใช่ทางด่วนที่จะทำให้เธอข้ามปื๊ดดดดดด…….ไปเป็นความรัก มันแค่ทำให้เธอกับเขารู้สึกดีซึ่งกันและกันเฉยๆ เท่านั้น เพียงแต่ว่าเธอกับเขาแค่หลอนไปว่า เธอ…ฉัน ฉัน…เธอ เรารู้สึกดีเวลาเรา…กัน เฮ้ย เราเป็นแฟนกันได้แน่เลยอ่ะ

…เขาชอบสีอะไรเหรอ เขาชอบกินข้าวกับอะไรเหรอ เขาทำงานอะไรอ่ะ เขามีเวลาให้เธอสัปดาห์ละเท่าไหร่ เธอรู้ไหมว่าเขามีน้องชาย ที่ขาพิการ ต้องกลับบ้านทุกวัน ไม่มีเวลามากินข้าวกับเธอ เธอเคยรู้ป่ะ ? ไม่!! One night stand เป็นจุดเริ่มต้น ที่นำไปสู่ความรักได้นะ ถ้าเธอไม่หลงทาง ไม่ใช่ว่า One night stand โอเคแล้ว เธอตัดสินใจเป็นแฟนกัน เธอข้ามขั้นตอนการเรียนรู้ รู้จักกันแบบคลิ๊ก กันขึ้นมา มันจะ ทำลายความสัมพันธ์ สุดท้ายแล้วเธอกับเขาก็จะทะเลาะกัน แล้วก็จบกันแบบพังๆ ”

ดูประสบการณ์เยอะมาก “โอ๊ะ One night stand นี่ฉันเคยมาแล้ว ทั้ง Right Mind ทั้ง Wrong Mind ก็เคยมาแล้ว” ผ่านพ้นมายังไง “แหม มันก็ต้องเจ็บมาก่อนสิ” ก็จังหวะที่เจ็บมันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะมา Hey Wake up! “ไม่นะ คือ คิดไว เคยมี One night stand กับผู้ชายคนหนึ่ง 3 คืนติดกัน เราก็รู้สึกว่าเรากับเขาโอเคดี ก็เหมือนจะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า เราทำตัวเหมือนเป็นแฟนกันเลยเนอะ ก็จริง แล้วพอเขากลับ ไปเขาก็ส่งข้อความมาหาเราว่า เพิ่งจะแยกกับนายเองอ่ะ พี่ก็คิดถึงนายซะแหละ เราก็เฮ้ย! มันต้องใช่แน่เลย แต่หลังจากนั้นคือ เฮัย มันไม่ใช่ว่ะ ยิ่งรู้จักกันมากยิ่งขึ้นเรายิ่งรู้สึกว่า ไม่ใช่

ยิ่งได้รู้จักกันมากขึ้นเรายิ่งรู้สึกว่า มันมีหลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง ที่เราชอบในตัวเขานะ และก็มีมากกว่า มากกว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ที่กูเกลียดในตัวมัน เราจะเป็นแฟนกันได้ยังไงวะ ในเมื่อข้อดีที่เขาชอบ น้อยมากๆ เมื่อเทียบกับข้อเสียที่เราเกลียด คือจริงๆ แล้ว ยูว์แค่ยืนอยู่ตรงหน้าในคืนที่ฉันอยากมีเซ็กซ์ และฉันก็ยืนอยู่ตรงหน้ายูว์ ในคืนที่ยูว์กำลังอยากมีเซ็กซ์แค่นั้นเอง แล้วเราก็ไปมีเซ็กซ์กัน ตื่นมาไม่มีอะไรทำเราก็เลยมีเซ็กซ์กันต่อ แล้วเราก็หลับ ตื่นมาไม่มีอะไรทำเราก็เลยมีเซ็กซ์กันต่อ แค่นั้นเองอ่ะ”

มันคือ แยกเรื่องของ จิตใจ กับ ร่างกาย ? “จริงๆ แล้วสำหรับผู้ชาย เซ็กซ์เหมือนเป็นการกินข้าว เมื่อเขาหิว เขาก็จำเป็นจะต้องกิน กินอิ่ม ก็จบ ไม่มีอะไรต่อ แต่ผู้หญิงไม่เป็นอย่างนั้น เพศหญิงจะมีต่อมแปลกๆ ที่ผสมกับจินตนาการ คือเอาไปมโนต่อ เมื่อมีเซ็กซ์กัน นางจะมโนว่า นี่เรารักกัน เป็นของกันและกัน ฉันเป็นของเธอ เธอเป็นของฉัน ในขณะที่ผู้ชายข้ามคืนก็จบตรงนั้น มันต่างกันตรงนี้ ”

เป็นกูรูขนาดนี้แล้วชีวิตรักเจ้หมอเป็นอย่างไรบ้าง อายุป่านนี้แล้ว ก็ต้องมีคนคุยด้วยอยู่แล้ว แต่ว่าเนื่องจากตอนนี้แก่แล้ว มุมมองความรักในตอนนี้ จะเวทเท่ากันกับเรื่องอื่นๆ ในชีวิต สังเกตไหมตอนอายุ 20 ต้นๆ จะถามหมอดูกันว่า หมอคะ หนูจะมีแฟนเมื่อไหร่ แต่พอโตขึ้น จะถามว่า การเงินเป็นยังไงคะ การงานเป็นยังไงคะ พอแก่กว่านี้จะถามว่า สุขภาพจะเป็นยังไงคะ ก็เหมือนกัน ก็เป็นไปตามช่วงอายุ ก็มองว่า เรื่องแฟนเป็นเรื่องที่ดี เข้ามาในชีวิตแล้วก็ทำให้เรารู้สึกดี เพียงแต่ว่า มีภาระเยอะอยู่ อยากเขียนหนังสืออีกเยอะๆ อยากมีเวลาให้ตัวเองเยอะๆ และเราก็วางแผนจะไปเรียนต่อมันคงไม่ยุติธรรมถ้าจะทิ้งเขาไว้อยู่เมืองไทยให้เขารอเรา”

ก็พาเขาไปด้วยสิคะ เจ้หมอ “พูดเหมือนง่ายนะหล่อน ฉันไปต่างประเทศนะยะ แล้วก็ไม่ได้ไปสั้นๆ นะ แต่ถ้ามีใครสักคนนึงตามจีบฉัน ถึงขนาดยอมตามฉันไปด้วย โอเคฉันยอมแต่งงานกับเขาเลยนะ” คิดยังไงกับการแต่งงานของเพศที่สามในไทย
สนับสนุนสิคะ เพราะว่าอย่างที่รู้กัน เจ้เคยเล่าให้ฟังเรื่องเคส อยู่เคสนึงที่ว่า เป็นผู้ป่วยชาย 2 คน ทั้งคู่ภรรยาเสียชีวิตไปแล้ว ก็เลยมาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เขาก็คงรักกันมาตั้งแต่ตอนหนุ่ม ทั้งๆ ที่ลูกของอีกฝ่ายนึงไม่เห็นด้วย แต่เขาก็มาซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน จนกระทั่งวันนึง ลุงคนหนึ่งตาย ลูกอีกคนนึงโดนลูกของบ้านนั้นไล่ออกจากบ้าน เพราะว่ามันเป็นเงินของลุงคนนี้ บ้านก็เป็นของเขา พอเขาตายทุกอย่างก็ตกมาเป็นของลูก สุดท้ายลุงคนนี้ถูกไล่ออกจากบ้าน

ลุงก็บอกไม่เป็นไรหมอ ผมมีบ้าน มีเงินของผมอยู่ แต่สิ่งที่เขาเจ็บใจคือ เขาไม่ได้ไปแม้กระทั่งงานศพของคนที่เขารัก ไม่มีอะไรไว้ดูต่างหน้า ไม่มีสมบัติอะไรเลย ไม่ได้อยู่ในบ้านเดิมที่เคยมีความทรงจำด้วยกัน คือเรื่องพวกนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการสมรสระหว่าง เพศเดียวกัน เขาจะมีสิทธิ์ตามกฏหมาย บ้านนั้นบ้านแห่งความทรงจำ ที่เขาอยู่ด้วยกันมา 30 ปี มันจะยังเป็นของเขา จะได้ยังอยู่ในนั้นอยู่กับความทรงจำของคนรักเขาได้ ไม่ใช่โดนเตะกระเด็นระเห็ดออกมานอกบ้าน แบบนี้ เพราะฉะนั้นเจ้สนับสนุนค่ะ เต็มที่”

ไม่น่าเชื่อว่า เป็นหมอจะมาเจอเรื่องโรแมนติก ดราม่า อะไรแบบนี้ ชีวิตการเป็นหมอของเจ้ ไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น การเป็นหมอ ทำให้โชคดีตรงที่ว่า ทำให้ได้เจอคนหลายแบบในปัญหาแบบเดียวกัน เช่น เด็กอายุ 19 ปีอกหัก ฆ่าตัวตาย ผู้หญิง 20 ปีอกหักแกล้งป่วย มาหาหมอเพื่อเรียกร้องความสนใจ ผู้หญิงอายุ 30 ปีอกหัก เสียใจ แต่ไม่เป็นไร เก็บกดไว้กลายเป็นโรคซึมเศร้า คนแก่ๆ อกหัก ทำให้ลืมกินยา ทำให้ป่วยต้องมาหาหมอเห็นไหมว่า จริงๆแล้ว 4 เจนเนอเรชั่น มีปัญหาเดียวกันคือ อกหัก แต่เขามีการแสดงออกออกมาคนละแบบกัน แต่ทุกคนจะ End Up ที่ไหนคะ มาหาหมอ เพราะฉะนั้นการเป็นหมอที่มาตั้งรับอยู่ที่โรงพยาบาลเนี่ย จะเห็นทุกเจนเนอเรชั่น เพราะฉะนั้นเจ้ไม่ได้เก่งกว่าคนอื่น แต่เจ้เห็นมาเยอะเฉยๆ”

งั้นการเป็นหมอ ให้อะไรกับเจ้บ้าง ใช้คำว่า ให้โอกาส ล่ะกัน ให้โอกาสในการไปเผือกกับชีวิตชาวบ้านเขา บางคนมีเรื่องที่ไม่เล่าให้ที่บ้านฟัง ก็มาเล่าให้หมอฟัง ทำให้รู้หลายๆ อย่าง ได้เห็นมุมมองชีวิตในหลายๆ แบบ ปัญหาเดียวกัน ต่างอายุ ต่างมุมมองกัน ทำให้เรา รู้สึกว่า อืม เราโต เราโชคดีที่ได้มาเป็นหมอ โชคดีที่ได้รู้อะไรเยอะๆ พวกนี้ จริงๆ ก็คือ ให้มุมมองชีวิต ซึ่งถือว่ามีค่าที่สุด ที่ได้มาเป็นหมอ”

ตายละ หมอยังเห็นคุณค่าของเรื่องอย่างนี้อยู่ ? “หมอไม่ได้เห็นคุณค่าของพรหมจรรย์ หมอเห็น คุณค่าของจิตใจหนู หนูจะเสียพรหมจรรย์ ไปหมอไม่ว่า แต่ว่าทุกครั้งที่หนูมีเซ็กซ์ ชะนีจะมีต่อมแปลกๆ ที่ผู้ชายไม่มี เวลามีเซ็กซ์กับผู้ชาย เธอจะรู้สึกผูกพันกับผู้ชาย ทันที เพราะต่อมนี้มันจะสร้างฮอร์โมนขึ้นมา แล้วผู้หญิงจะรู้สึกว่า เออ ฉันน่ะเป็นของของเขา เขาก็เป็นผู้ชายของฉัน อะไรแบบนี้ แต่จริงๆ แล้ว ผู้ชายไม่ได้คิดอย่างนั้นทุกคนเสมอไป

พรหมจรรย์ของเธอมันมีค่าก็จริง แต่สิ่งที่มันมีค่ามากกว่านั้น มันก็คือ ความรู้สึก และคุณค่าที่เธอให้กับเขา บางทีผู้ชายไม่ได้มีค่าถึงขนาดนั้น ที่เธอจะไปให้คุณค่าเขา ถึงขนาดนั้นน่ะ พรหมจรรย์เสียไปก็ช่างมันเถอะ แต่ความรู้สึกเธอน่ะ หัวใจเธอน่ะ เก็บไว้ดีๆ ดีกว่า เธอจะบ้าเหรอ เธอคือดวงใจของพ่อของแม่เลยนะ พ่อแม่นี่ยอมเจ็บแทนเธอ ยอมตายแทนเธอก็ได้นะ แต่เธอเอาหัวใจของพ่อของแม่ มารองเท้าผู้ชาย มันสมควรเหรอ เพราะฉะนั้นเลือกคนดีๆ มองดีๆ”

นับว่า พวกเราโชคดีที่ มีเพจหมอตุ๊ด ที่ก่อให้เกิด กลายเป็น หนังสือ “Wake Up ชะนี ” ให้น้องนีตาดำๆ อย่างเราได้อ่าน ได้รู้ ได้เปิดโลกมโนของพวกเราออกมา จากเรื่องฟุ้งฝัน ขอขอบคุณ เจ้หมอ หมอแพท นพ. อุเทน บุญอรณะ กับความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เตือนสติ เพื่อนสาวทุกวัย อย่างไม่มีมุบมิบ และถึงแม้ว่า อีก 1 ปีกว่าๆ เจ้หมอนางจะไปเรียนต่อที่แคนาดาแล้วก็ตาม แต่นางยังมีเจตนาอยากเขียนหนังสือต่อไป ให้พวกเราได้ติดตามอ่านกัน โดยฝากทิ้งท้ายว่า ” ถ้าออกผลงานต่อไปก็กรุณาสนับสนุนด้วยนะคะ”

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here