เปิด 13 อาชีพเก่าของ ดาราดัง ก่อนจะมามีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก เคยทำอาชีพอะไรกันมาก่อน (รายละเอียด)

0
1290

เหล่าดารา-นักร้องบางคนก็ไม่ได้บอร์นทูบี มาเป็น “คนดัง” ตั้งแต่เกิด แต่กว่าพวกเขา-พวกเธอเหล่านั้นจะผ่านอุปสรรคขวากหนามขึ้นมามีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในทุกวันนี้เคยทำอาชีพอะไรกันมาก่อนบ้าง ลองมาดูกัน

13.โอม-อัชชา นามปาน “สมัยอยู่ต่างประเทศผมเคยเป็นครูรับจ้างสอนฟิสิกส์ , คนคุมห้องคอมพิวเตอร์ พอกลับมาถึงเมืองไทยก็ทำงานสถาปนิกสักพักหนึ่ง จนถูกชักชวนเข้ามาเล่นละครครับ” โอมเข้าวงการจากการประกวด M Thailand 2005 เป็นเวทีค้นหานายแบบ ผลงานที่ทำให้โอมเริ่มเป็นที่รู้จักคือ รังนกบนปลายไม้ รับบท นที เมื่อปี 2549 และมีผลงานล่าสุดคือ บ่วงนฤมิต รับบท ธีรัช / ปราน / ปภาคิน, อังกอร์ รับบท ผู้กองกาญจน์

เรียนรู้ชีวิตในวงการบันเทิงมากขึ้นไหม เยอะเลย เมื่อก่อนผมไม่เคยชอบทำงานตรงนี้ เพราะผมเดินสายกีฬามาตลอดเล่นกอล์ฟ แต่พอทำมาจนถึงจุดหนึ่ง เรารู้สึกว่า การแสดงเป็นงานที่เรารักเหมือนกันนะ รู้สึกอยากจะทำงานตรงนี้ให้ดี ให้คนเห็นผลงานของเราแล้ว เขายิ้ม เขาหัวเราะ จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมรักงานแสดงเพราะเราทำได้ ช่วงที่เราทำไม่ได้ ก็คิดเหมือนกัรว่า เราคงไม่เหมาะกับงานนี้หรือเปล่า อะไรที่เราไม่รู้ เราจะไม่ชอบ แต่พอเรารู้และเข้าใจ จะเริ่มชอบมันไปเอง

- Advertisement -

12.ฮั่น-อิสริยะ ภัทรมาน “ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบเต้นอยู่แล้ว จึงเริ่มเข้าไปประกวดเต้นและได้รับรางวัลชนะเลิศ จนได้ถูกชวนมาเป้นแดนซ์เซอร์ ตื่นเต้นมาก เพลงแรกก็เป็นเพลง I need somebody ของพี่บี้-สุกฤษฏิ์และได้เป็นแบล็คอัพให้ศิลปินในแกรมมี่ฯ อีกเยอะ ก่อนจะได้มาประกวดเดอะสตาร์ครับ”

ฮั่นมีความมุ่งมั่นที่จะมองหาเป้าหมายชีวิตการทำงานใหม่ โดยการเข้าประกวดรายการเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี 8 ฮั่นใช้ความสามารถในการร้องและเต้นผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็น 8 คนสุดท้ายของเดอะสตาร์ 8 ได้สำเร็จ โดยในการประกวดแต่ละสัปดาห์ ฮั่นได้แสดงศักยภาพอย่างโดดเด่นด้านการเต้น การร้องเพลง และการเอ็นเตอร์เทนคนดู ประกอบกับเสน่ห์ที่ล้นเวที ทำให้ฮั่นเป็นที่รักของแฟนคลับมากมาย ในสัปดาห์การประกวดรอบ มินิคอนเสิร์ต

11.โตโน่-ภาคิณ คำวิลัยศักดิ์ “เมื่อก่อนผมเคยเป็นนักร้องตามผับอยู่พักหนึ่งครับ ผมว่าการที่เราจะทำอาชีพอะไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยนะครับ เพระาผมยึดแค่ว่าอะไรที่ได้เงินผมก็ทำหมดแหละครับ จึงไปร้องเพลงตามผับสักพัก ก่อนจะเข้ามาประกวดเดอะสตาร์แล้วก็มีทุกวันนี้”

ในปัจจุบัน วงดนตรี Tono & The Dust ของเขาได้รับเชิญไปทัวร์ยุโรปปลายปีนี้ และต่อด้วยอเมริกาในปีหน้า ภาคินย้ำเสมอว่าทุกวันนี้เขามาไกลเกินฝัน เด็กหนุ่มห้าคนกับดนตรีร็อกคือส่วนผสมชั้นดีของความคลั่งไคล้ พวกเขาเป็นเจ้าแห่งการถอดเสื้อบนเวทีและปาข้าวของให้แฟนๆ “จะมองว่าฟุ่มเฟือยก็ฟุ่มเฟือยนะครับ แต่ที่ผมซื้อบ่อยและหมดเงินไปกับมันเยอะ คือผมชอบซื้อของมาโยนแจกคนเวลาเล่นคอนเสิร์ต ไม่ว่าจะเป็นแว่นตา เป็นเสื้อ ซึ่งแต่ละอย่างมันไม่ใช่หลักร้อยนะครับ หลายพัน บางอย่างเป็นหมื่น แว่นก็ของแท้ เสื้อก็ของแท้ เพราะผมอยากให้คนรู้สึกว่าตัวเองได้ของดีไป

10.แทค-ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม “เมื่อก่อนบ้านผมทำโรงแรมม่านรูด ผมก็ต้องทำทุกอย่างมาตั้งแต่ ม.2 – ม.3 จนถึง ปวช. ตั้งแต่เป็นพนักงานเสริฟน้ำ , ซักผ้า , เก็บผ้า ในโรงแรมม่านรูดมาดดยตลอดครับ ไม่อายครับเพราะเป็นงานสุจริต” เป็นอีกหนึ่งหนุ่มที่มุ่งมั่นทำธุรกิจหลายอย่างสำหรับ แทค ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม เพราะนอกจากจะทำธุรกิจวิลล่าที่ จ.เชียงใหม่ แล้ว

ล่าสุดเจ้าตัวกำลังทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ดูแลจุดซ่อนเร้นของผู้ชาย FOX U XL ที่เตรียมจะเปิดตัวในช่วงเดือน ก.พ.-มี.ค. นี้ “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ชวนหนุ่มแทคที่มาสวัสดีปีใหม่ ณ ออฟฟิศไทยรัฐออนไลน์ พูดคุยถึงการทำธุรกิจใหม่ รวมถึงเรื่องความรักที่เจ้าตัวบอกว่าตอนนี้ยังโสด แต่ถ้าเจอคนที่ใช่เมื่อไหร่จะไม่แต่งงานและจะมีลูกทันทีด้วย

9.ยุ้ย-จีรนันท์ มะโนแจ่ม “ก่อนจะเข้าวงการก็เป็นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหารมาก่อนคะ คือต้องบอกว่าชีวิตเราเริ่มจากศูนย์ ไม่ได้มีต้นทุนเหมือนอย่างคนอื่น เราต้องช่วยเหลือที่บ้านและครอบครัว ก็เลยต้องไปสมัครเป็นพนักงานเสริฟตามร้านอาหารใน จ.สระบุรี จนกระทั่งได้มีโอกาสประกวดดัชชี่และเข้าวงการจนทุกวันนี้”

ยุ้ยสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ก่อนเข้าวงการ เธอได้ทำงานต่าง ๆ มากมาย เช่น เด็กเสิร์ฟ, รีเซฟชั่น, เดินสายประกวดต่าง ๆ ปัจจุบันเธอกับเพื่อนได้ร่วมกันเปิดบริษัทสอนการแสดงชื่อ สปีดวัน ที่เปิดสอนให้คนที่สนใจมาสมัครเรียนการแสดงและเวทีประกวดค้นหานักแสดงหน้าใหม่ ดรีมสตาร์เซิร์ท (DREAM STAR SEARCH) โดยจัดประกวดตั้งแต่ปี 2007 – 2010 ประกวดที่ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิลด์ลาดพร้าว (แต่ปี 2011 ได้ย้ายที่ทำการใหม่มาที่ศูนย์การค้าเดอะสแควร์บางใหญ่ นนทบุรี และได้เปลี่ยนชื่อการประกวดเป็น THE SQUARE DREAM STAR 2011 (เดอะสแควร์ ดรีมสตาร์ 2011)

8.เต้น-นรารักษ์ ใจบำรุง “เมื่อก่อนก็เคยลำบากมาก่อนนะคะ จากลูกร้านข้าวต้ม แต่ด้วยเศรษฐกิจอะไรหลายๆ อย่างจึงทำให้ต้องปิดกิจการลงไป กลายมาเป็นเด็กเสริฟได้รับค่าแรง 120 บาทต่อวัน ถามว่าพอไหมก็ไม่พอหรอกคะ จึงต้องไปเดินสายร้องเพลงตามผับกลางคืนนด้วย และก็มาประกวดจนได้มาเป็นเต้น-นรารักษ์ทุกวันนี้ค่ะ”

นับว่าเป็นผู้หญิงอีกคนหนึ่งนั้นที่มีเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจที่น้อยคนจะทราบว่าเบื้องหลังชีวิตของเธอก่อนจะเดินเข้าสู่วงการเป็นนักร้องเต็มตัวและมีชื่อเสียงในปัจจุบัน เธอนั้นได้ชื่อว่าเป็น “นักร้องสู้ชีวิต” มาไม่น้อยเพราะด้วยสภาพครอบครัว ที่ค่อนข้างลำบากจึงทำให้เธอต้องดิ้นรนทำงานตั้งแต่วัย 16 ปี กับงานเด็กเสิร์ฟร้านข้าวต้มด้วยค่าแรงวันละ 120 บาท ที่ต้องเลี้ยงทั้งครอบครัวจากชีวิตที่แสนลำบากในวันนั้นจนมาสู่ความสำเร็จในวันนี้เธอต้องผ่านอะไรมากมายขนาดไหน

7.โบวี่-อัฐมา ชัวนิชพันธุ์ “ตอนสมัยเรียนก็เป็นนางเอกเอ็มวีฯ มาก่อนค่ะ เป็นหลายๆ เอ็มวี่ฯ เลยนะคะ แต่ตอนนั้นอาจจะไม่มีคนจำโบได้ จนกระทั่งเริ่มมมาเล่นละคร ปรับลุคเซ็กซี่ขึ้นมาก็เริ่มมีคนจำได้มากขึ้นคะ” อยู่ดีๆ นักแสดงสาวเซ็กซี่ โบวี่ อัฐมา ชีวนิชพันธ์ ก็ลุกมาขายกระเป๋าแบรนด์เนมแทบจะหมดบ้าน ทำให้หลายคนสงสัยว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายถังแตก เพราะต้องเอาเงินไปทุ่มกับการสร้างบ้านใหม่ที่แว่วว่า งบบานปลายจาก 10 ล้านเป็น 40 ล้าน รึเปล่า

มีคนบอกว่าเราขายของหรูเพราะถังแตก? ขายกระเป๋าจริงๆ แต่ว่าเอาเงินไปทำบุญ เอาเงินไปสร้างหอปฏิบัติธรรม ที่จังหวัดสระบุรี ที่เราปฏิบัติอยู่ กระเป๋าเก็บไว้หลังๆ แทบไม่ได้ใช้แล้ว เลยรื้อมาหมดเลย จะเอาเงินไปทำบุญหมดเลยไม่หักค่าใช้จ่าย แต่ว่าที่เขาลือกันว่าทำบ้านนี่จริงนะ แต่ว่าตัวเลขผิดที่บอกว่าจาก 10 ล้าน เป็น 40 ล้าน ไม่ใช่นะคะ จะบานอะไรกันขนาดนั้น เยอะไป งบอยู่ที่ 20 ล้านนิดๆ

6.คะน้า-ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ “เป็นพนักงานสเว่นเซ่นส์ค่ะ คือตอนนั้นหนูจะเรียนไปด้ยวยทำงานไปด้วย ก็รู้สึกสนุกดีเหมือนกันนะคะ เพราะว่าเราได้หาเงินใช้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งได้มารู้จักพี่ที่เปิดทำคลีนิคก็เลยชวนเข้ามาแคสงาน จนได้เป็นนักแสดงช่อง 7 ทุกวันนี้” ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ เป็นชาวกรุงเทพมหานคร คะน้าเริ่มเข้าสู่วงการจากการประกวด Jaymart Fashionista 2013 ของบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน)

โดยได้รับการชักชวนจาก เอกพีวันโมเดลเอเจนซี (เอก P1 Model Agency) ในปีนั้น คะน้าได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 และด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ ในปีต่อมา คะน้าได้เข้าร่วมการประกวด Jaymart Miss Mobile 2014 ของบริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) อีกครั้ง คะน้า ประสบความสำเร็จ โดยได้รับรางวัลชนะเลิศ และได้รับรางวัลพิเศษ Miss Dtac หลังจากนั้น คะน้าเข้าสู่วงการบันเทิง โดยการชักชวนจาก พงษ์พัฒน์ พัชรวีระพงษ์ (เป๊ปซี่) ซึ่งเป็นรุ่นน้องที่เข้าวงการก่อนและออกจากวงการเมื่อต้นปี 2558 แต่ยังแต่งเพลงละครให้กับทางช่อง 7 อยู่จนถึงปัจจุบัน

5.จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย “กว่าจะมาเป็นนักร้องทุกวันนี้ก็เคยเป็นแดนเซอร์มาก่อนค่ะ ก็ลำบากพอสมควรนะคะ ก่อนหน้านี้เคยเป้นแดนเซอรืให้พี่เบิร์ด , พี่บี้ , ชิน-ชินวุฒิ จนกระทั่งได้มารวมวง “ไกอา” แล้วก็เกิดเป็นนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปขึ้นมา” จันจิ ไกอา เริ่มต้นเส้นทางบันเทิง จากการไปออดิชั่นเพื่อเป็นแดนเซอร์ในมิวสิควิดีโอและคอนเสิร์ต ตั้งแต่สมัยมัธยมศึกษา และจันจิ ไกอา มีโอกาสได้เป็นแดนเซอร์ให้กับนักร้องในสังกัดแกรมมี่ ทั้ง เบิร์ด ธงไชย, บี้ สุกฤษฎิ์, ชิน ชินวุฒ, แกงส้ม เดอะสตาร์ เป็นต้น

นอกจากการเป็นแดนเซอร์แล้ว จันจิ ยังเคยเล่นมิวสิควิดีโออีกด้วย โดยผลงานแรกคือมิวสิควิดีโอเพลง ฉันทนา ของ เบิร์ด ธงไชย และได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ต แบบเบิร์ด เบิร์ด โชว์ ปี พ.ศ. 2555 นอกจากนี้ จันจิ ไกอา ยังเคยเล่นมิวสิควิดีโอให้กับศิลปินในแกรมมี่มากมาย อาทิ เพลงคืนดีคืนเดียว ของ ตูมตาม เดอะสตาร์, เพลง ณ บัดนาว กลัวที่ไหน รักจับใจ ของ บี้ สุกฤษฎิ์, เพลง คืนนี้อยากได้กี่ครั้ง ของ ชิน ชินวุฒ และเป็นดีเจให้กับคลื่น MAX 94.5 fm รวมทั้งยังเป็นแดนเซอร์ให้กลุ่ม D-DANCE อีกด้วย

4.ปาล์มมี่-อีฟ ปานเจริญ “ตอนนั้นมี่เพิ่งกลับถึงเมืองไทยก็อยากเป็นนักร้องก็เลยยื่นเดโม่ส่งเข้าไปที่แกรมมี่ฯ ก็ยังได้เป็นนักร้องฝึกหัดอยู่ แต่พอว่างก็ไม่รู้จะทำอะไร จึงไปเป็นครูสอนเด็กอนุบาลช่วงเย็นคะ สอนภาษาอังกฤษได้ประมาณ 1 ปีก็เริ่มทำอัลบั้ม” ปาล์มมี่ นับเป็นหนึ่งในศิลปินคุณภาพของเมืองไทย ที่มีผลงานเพลงฮิตอยู่มากมาย ภายใต้สังกัด GMM Grammy สร้างกระแสดังเปรี้ยงตั้งแต่ออกอัลบั้มแรก Palmy เมื่อปี 2544 ด้วยเพลง “อยากร้องดังดัง” และ “แปดโมงเช้าวันอังคาร” ที่ฮิตติดลมจนไม่ว่าใครก็ร้องตามได้ และสานต่อความสำเร็จกับอัลบั้ม Stay เมื่อปี 2546 กับเพลง “ทำเป็นไม่ทัก”

ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการถอดรองเท้าขึ้นร้องเพลง จนเป็นที่มาของฉายาแบร์ฟุต ประกอบกับท่วงท่าลีลาในการร้อง และน้ำเสียงระดับคุณภาพ ทำให้ ปาล์มมี่ กลายมาเป็นศิลปินที่โด่งดังอย่างมากและมีแฟนเพลงทั่วประเทศ ซึ่งในปี 2549 ปาล์มมี่ ก็ได้ส่งเพลงฮิต “Tick Tock” มาสร้างความสนุกสนานให้แฟน ๆ อีกครั้ง ก่อนจะห่างหายจากวงการเพลงไปนานกว่า 5 ปี และตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับทางค่าย แต่แล้ว ปาล์มมี่ ก็กลับมาทวงบัลลังก์ในใจแฟนเพลงอีกครั้ง กลับอัลบั้ม ไฟว์ (5) เมื่อปี 2554 กับบ้านหลังเดิม และยังคงมีซิงเกิลเพราะ ๆ มาให้แฟนเพลงได้ฟังกันอย่างต่อเนื่อง เช่น “อยากหยุดเวลา” เพลงประกอบภาพยนตร์ พี่มาก…พระโขนง และเพลง “กาลครั้งหนึ่ง” Feat. แสตมป์ อภิวัชร์ รวมทั้งมีคอนเสิร์ต PALMY BAREFOOT ACOUSTIC CONCERT

3.เบลล่า-ราณี แคมเปญ “ก่อนเข้าวงการเคยเป็นแม่ค้ามาก่อนคะ จะขายของตามมหาลัย เพราะด้วยความที่อยากหาเงินใช้เอง ก็เลยคิดกับเพื่อนๆ ว่าเอาเสื้อผ้ามาขาย ซึ่งก็ขายดีมากๆ เลยนะ จนกระทั่งมาเป้นนักแสดงไม่มีเวลาขายแล้วคะ เลยให้เพื่อนขายแทน” ปรากฏตัวครั้งแรกในปี พ.ศ. 2554 ในละครเรื่อง รอยมาร และแสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกใน มึงกู ​เพื่อนกันจนวันตาย แต่ก็ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก จนในปี พ.ศ. 2556 เบลล่า ราณี ได้รับบทนำเป็นครั้งแรกกับละครเรื่อง พรพรหมอลเวง ประกบคู่กับปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ รับบทเป็นตันหยง หญิงสาวที่ต้องมาสลับร่างสลับวิญญาณกับน้องเมย์ เด็กน้อยร่างกายอ่อนแอ ซึ่งจากละครเรื่องนี้ทำให้เธอเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ในปีเดียวกันนั้น เธอแสดงละครชุด สุภาพบุรุษจุฑาเทพ เรื่อง คุณชายพุฒิภัทร ร่วมกับ จิรายุ ตั้งศรีสุข ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ โดยเธอได้รับรางวัลดาราเดลี่ เดอะเกรต อวอร์ดส์ ในสาขาดาวรุ่งหญิงที่สุดแห่งปี จากการโหวตของชาวไทย ปีถัดมา ราณีมีละครด้วยกันถึง 3 เรื่อง ละครฟอร์มยักษ์อย่างเรื่อง ลูกทาส รับบทเป็นคุณน้ำทิพย์ หญิงสาวสูงศักดิ์ แสดงคู่กับ ภูภูมิ พงศ์ภาณุ เรื่องที่ 2 รับบทเป็น เนื้อนาง ในละครเรื่อง เพลิงฉิมพลี แสดงคู่กับ อธิชาติ ชุมนานนท์ และเรื่องที่ 3 รับบทน้ำริน ผีสาวความจำเสื่อม ในละครเรื่อง ภพรัก แสดงคู่กับ ปริญ สุภารัตน์ ในปี 2559 ราณีได้ ละครเรื่อง ปดิวรัดา คู่กับ จิรายุ ตั้งศรีสุข อีกครั้งหลังจากเคยร่วมงานกันในละครเรื่อง คุณชายพุฒิภัทร

2.คริส หอวัง “คริสเรียนและจบบัลเล่ต์มาค่ะ ก่อนที่จะมาเป็นนักแสดงก็เป็นครูสอนบัลเล่ต์มาก่อน แล้วก็ควบกับงานดีเจด้วย จนกระทั่งได้มีโอกาสมาแสดงภาพยนตร์ก็เลยไม่ได้มีเวลาสอนแล้วค่ะ” คริส เข้าสู่วงการบันเทิง ตั้งแต่อายุ 25 ปี โดยการเริ่มจากการถ่ายโฆษณา จากนั้นไปศึกษาต่อทางด้านการเต้น โดยเริ่มเรียนเต้นบัลเล่ต์มาตั้งแต่อายุเพียง 5 ขวบ จากนั้นหันมาเรียนอย่างจริงจังแบบมืออาชีพ จากนั้นมาเป็นดีเจประจำคลื่น 104.5 แฟต เรดิโอ ควบคู่กับการเป็น สอนเต้นรำที่ อินเตอร์เนชันแนลสคูลบางกอก (ISB) และยังเป็นพิธีกรทาง ชิคแชแนล ช่วง แฟชันแอนด์มิวสิค มีผลงานถ่ายแบบนิตยสาร แสดงในมิวสิกวิดีโอ เป็นพรีเซนเตอร์สินค้า เป็นนักร้อง จนในปี พ.ศ. 2551 ได้แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก คือ อีติ๋มตายแน่

ในปี พ.ศ. 2552 รับบทเป็น เหมยลี่ นางเอกในภาพยนตร์เรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ สาวโสดอายุ 30 ปี คู่กับ เคน ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์ ซึ่งรับบทเป็นคุณลุง หนุ่มวิศวกร จากบทบาทการแสดงเรื่องนี้ทำให้ได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม จาก คมชัดลึก อวอร์ด ครั้งที่ 7, ขวัญใจสื่อมวลชน, สตาร์พิกส์อวอร์ด, เฉลิมไทยอวอร์ด, รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง, แฮมเบอร์เกอร์อวอร์ด, Seventeen Teen Choice Awards, สตาร์เอนเตอร์เทนเมนต์อวอร์ดส 2009 ครั้งที่ 8 และ รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 19 สาเหตุที่ คริส ได้รับรางวัลหลายรายการในปีเดียวกัน เนื่องจากคณะกรรมการตัดสินต่างให้ความเห็นว่า คริส มีความได้เปรียบสูงในด้านบุคลิกและการสร้างตัวละครให้เป็นที่รักและน่าเชื่อถือ แม้เป็นบทจัดจ้านที่ต้องแสดงอารมณ์หลากหลายสลับกันไปมา เป็นจุดดึงดูดให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาลทั้งรายได้และเสียงตอบรับ

1.เอ๋-มณีรัตน์ คำอ้วน “ก่อนเข้าวงการตอนนั้นเอ๋ขายโรตีอยู่ค่ะ พอดีที่บ้านขายโรตีอยู่แล้ว เอ๋ก็ช่วยมาตั้งแต่อยู่ป.2 ซึ่งเอ๋มองว่าไม่ได้แปลกอะไรเพราะเป็นอาชีพสุจริตนะ พอเลิกเรียนก็มาขายโรตี ช่วยหาเงินเข้ารที่บ้านด้วยคะ” การใส่ชุดว่ายน้ำมันก็คือชุดหนึ่งชุด คืองานงานหนึ่งที่หนูต้องทำ ถ้าหนูใส่ชุดว่ายน้ำแล้วไปเดินห้าง อันนี้ด่าหนูได้ หนูผิด (ยิ้มมุมปาก) แต่ที่หนูออกมาถ่าย หนูแค่ทำงานค่ะ ส่วนกรณีเรื่องศาสนาว่าหนูนับถืออิสลามจริงหรือเปล่า ทำไมออกมานุ่งน้อยห่มน้อยแบบนี้ เรื่องนี้หนูไม่ขอพูดดีกว่าค่ะ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากๆ (สีหน้าเครียด) เรื่องทุกเรื่องมันมองได้หลายมุม ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นบนโลกนี้เป็นธรรมดาที่จะมีทั้งคนชอบและไม่ชอบ อันนี้หนูยอมรับได้ค่ะ อีกอย่างหนูคงไปห้ามความคิดใครเขาไม่ได้ด้วย หนูแค่อยากให้รู้ว่าหนูกำลังทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่อยู่และหนูมีงานที่ต้องรับผิดชอบ

คนอาจจะตกใจว่าครั้งนี้เป็นแนวที่ฉีกไปเลยจากที่เราเคยทำ แต่หนูก็ยังอยากย้ำเหมือนเดิมค่ะว่ามันคืองาน สุดท้ายไม่ว่าจะเลือกสวมเสื้อผ้าแบบไหน ถ่ายหรือไม่ถ่ายชุดว่ายน้ำ มันก็ไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนความเป็นหนูเลยนะ คือรูปลักษณ์การทำงานมันอาจจะเปลี่ยนไป แต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนตัวตนข้างในของหนูได้หรอกค่ะ มันเป็นโอกาสดีที่ทำให้ได้ทำงานที่แตกต่างออกไปจากเดิมมากกว่า อย่างน้อยหนูก็ได้ผลตอบรับดีๆ จากงานครั้งนี้ ได้คนดูที่น่ารัก แค่เขาชื่นชมกับภาพที่ออกมาก็ดีใจแล้วค่ะ อาจจะตอบเหมือนเป็นนางงามไปหน่อย แต่หนูรู้สึกอย่างนี้จริงๆ นะ (หัวเราะเบาๆ) ฟีดแบ็กออกมาดี คนส่วนใหญ่มองอย่างเข้าใจว่าหนูกำลังทำงาน แค่นี้หนูจบแล้ว หนูแฮปปี้แล้วค่ะ (ปิดท้ายด้วยรอยยิ้มกว้างและจริงใจจนสัมผัสได้)

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here