เผยภาพแฟนเด็ก คบนาน 5 ปี ของ ราชินีแห่งวงการมวย ‘น้องตุ้ม ปริญญา’ นักมวยนะยะ (ชมคลิป)

0
461

เป็นนักมวยที่มีฝีไม้ลายมืออย่างมาก สำหรับนักมวยสาวประเภทสองคนสวย น้องตุ้ม ปริญญา เกียรติบุษบา ถ้าย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อนหลายคนต้องรู้จักเธอเป็นอย่างดี เพราะเธอเป็นนักมวยคนเดียวที่อยู่ในร่างสาวประเภทสองที่แปลงเพศแล้ว ล่าสุดเธอได้มาร่วมรายการ เสือ สิงห์ กระทิง แซ่บ ทางช่อง 3 HD(33) ซึ่งเธอก็ได้เปิดใจอย่างหมดเปลือกแบบไม่มีกั๊ก กับเรื่องความรัก และเรื่องการแปลงเพศของเธอ

โดย น้องตุ้ม ได้บอกว่า ตนเองมีแฟนอายุน้อยกว่า 12 ปี ยังเด็กอยู่เลย เป็นนักมวยรุ่นน้อง อยู่ในค่ายเดียวกัน คบกันมา 5 ปีแล้ว ที่ทำให้แพ้ก็คือเอาใจเก่ง ที่ผ่านมาแฟนเคยคบผู้หญิงมาก่อน ตอนนั้นเค้ายังเด็ก ก็คบผู้หญิงมาประมาณ 3-4 คน เราเป็นคนที่เท่าไรก็ไม่รู้ แต่สิ่งที่ทำให้เค้ากลับมารักเราก็คือ ใช้วิธีแม่ไม้มวยไทย เพื่อเอาให้อยู่ ถามว่าทำยังไงให้แฟนเด็กทั้งรักทั้งหลง เราก็ใช้ท่ายากเยอะๆ คือเราเป็นนักมวยไง เราก็ต้องเอามาผสมผสานกัน

แล้วที่บ้านตนเองจะเป็นใหญ่ คุมเงินทุกบาททุกสตางค์ เมื่อก่อนยอมรับว่าตัวเองนิสัยแย่ เพราะเป็นคนเอาแต่ใจ แล้วชอบดุด่าเค้า เวลาไปทำงานต่างจังหวัด เราจะเริ่มคิดคำนวณเงินให้เค้า อย่างเช่นกินข้าวมื้อละ 45 บาท 3 มื้อ งั้นเอาไป 300 แล้วกันเพราะไป 4 วัน จนเดี๋ยวนี้ให้เค้าได้ถือเงินบ้างมากขึ้น พันสองพันก็ว่าไป แต่ถ้าจับได้ว่าแฟนไปแอบกินกับเด็กรุ่นน้อง เราก็จะตัดใจเลย อยากไปก็ไปเลย

- Advertisement -

เมื่อพิธีกรถามว่า ลีลาบนเตียงกับลีลาแม่ไม้มวยไทย อันไหนเด็ดกว่ากัน ตุ้มบอกว่า ไม่แพ้กัน เห็นเงียบๆ แบบนี้ฟาดเรียบนะคะ ถามว่าเสียใจกับรักครั้งไหนมากที่สุด เจ้าตัวบอกว่า รักครั้งแรก คือตอนที่แปลงเพศตอนที่อายุ 17 แล้ว 18 เราก็เริ่มมีความรักครั้งแรก คิดว่าถ้าอยากเสียความบริสุทธิ์ ก็อยากเสียให้กับคนที่เรารักจริงๆ คนนี้คบกันหลังจากที่แปลงเพศแล้ว คบกันมา 4 ปี เค้าก็รักเรามากแหละ แต่เค้าแอบมีเศษเลย เราก็เลยทนไม่ไหวก็เหวี่ยงเลย

คือเราเป็นคนที่คบใครคบทีละคน จะไม่คบทีละสองคน แล้วที่ถูกมองว่า อยู่ค่ายกินผู้ชายไม่เลือกนั้นไม่จริง ถ้าคนนี้ไม่ดีก็เลิกเลย ถึงจะคบคนใหม่ แต่ถ้าดีก็อยู่ยาวๆ กันไป แฟนคนที่ผ่านมาส่วนมากจะเป็นนักมวยหมด เพราะผู้ชายธรรมดาไม่กล้าจีบ เหมือนกับว่าเราเป็นนักมวยด้วย คนก็ติดภาพเราเป็นนักมวยเตะต่อยฝรั่ง พอเราคบกับนักมวยด้วยกัน ก็รู้ทางกัน

ถามว่ามีเสี่ยๆ เข้ามามั้ย ก็มีเข้ามาทั้งไทยและเทศ เค้าก็เปย์เรานะ แต่เราไม่ชอบคนแก่ เราชอบเด็ก ส่วนมากเค้าจะติดต่อมาทางหัวหน้าคณะ บอกให้พาน้องตุ้มไปกินข้าวหน่อย แต่เราก็ไม่สวยมาก แค่แสนเดียวเราก็ไปแล้ว ที่ไปกินข้าวเพราะมันเป็นธรรมเนียม คือที่ญี่ปุ่นพอชกเสร็จเค้าจะมีเลี้ยงอาหาร เราก็ไป เค้าก็มีใส่ซองให้เราด้วย แต่เราก็ไม่ค่อยกล้ารับ ส่วนมากจะขอตัวกลับโรงแรมเลย พอถึงห้องก็ล็อกห้อง 3 ชั้น ยกหูโทรศัพท์ออก ใส่หูฟังเข้านอนเลย เพราะเรากลัวไง

ตอนเด็กๆ เราจะรู้แล้วว่าเราเป็นอะไร ชอบแต่งหน้า แต่งตัวเอากระโปรงมาใส่ พอได้ยินเสียงเพลงก็จะออกมาเต้น พ่อก็จะเรียก ไอ้ตุ๊ด แล้วพอตอนจะแปลงเพศ เราอายุยังไม่ถึง หมอเค้าก็ห้าม เราก็เลยบอกพ่อกับแม่ว่าคุณหมออยากเจอ พ่อกับแม่ก็ปรึกษากัน พ่อเค้าบอกว่า ถ้าผมเซ็นให้แล้ว ลูกผมปลอดภัย ผมก็อยากเซ็น แต่ถ้าไม่ปลอดภัยเค้าก็ไม่เซ็น หมอก็อธิบายให้ฟัง คือพ่อเค้าแค่ห่วงเรื่องความปลอดภัยของเรา

คือเราคิดอยากแปลงเพศตั้งแต่เด็กเลย ไม่รู้หรอกว่าวิวัฒนาการมันไปได้ถึงไหน เราคิดแค่ว่าถ้าเปลี่ยนจากผู้ชายเป็นผู้หญิงได้ มันน่าจะดีเนอะ แล้วทุกวันนี้เราแปลงมา 20 ปีแล้ว ไม่เคยเสียใจเลย และเรามีความสุขกับเพศสภาพที่ตัวเองเลือก ยอมรับว่า ตัวเองประสบความสำเร็จเพราะเป็นกะเทย ถ้าไม่ได้เป็นกะเทย ก็ไม่ได้เป็นน้องตุ้มมาถึงทุกวันนี้ เพราะทุกคนรู้จักตุ้มเพราะน้องตุ้ม และรู้จักมากับมวยไทย รู้จักเพราะเราเป็นนักมวยกะเทย

สุดท้ายก็อยากเตือนน้องๆ ที่คิดจะทำว่า เราต้องชัดเจนในตัวเราก่อนว่าเราทำไปเพื่ออะไร อย่างตัวเราเราทำเพื่อตนเอง ไม่ได้ทำเพื่อผู้ชายที่ไหนเลย ถือว่าใจตัวเองมีความสุข และพ่อแม่เราก็มีความสุขกับตัวเราด้วย ครอบครัวเราไม่ได้เดือดร้อน แล้วก็คนรอบข้างไม่ได้เป็นทุกข์กับเรา ในยุคที่ตนเองแปลงเพศนั้นมันยังไม่ได้เปิดกว้างมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้มันมีทางเลือกหลายทาง ไม่จำเป็นต้องแปลงเพศก็มีความสุขได้

จริงๆเราก็เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกัน รู้จักกันในค่ายมวย ตอนนั้นก็ต่างคนต่างยังไม่ได้มองกัน คือตุ้มก็ยังลั้ลลาอยู่ แต่พอตุ้มย้อนกลับมาในค่ายอีกครั้ง ในสภาพแบบนี้ ก็มีรายการชกต่างประเทศ เค้าก็คอยดูแล เทคแคร์ทุกอย่าง หิวข้าวพาไปกิน ตอนเช้าต้องมาเคาะห้องพาไปวิ่ง หน้าฝนก็มีพากันไปติดอยู่ใต้สะพาน มันเหมือนหนังมาก

เค้ามาจ้องหน้าหน้าเรา ชมเราสวยอย่างนั้นอย่างนี้ คือที่ผ่านมาดูแลเราดีมาก สอนให้เป็นคนไม่ยอมคนจนเกินไป ด้วยเพราะตุ้มเป็นคนหัวอ่อน ก็จะโดนหลอกมาตลอด ที่คบกันก็มีหึงกันบ้าง เคยมีถึงขั้นทะเลาะกันแล้วแบบไม่เอาแล้ว จะไปก็ไป เพราะเค้าเป็นคนเฟรนลี่ด้วยแหล่ะ แต่ก็ผ่านมาได้ เรื่องสวีทก็จะเป็นตอนเตะต่อยกันบนเวที นั่นแหล่ะเรียกสวีทแล้วสำหรับคู่รักนักมวย

ไม่ค่อยมีไปดูหนังอะไรแบบนั้น ส่วนมากจะช่วยกันทำมาหากินอย่างเดียว เวลาโกรธกันเค้าก็จะเป็นฝ่ายง้อ จะยอมเรามากกว่า ทุกวันนี้อยู่ด้วยกันทุกเวลา ไม่เว้นแม้แต่ตอนอาบน้ำตุ้มเป็นคนไม่ค่อยชอบเรื่องการบอกรัก เพราะเราเชื่อว่าการกระทำมันสำคัญกว่าคำพูด บอกรักเค้าจะบอกเรากี่ครั้งก็ได้ แต่ลับหลังก็อาจจะไปแรดที่ไหนก็ได้

สำหรับข่าวที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริงค่ะโดยเรื่องนี้ตุ้มได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนสนิทโดยเพื่อนคนนี้มีความไว้วางใจเราที่เห็นเราอยู่ทั้งวงการมวย วงการบันเทิง โดยเขาเสนอว่าอยากได้คอนเซปต์แบบนี้จะทำได้มั้ย? ถ้าสนใจก็จะเสนองานให้โดยมีนายทุนจีนพร้อมออกทุนให้ ถึงตรงนี้ตุ้มก็ตอบโอเคเลย จากนั้นก็นัดเจอกันคุยกันเรื่องแผนงาน ซึ่งตุ้มก็เสนอไปปรากฏว่านายทุนจีนเขาชอบทุกอย่างตอบตกลงทันที

ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากแค่เดือนเดียวก็ตกลงเลย…จากนั้นตุ้มก็ลงข่าวทั้งในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ตามหนังสือมวย เวลานี้มีคนสนใจและติดต่อเข้ามาเยอะมากเลยค่ะ” สำหรับเป้าหมายแผนงานที่กำหนดไว้น้องตุ้ม ปริญญา เผยว่าจะนำเอาศิลปวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ โดยเฉพาะมวยไทย นอกจากนี้แล้วจะพยายามเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

การเปิดตลาดจัดมวยและการแสดงศิลปะการตู่สู้ในครั้งนี้ตุ้มจะนำมวยไทยเข้าไปก่อน โดยตุ้มขออธิบายว่าครั้งนี้ก็คล้ายๆ กับละครเวทีในบ้านเรา นั่นแหละแต่เป็นการเอาวัฒนธรรมไทยไปเผยแพร่ ซึ่งตุ้มจะดึงประวัติศาสตร์ มวยไทย ไปร่วม ซึ่งก็อาศัยที่เรามีประสบการณ์ทั้งการชกมวย ด้านการบันเทิง ที่เราเคยรับบทนักแสดง ไปช่วยรวมทั้งการโชว์คาบาเรต์

ซึ่งตุ้มคิดว่าช่วยได้และจะทำให้ชาวจีนได้ทึ่ง สำหรับความสามารถของเรา ที่แสดงได้หลายๆ อย่าง….โดยตุ้มถือว่าเป็นนักแสดงหลัก และในช่วงกลางเดือนต.ค.นี้ตุ้มจะเดินทางไปที่เมืองเซี้ยะเหมิน เพื่อดูรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งสถานที่ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าตุ้มคนเดียวคงทำงานไม่สะดวกแน่ ฉะนั้นต้องหาทีมงานมาช่วยดูแลด้านต่างๆด้วยค่ะ….

ด้านชีวิตครอบครัวทุกวันนี้เป็นอย่างไร? ก็แฮปปี้มากเลยค่ะ โดยตุ้มทำงานหลายอย่าง ทั้งที่แฟร์เท็กซ์ อิควิปเมนท์ ซึ่งเป็นการโปรโมตจำหน่ายอุปกรณ์มวย เป็นพรีเซนต์เตอร์ของโรงพยาบาลยันฮี เป็นพรีเซนเตอร์สถานความงาม นอกจากนี้แล้วยังเปิดยิมมวยด้วย … ทราบว่ามีเสียงเรียกร้องจากแฟนคลับอยากให้กลับมาชกมวยอีก…

“เรื่องจริงค่ะพี่ โดยช่วงที่ตุ้มซ้อมมวยไลฟ์สด ใครต่อใครบอกว่าอยากดูพี่ตุ้มอีก ซึ่งตุ้มเองก็คิดว่าร่างกายยังไหวน่ะแม้ว่าจะหยุดหายไป 3-4 ปีแล้วก็ตามโดยทุกวันนี้ตุ้มยังฟิตดูแลร่างกายอยู่เสมอ…ก่อนหน้านี้ก็มีจีนที่ติดต่อมาซึ่งตุ้มก็บอกไปว่าค่าจ้าง 5 แสน ซึ่งก็ยังเงียบๆ อยู่ โดยที่เรียกไปนี้ก็ถือว่าปกติเพราะก่อนหยุดหายไปก็ไปชกที่จีนมาและได้ค่าตัวเท่านี้ …

โดยที่ผ่านมาตุ้มก็เคยมานั่งคิดทบทวนน่ะว่าชีวิตเราทำไมถึงเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดนี้ บ้านเกิดตุ้มอยู่จ.เชียงใหม่ ได้เข้ามาชกในเวทีเมืองกรุง ก็เพราะพี่ป๋อง ลำปาง เมื่อตอนอายุ 15 ชกรายการศึกไพรอนันต์ ของเจ๊เชน เมืองชล ไฟต์แรกชนะโอเว่น ส.บุญญา ได้ค่าตัว 5 หมื่นบาท ซึ่งถือว่ามากสำหรับตุ้ม

เพราะก่อนหน้านี้เรามีค่าตัวแค่หลักพันเอง …จากไฟต์นี้ทำให้ชีวิตตุ้มเปลี่ยนไปมากผู้คนเริ่มรู้จักไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น แต่หมายถึงผู้คนทั่วทั้งโลกด้วยซึ่งตอนนั้นซีเอ็นเอ็น ยังมาสัมภาษณ์มาถ่ายทำการชกของตุ้มเลย …สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศนั้นตุ้มมาผ่าตอนอายุ 17 ปี หลังการผ่าสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเลยคือหลังจากที่เราทานฮอร์โมนหญิงไปทำให้ความดุดันน้อยลง แต่อย่างไรก็ตามตุ้มก็ได้มีโอกาสไปชกตามประเทสต่างๆ เท่าที่จำได้ก็มีอเมริกา ฮอลแลนด์ สวีเดน จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ค่าจ้างต่อไฟต์ก็อยุ่ในระหว่าง 4-5 แสนบาทค่ะ”

ตอนเด็กๆ เราจะรู้แล้วว่าเราเป็นอะไร ชอบแต่งหน้า แต่งตัวเอากระโปรงมาใส่ พอได้ยินเสียงเพลงก็จะออกมาเต้น พ่อก็จะเรียก ไอ้ตุ๊ด แล้วพอตอนจะแปลงเพศ เราอายุยังไม่ถึง หมอเค้าก็ห้าม เราก็เลยบอกพ่อกับแม่ว่าคุณหมออยากเจอ พ่อกับแม่ก็ปรึกษากัน พ่อเค้าบอกว่า ถ้าผมเซ็นให้แล้ว ลูกผมปลอดภัย ผมก็อยากเซ็น แต่ถ้าไม่ปลอดภัยเค้าก็ไม่เซ็น หมอก็อธิบายให้ฟัง คือพ่อเค้าแค่ห่วงเรื่องความปลอดภัยของเรา

คือเราคิดอยากแปลงเพศตั้งแต่เด็กเลย ไม่รู้หรอกว่าวิวัฒนาการมันไปได้ถึงไหน เราคิดแค่ว่าถ้าเปลี่ยนจากผู้ชายเป็นผู้หญิงได้ มันน่าจะดีเนอะ แล้วทุกวันนี้เราแปลงมา 20 ปีแล้ว ไม่เคยเสียใจเลย และเรามีความสุขกับเพศสภาพที่ตัวเองเลือก ยอมรับว่า ตัวเองประสบความสำเร็จเพราะเป็นกะเทย ถ้าไม่ได้เป็นกะเทย ก็ไม่ได้เป็นน้องตุ้มมาถึงทุกวันนี้ เพราะทุกคนรู้จักตุ้มเพราะน้องตุ้ม และรู้จักมากับมวยไทย รู้จักเพราะเราเป็นนักมวยกะเทย

สุดท้ายก็อยากเตือนน้องๆ ที่คิดจะทำว่า เราต้องชัดเจนในตัวเราก่อนว่าเราทำไปเพื่ออะไร อย่างตัวเราเราทำเพื่อตนเอง ไม่ได้ทำเพื่อผู้ชายที่ไหนเลย ถือว่าใจตัวเองมีความสุข และพ่อแม่เราก็มีความสุขกับตัวเราด้วย ครอบครัวเราไม่ได้เดือดร้อน แล้วก็คนรอบข้างไม่ได้เป็นทุกข์กับเรา ในยุคที่ตนเองแปลงเพศนั้นมันยังไม่ได้เปิดกว้างมาก เพราะฉะนั้นตอนนี้มันมีทางเลือกหลายทาง ไม่จำเป็นต้องแปลงเพศก็มีความสุขได้.

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here